IPO Corner

| 11 กันยายน 2560

9 เรื่องต้องรู้ก่อนลงทุนหุ้นวางระบบสื่อสาร "ICN"

           หุ้นไอพีโอตัวที่ 18 ของปี ที่จะเดินหน้าลงสนามเทรด mai วันที่ 15 กันยายน 2560 คือ บมจ.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส (ICN)  “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” รวบรวม 9 เรื่องที่น่าสนใจ จากข้อมูลในไฟลิ่ง ดังนี้


1.    ICN ผู้ให้บริการรับเหมาวางระบบ-จำหน่ายอุปกรณ์และบำรุงรักษาโครงข่ายระบบสื่อสารโทรคมนาคม


    บมจ.อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส (ICN) ก่อตั้งมาได้ 10 ปีเต็มพอดีในเดือน กันยายน ปี 60 ธุรกิจของบริษัทฯ มีดังนี้ 
     1.ธุรกิจรับเหมาวางระบบสื่อสารโทรคมนาคม (Turnkey Project) โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรทางการค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก อาทิ Nokia Alcatel-Lucent และ Huawei โดยสามารถรับเหมาวางระบบต่างๆ ได้หลากหลายทั้ง ระบบสื่อสารใช้สาย และระบบสื่อสารไร้สาย และให้บริการครอบคุลมการวางระบบในอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Mobile Device Management (MDM) และอุปกรณ์ระบบ Synchronization นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้บริการงานด้านก่อสร้างและวางระบบไฟฟ้า รวมถึงการเป็นผู้ออกแบบและติดตั้งงานระบบที่เกี่ยวข้อง ภายในศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยมาตรฐานสากล 

     2.ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภท รวมถึงให้บริการบำรุงรักษาระบบโทรคมนาคม ทั้งโครงข่ายระบบสื่อสารโทรคมนาคมแบบใช้สายหรือไร้สาย รวมถึงการบำรุงรักษาในเชิงป้องกัน การบำรุงรักษาเมื่อเกิดเหตุเสีย การบำรุงรักษาแบบปรับปรุง และการปรับเปลี่ยน หรือโยกย้าย

2. ลูกค้ารายใหญ่คือ CAT-TOT คิดเป็นสัดส่วน 71% ของรายได้รวม


    ในปี 2558-2559 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้จากลูกค้ารายใหญ่ 2 ราย (ทั้งทางตรงและผ่านพันธมิตร)ได้แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT คิดเป็นสัดส่วน 58.18% , 46.32% ตามลำดับ และคิดเป็น 71.18%  ของรายได้รวมจากการขายและบริการ 
    แต่ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงหนึ่งของบริษัทฯ เพราะหากในอนาคต ไม่สามารถได้งานจากองค์กรดังกล่าว หรือมีการปรับลดงบประมาณการลงทุน ย่อมกระทบโดยตรงต่อรายได้-กำไรของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ  ปัจจุบันจึงขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurrin Income) จากธุรกิจให้บริการบำรุงรักษาโครงข่ายระบบสื่อสารให้มากกว่า 50%  ของรายได้รวม และขยายฐานลูกค้าทั้งหน่วยงานราชการและองค์เอกชน


3. โอกาสเติบโตตามอุตฯ ดาต้าเซ็นเตอร์-Internet of Things (IoT)


    "IDC ประเทศไทย" บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด เปิดเผยว่า ภายในสิ้นปี 2560 พื้นที่ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จะมีจำนวน 871,000 ตารางฟุต เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีพื้นที่ให้บริการเพียง 302,000 ตารางฟุต 
     ICN จึงคาดว่ามีโอกาสเติบโตตามแนวโน้มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะมีประสบการณ์ในการให้บริการก่อสร้างระบบไฟฟ้า ให้กับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทย ทำให้มีโอกาสในการเติบโตจากการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเพิ่มมากขึ้น จากผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
    Internet of Things (IoT) เป็นแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ เพราะจะมีการนำ IoT ประยุกต์ใช้เข้ากับชีวิตประจำวันและการประกอบธุรกิจมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ สามารถให้บริการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรสำคัญอย่าง Huawei จากประเทศจีน และ Nokia Alcatel-Lucent จากประเทศฝรั่งเศส ให้สอดคล้องตามความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า

4.  ICN มีวิศวกรจำนวน 27 ราย  อัตราการลาออกอยู่ในระดับต่ำ


     ธุรกิจของบริษัทฯ เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งมีความซับซ้อน และต้องการวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และมีความเสี่ยงต่อธุรกิจหากมีการลาออก และหาบุคลากรมาทดแทนไม่ทัน 
     ปัจจุบัน บริษัทฯ มีวิศวกรในการให้บริการด้านต่างๆ จำนวน 27 ราย และในปี 2558-2559  และงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 อัตราการลาออกเฉลี่ยต่อเดือนของวิศวกรของบริษัทฯ อยู่ในระดับต่ำที่ 0.28% ,  0.88%  และ 1.26%  ตามลำดับ

 5. กำไรเติบโตทุกปีในช่วง 3 ปีย้อนหลัง-กำไรครึ่งปี60 เกือบเท่าปีก่อนทั้งปี 


     ปี 2557-2559 บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 243.49 ล้านบาท จำนวน 678.63 ล้านบาท และจำนวน 570.96 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโต 178.72% ในปี 2558 และลดลง 15.87% ในปี 2559 
     กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากจำนวน 0.33 ล้านบาทในปี 2557 เป็นจำนวน 5.47 ล้านบาทในปี 2558 และจำนวน 27.11 ล้านบาทในปี 2559 คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 0.13%  , 0.81%  และ 4.75% ตามลำดับ
     งวด 6 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 377.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.02% จากช่วงเดียวกันปีก่อน  และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 23.63 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 6.26%  ผลจากรายได้ธุรกิจรับเหมาวางระบบและธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์และบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น  เนื่องจากองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ชะลอการลงทุนในปี 2559 ได้เริ่มทยอยลงทุนในปี 2560 
 
6. SAMART-LOXLEY-AIT-FORTH-ILINK-SVOA เป็นรุ่นพี่ในตลาดหุ้น


    ผู้ประกอบการที่ให้บริการวางระบบสื่อสารโทรคมนาคมมีค่อนข้างมากในประเทศไทย  หากนับเฉพาะบริษัทขนาดเล็กมีเกือบ 200 บริษัท ซึ่งจะรับช่วงจากบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลาง  ส่วนบริษัทขนาดกลางมีประมาณ 10 บริษัท และบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีก 6 บริษัท เช่น SAMART, LOXLEY , AIT , FORTH, ILINK และ SVOA เป็นต้น  
     ICN นั้นถือว่า เป็นบริษัทขนาดกลาง และการแข่งขันในบริษัทระดับกลางไม่สูงมาก เพราะแต่ละบริษัทจะมีความเชี่ยวชาญในระบบ และอุปกรณ์จัดจำหน่ายแตกต่างกัน โดยผู้ประกอบการที่เป็นคู่แข่งในระดับกลางมีประมาณ 10 บริษัท และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัท สกายไฮ จำกัด , บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด และบริษัท ไทยทรานสมิชชั่น อินดัสทรี จำกัด เป็นต้น 

7. ผู้ถือหุ้นใหญ่มี 3 กลุ่ม - "เสี่ยปู่" ร่วมถือหุ้นใหญ่อันดับ 5


    1. นายมนชัย มณีไพโรจน์ 26.48% หลังขายไอพีโอจะไดลูทเหลือ 19.42% ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมากว่า 25 ปี 
    2. กลุ่มเลาหสมบูรณ์ 17.39% หลังขายไอพีโอจะไดลูทเหลือ 12.75%
    3. กลุ่มรุ่งเรืองผล 17.39%  หลังขายไอพีโอจะไดลูทเหลือ 12.75%
    *นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อของนักลงทุนวีไอชื่อดังอย่าง "เสี่ยปู่" หรือนายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 ในสัดส่วน 6.52% และจะไดลูทเหลือ 4.78% หลังขายไอพีโอครั้งนี้  โดยนายสมพงษ์  ได้เข้ามาถือหุ้น ICN  ตั้งแต่่ปี 2557 และจะติด silent period เป็นเวลา 1 ปีนับจากวันที่หุ้นเข้าเทรด   


8. ราคาไอพีโอหุ้นละ 1.84 บาท อิง P/E 18.37 เท่า

 
    - ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  ICN เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 120 ล้านหุ้น  พาร์ 0.50 บาท แบ่งเป็น
     (1) การเสนอขายต่อประชาชนจำนวน 108,000,000 หุ้น  
     (2) การเสนอขายกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ จำนวน 12,000,000 หุ้น 
     - ราคาเสนอขาย หุ้นละ 1.84 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 18.37 เท่า  คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ถึง 30 มิถุนายน 2560 หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทฯ หลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 450 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.10 บาท 
    - หากเปรียบเทียบกับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ อยู่ที่  94.78 เท่า  
    - บริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจคล้ายคลึงกัน ได้แก่  1.บมจ.แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) 12.68 เท่า  2. บมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL) 38.56 เท่า  3.บมจ.ล็อกซเล่ย์  (LOXLEY) 30.61  เท่า  และ 4. บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) 71.87  เท่า 
     - วัตถุประสงค์การใช้เงิน  หลังหักค่าใช้จ่ายจะได้เงินสุทธิประมาณ 208.09 ล้านบาท  จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน  

9. ก่อนเข้าตลาด  ICN  ได้เพิ่มทุนขาย RO ราคา 0.50 บ. ต่ำกว่าราคา IPO 72.83%   


    บริษัทฯ มีความเสี่ยงจาก "การลดลงของราคาหุ้น" เมื่อเข้าเทรดใน mai   เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560  บริษัทฯ ออกหุ้นสามัญใหม่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดินตามสัดส่วน จำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 22.22% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ หรือคิดเป็นสัดส่วน 83.33% ของของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ในราคาหุ้นละ 0.50 บาท เท่ากับมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนในครั้งนี้คิดเป็น 72.83%
    ผู้ลงทุนทั่วไปที่จองซื้อหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ จึงอาจมีความเสี่ยงจากการลดลงของราคาหุ้น อันเนื่องมาจากการขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นดังกล่าวในส่วนที่ไม่ติด Silent Period  เพื่อทำกำไรเมื่อหุ้นของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว 


    ต้องมาติดตามวันที่ 15 กันยายน 2560 ที่หุ้น ICN เข้าเทรดเป็นวันแรกจะคึกคักมากน้อยแค่ไหน  
    *คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh