IPO Corner

8 เรื่องน่ารู้หุ้น "เจ้าพระยามหานคร" (CMC)

8 เรื่องน่ารู้หุ้น

            บมจ.เจ้าพระยามหานคร (CMC) เป็นว่าที่หุ้นน้องใหม่ ซึ่งกำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 19 พ.ย.นี้ โดยบริษัทมีโครงการอสังหาฯ ที่เราพอจะคุ้นชื่อ เช่น ชาโตว์ อินทาวน์  “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ได้สรุปข้อมูลที่สำคัญจากไฟลิ่ง เพื่อที่นักลงทุนจะได้ใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน

1.ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เน้นตลาดระดับกลาง

            *ธุรกิจหลักของกลุ่ม CMC คือ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียม มุ่งเน้นตลาดระดับกลาง เน้นทำเลตามแนวสถานีขนส่งมวลชนระบบราง ในเขต กทม.และปริมณฑล ภายใต้ชื่อ 3 แบรนด์ ได้แก่ 1.แบงค์คอก ฮอไรซอน 2.แบงค์คอก เฟ’ลิซ และ 3.ชาโตว์ อินทาวน์

            *โดย CMC พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เจาะกลุ่มรายได้ระดับกลาง-ช่วงต้นของกลุ่มรายได้ระดับสูง  นอกจากนี้ CMC ยังมีบริษัทย่อยอีก  3 บริษัท ได้แก่

            1.บริษัท พระยาพาณิชย์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือ PPP พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย กลุ่มลูกค้าระดับกลาง  

            2. บริษัท สยามมหานครพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือ SMP พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า

            3. บริษัท ไทยสยามนครพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือ TSN ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์และผนัง

            *ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการคอนโดฯ แล้วทั้งหมด 40 โครงการ  ส่วนใหญ่เป็นแบบ Low Riseเนื่องจากเป็นแนวที่กลุ่มบริษัทฯ มีความถนัด

 

2. อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 40.98%

            *รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ปี 2558-2560  

            ปี 2558  เท่ากับ 1,419.30 ล้านบาท   อัตรากำไรขั้นต้น 39.34%

            ปี 2559  เท่ากับ 2,090.75 ล้านบาท   อัตรากำไรขั้นต้น 42.05%

            ปี 2560  เท่ากับ 1,523.23 ล้านบาท  อัตรากำไรขั้นต้น 41.55%

           งวด 6 เดือนแรกปี 2561 เท่ากับ 975.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.65% YoY อัตรากำไรขั้นต้น 41.55% (คำนวณแบบ Annualized)

           *รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของปี 2560 ลดลง จากปี 2559 ประมาณ 27.05%  เนื่องจากโครงการที่สร้างเสร็จเริ่มโอนกรรมสิทธิ์มีน้อยกว่า และเพิ่งจะเริ่มโอนตอนปลายปี

            *อัตรากำไรขั้นต้น 3 ปี คิดเป็นอัตราเฉลี่ยประมาณ 40.98% ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีการวางแผนก่อนเริ่มทำโครงการต่างๆ ให้สามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้นที่เหมาะสม

 

3. ผลประกอบการในอดีต 3 ปี 2558-2560

            *กำไรสุทธิ สำหรับงวดปี 2558-2560

            ปี 2558 เท่ากับ 47.13 ล้านบาท  อัตรากำไรสุทธิ 3.31%

            ปี 2559 เท่ากับ 156.21 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 7.32%

            ปี 2560 เท่ากับ 126.64 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 7.56%

            งวด 6 เดือนแรกปี 2561 เท่ากับ 123.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130% YoY อัตรากำไรสุทธิ 12.31% (คำนวณแบบ Annualized) 

            *อัตรากำไรสุทธิปี 2559 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ตามอัตรากำไรขั้นต้น และรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง ส่วนอัตรากำไรสุทธิปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 สาเหตุหลักมาจากมีกำไรพิเศษขายที่ดิน 113.99 ล้านบาท

            *หากตัดกำไรพิเศษปี 2560 ออก บริษัทฯ จะมีกำไรสุทธิ 12.65 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 0.75% ลดลงจาก 2 ปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก ผลจากการบันทึกขาดทุนด้อยค่าทรัพย์สิน ประกอบกับรายได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเป็นต้นทุนคงที่

 

4. หนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงต่อเนื่อง

            *อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E)ปี 2558-2560 และ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 อยู่ที่ 3.15 เท่า 2.61 เท่า 2.38 เท่า และ 1.99 เท่า (คำนวณแบบ Annualized)  ตามลำดับ โดยบริษัทฯ ได้ลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่องจากการชำระหนี้  เห็นได้จาก D/E ที่ทยอยปรับลดลง

 

5.วัตถุประสงค์การใช้เงิน เพื่อพัฒนา 11 โครงการใหม่

            *บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ประมาณ 712.73 ล้านบาท หลังหักค่าใช้จ่ายไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้

            1.การขยายธุรกิจของบริษัทฯ 250.00 ล้านบาท

            2.ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือหุ้นกู้ 400.00 ล้านบาท

            3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ 62.73 ล้านบาท

            โดยการขยายธุรกิจของบริษัทฯ วันที่ 31 ธ.ค.2560 บริษัทฯ มีโครงการในอนาคตที่รอการพัฒนาอยู่จำนวน 11 โครงการ ซึ่งมีความแน่ชัดที่จะพัฒนาเป็นโครงการเพื่อขายภายใน 2 ปี เป็นคอนโดมิเนียม 10 โครงการ และทาวน์โฮม 1 โครงการ

            สถานะปัจจุบันของแต่ละโครงการ มีทั้งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ , อยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม,อยู่ระหว่างพิจารณาใบอนุญาตก่อสร้าง,ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างพัฒนาแบบอาคาร

            นอกจากขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว เงินส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืม และอีกส่วนใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

 

6.รายละเอียดของหลักทรัพย์ที่เสนอขาย

            *เสนอขายไม่เกิน 250,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.00 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ

            *ราคาขายหุ้นละ 3.00 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) เท่ากับ 15 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งเท่ากับ 196.32 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 1,000,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.20 บาทต่อหุ้น

            *ที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

            *ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

            *ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย ได้แก่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้, บล.เออีซี และ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย)

7. “ครอบครัวแพทยานันท์” ถือหุ้นใหญ่

            บมจ.เจ้าพระยามหานคร ถือหุุ้นทั้งหมดโดย “ครอบครัวแพทยานันท์” และหลังขายไอพีโอ “ครอบครัวแพทยานันท์” จะเหลือสัดส่วนหุ้น 75%  ดังแสดงรายละเอียด ตามตาราง

รายชื่อผู้ถือหุ้น

ก่อนขาย IPO

(ร้อยละ)

หลังขาย IPO

(ร้อยละ)

บ.ทเวลฟ์ มัลติพลาย แอสเซท จำกัด (1)

40

30

นางสาวอนงค์ลักษณ์ แพทยานันท์

8.67

6.50

นางสาวโศภิน แพทยานันท์

8.67

6.50

นายนริศ แพทยานันท์

4.80

3.60

ว่าที่ร้อยตรีวิโรจน์ แพทยานันท์

4.67

3.50

นายชัยวัฒน์ แพทยานันท์

4.67

3.50

นายวุฒิพงษ์ แพทยานันท์

4.67

3.50

นายวิเชียร แพทยานันท์

4.67

3.50

นายวิชัย แพทยานันท์

3.44

2.58

นายวิวัฒน์ แพทยานันท์

1.33

1.00

ผู้ถือหุ้นครอบครัวแพทยานันท์อื่นๆ

14.41

10.82

ประชาชนทั่วไป

-

25

(1)บริษัท ทเวลฟ์ มัลติพลาย แอสเซท จำกัด เป็นบริษัทที่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นบุคคลในครอบครัวแพทยานันท์

 

8.ตลาดคอนโดแข่งดุ-มาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ เป็นปัจจัยเสี่ยง

            *ความเสี่ยงจาก กลุ่มบริษัทฯ ประกอบธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง : ราคาขายคอนโดฯ อยู่ในช่วง 2-4 ล้านบาท ซึ่งจะมีคู่แข่งใน segment นี้ละแวกเดียวกัน เช่น บมจ.พฤกษา โฮลดิ้ง , บมจ.ริชี่เพลส 2002 , บมจ.ศุภาลัย, บมจ.อนันดา ดีเวลล็อปเม้นท์ และ บมจ.ชีวาทัย เป็นต้น  แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้บริหารในธุรกิจนี้กว่า 20 ปี บวกกับมีแผนการปฏิบัติงานและการควบคุมภายในที่ดี ทำให้กลุ่มบริษัทฯ บริหารโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการแข่งขันสูงก็ตาม

            *ความเสี่ยงจากความคืบหน้าของโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบรางไม่เป็นไปตามที่กำหนด : กลุ่มบริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาโครงการส่วนใหญ่ เป็นคอนโดฯ ตามแนวสถานีขนส่งมวลชนระบบราง ดังนั้น การเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน

            *ความเสี่ยงด้านการเงินจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย : อาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าของกลุ่มบริษัทฯ และส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ

            *ความเสี่ยงจากนโยบายที่เข้มงวดในการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย : โดยเฉพาะการซื้อบ้านหลังที่ 2 นอกจากนี้ แบงก์ยังมีการปรับเกณฑ์การกลั่นกรองสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน อาจจะเป็นผลดีต่อธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ก็ได้ เพราะเป็นการช่วยคัดกรองลูกค้าในระดับหนึ่ง ที่จะทำให้มีแต่ลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่แท้จริงได้ในระดับหนึ่ง

 

     

 

 

 

 

 



 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh