IPO Corner

| 7 พฤศจิกายน 2560

9 เรื่องต้องรู้หุ้น ADB น้องใหม่ตัวที่ 27

 

    บมจ.แอ็พพลาย ดีบี  หรือชื่อย่อหลักทรัพย์  "ADB" เป็นหุ้นน้องใหม่ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นบริษัทที่ 27 ของปีนี้  โดยจะลงกระดานเทรด  mai  ในวันที่ 9 พ.ย.60  ทีมงาน "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้สรุป 9 เรื่องน่ารู้จากไฟลิ่ง ให้นักลงทุนได้ทำความรู้จักและใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุน  
 

1. ADB ขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ - ผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว 


    ADB ผลิตและขายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ (Plastic compound) และผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว (Adhesive and Sealant) สำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรมและครัวเรือน ขายให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ  โดยสินค้าที่ขายนั้นจะมีทั้งตราสินค้าของตนเอง เช่น ตราสินค้า ADB, DB, SPARKO, DAI-I-CHI และ OMAKU  และตราสินค้าของลูกค้าชั้นนำซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล 
    ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์  (เม็ดพลาสติกพีวีซี , เส้นใยสังเคราะห์โพลีโพรพิลีน , เม็ดเทอร์โมพลาสติกอิลาสโตเมอร์) มีฐานลูกค้าหลักเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นวัตถุดิบในการผลิตสายไฟ สายเคเบิ้ล พื้นรองเท้า
    ผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว  (กาวยาง, กาวสูตรน้ำ , กาวซูเปอร์กลูหรือกาวพลังช้าง, กาวอีพ็อกซี่ ) ขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ งานก่อสร้าง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ 
    ณ สิ้นปี 2559   บริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากการขายในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% 
     
2. ADB มีผู้ถือหุ้นใหญ่มี 3 กลุ่ม เนื่องจากเป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวม 


    ผู้ถือหุ้นใหญ่มี 3 กลุ่ม เนื่องจาก ADB  เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ดี บี เคมิคัล อินดัสเตรียล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาว  และบริษัท แอ็พพลายเคมีคอล อินดัสตรี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซี  โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น ณ ปัจจุบัน ดังนี้ 
    1.กลุ่มครอบครัววงษ์เจริญสิน        35%     หลังไอพีโอเหลือ    24.50%
    2.กลุ่มครอบครัวนายหวัง วนาไพรสณฑ์    29.55%    หลังไอพีโอเหลือ    20.69%
    3.กลุ่มครอบครัววงศ์ตั้งตระกูล        21.89%    หลังไอพีโอเหลือ    15.32%

3. ADB กำไรโตทุกปี  ยกเว้น 6 เดือนปีนี้หดตัวแรงเหตุต้นทุนพุ่ง


    รายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาทรงตัวที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท/ปี โดยปี 2557 อยู่ที่ 1,397.01 ล้านบาท  ปี 2558 อยู่ที่ 1,434.38 ล้านบาท และปี 2559 อยู่ที่ 1,411.78 ล้านบาท ส่วนงวดครึ่งปีแรกมีรายได้ 686.75 ล้านบาท
    กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3 ปีติด แม้ว่ารายได้จะทรงตัวที่ปีละประมาณ 1,400 ล้านบาท  
    ปี 2557 มีกำไรสุทธิ 26.00  ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิ 1.83%)
    ปี 2558 อยู่ที่ 34.49 ล้านบาท   (อัตรากำไรสุทธิ 2.36%)
    ปี 2559 อยู่ที่  75.71 ล้านบาท  (อัตรากำไรสุทธิ 5.30%)
    อย่างไรก็ตาม  กำไรสุทธิลดลงมากในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ โดยทำได้เพียง 1.24 ล้านบาท  (อัตรากำไรสุทธิ 0.18%) เนื่องราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทฯ นั้นได้ขายสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งในราคาที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ทำให้ไม่สามารถปรับราคาขายได้ในทันที เมื่อต้นทุนปรับขึ้น
    
4. ADB ส่งซิกผลงาน Q3/60 ลดลง YoY  เหตุต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง


    ADB ชี้แจงในไฟลิ่งว่า บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในช่วงเวลาใกล้กับการเปิดเผยข้อมูลงบการเงินสำหรับงวดบัญชีไตรมาส 3/60  บริษัทฯ และที่ปรึกษาทางการเงินได้พิจารณางบการเงินภายใน ก่อนการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีโดยเบื้องต้นแล้ว ยืนยันว่า ผลประกอบการที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3/60 เป็นไปตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติ โดยไม่ได้ขยายขอบเขตไปยังธุรกิจอื่นใด 
    นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกับงวดไตรมาส 3/58 และไตรมาส 3/59 แล้วนั้น คาดว่าผลประกอบการในงวดไตรมาส 3/60 ยังไม่สามารถแสดงผลประกอบการที่เทียบเท่ากับงวดไตรมาส 3/58  และไตรมาส 3/59  เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีความผันผวน 
     
5. ADB ขายไอพีโอ 1.69 บาท  อิง P/E 28.03  เท่า เทียบกลุ่ม 28.86 เท่า 


    บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย)  เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    ADB เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 180 ล้านหุ้น คิดเป็น  30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังขาย IPOที่ 600 ล้านหุ้น และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)             
    ราคาหุ้นละ 1.69 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) 28.03 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิรอบ 12 เดือนก่อน (1 ก.ค.59 - 30 มิ.ย.60) ที่ 36.17  ล้านบาท เมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังขาย IPO อยู่ที่ 600 ล้านหุ้น (Fully diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.06 บาท
    ปัจจุบันไม่มีบริษัทจดทะเบียน ที่ดำเนินธุรกิจเหมือนกับธุรกิจของบริษัทฯ โดยตรง เนื่องจาก ADB ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ และผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว
    มีเพียง 4 บริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินธุรกิจบางส่วนใกล้เคียงกับ ADB ได้แก่  1.บมจ.ซีลิค คอร์พ (SELIC) 2.บมจ.โกลบอล คอนเน็คชั่นส์ (GC) 3.บมจ.วีนิไทย  (VNT) และ 4.บมจ.สาลี่ คัลเล่อร์ (COLOR) โดยค่าเฉลี่ย P/E  ของทั้ง 4 บริษัทอยู่ที่ 28.86 เท่า ส่วนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ / สินค้าอุตสาหกรรม มีค่าเฉลี่ย P/E  35.60 เท่า 

6. ADB  ระดมเงินไปซื้อเครื่องจักร-คืนเงินกู้-วิจัยและพัฒนาสินค้า


    วัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการขายไอพีโอครั้งนี้ จำนวน  304.20 ล้านบาท แบ่งเป็น  
    1. สั่งซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์เพื่อการผลิตสินค้ารองรับการขยายธุรกิจในอนาคต จำนวน  130 ล้านบาท 
    2. ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน จำนวน  125 ล้านบาท 
    3. เงินลงทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน  19.20 ล้านบาท 
    4. เงินทุนหมุนเวียนในกิจการ จำนวน  30 ล้านบาท 
 
7. ADB มีโรงงานใหม่ ที่จะเดินเครื่อง Q4/61 


    โครงการในอนาคตของ ADB  มี 2 โครงการหลัก ดังนี้ 
     7.1 โครงการผลิตสินค้าใหม่ กลุ่มผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว 
     ได้แก่ การผลิต ซิลิโคนยาแนวสำเร็จรูป  และการผลิต ผลิตภัณฑ์โมดิฟายซิลิโคนพอลิเมอร์ สำหรับงานยาแนว เนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแนว  มีอัตรากำไรขั้นต้นดีกว่าผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์  ดังนั้น  บริษัทฯ จึงเตรียมก่อสร้างโรงงานใหม่ ใกล้กับสำนักงานปัจจุบันที่นิคมฯ บางปู จ.สมุทรปราการ รองรับการผลิตสินค้าใหม่ดังกล่าว รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรใหม่  ประเภทกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น 
     ทั้งนี้ คาดว่าโรงงานใหม่ จะเริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ปี 2561 และสามารถดำเนินการผลิตและจำหน่ายเต็มกำลัง (Full capacity) ในปี 2563 คาดใช้งบประมาณราว 230 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะมาจากเงินที่ได้จากการขายไอพีโอในครั้งนี้ 
    7.2 โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ของบริษัทฯ ได้แก่  ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกพีวีซีเพื่ออุตสาหกรรมการแพทย์   และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกฮาโลเจนฟรี 
    
8. ADB มีความเสี่ยงในการรักษา D/E - ต้นทุนผันผวนมาก


    หนึ่งในความเสี่ยงของ ADB คือเรื่อง "อัตราส่วนทางการเงิน" โดย ADB ชี้แจงว่า ในงบการเงิน ณ งวด 6 เดือนแรกปี 60 บริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญากู้ยืมกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้ ในการรักษาอัตราส่วนทางการเงิน เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) )โดย ณ สิ้นเดือน มิ.ย.60 อยู่ที่ 3.24 เท่า จากสัญญาเงินกู้ต้องไม่เกิน 3 เท่า แต่สถาบันการเงินแห่งนั้นยอมผ่อนผันให้บริษัทฯ และจะกลับมาเริ่มตรวจสอบอัตราส่วนทางการเงินตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้อีกครั้งนับตั้งแต่งวด Q2/61 เป็นต้นไป และจะทดสอบอัตราส่วนทางการเงินบริษัทฯ ทุกไตรมาส จากเดิมทุกสิ้นงวดบัญชีรายปี  
    ซึ่งหากบริษัทฯ ไม่สามารถดำรงอัตราส่วนทางการเงินที่กำหนดได้ ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ต้องดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อให้อัตราส่วนต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไขของการให้สินเชื่อที่กำหนด 
    อย่างไรก็ตาม อัตราส่วน D/E จะลดลงต่ำกว่า 3.24 เท่า ( ณ สิ้นเดือน มิ.ย.60) ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้
    อีกความเสี่ยงหลักของบริษัทฯ คือ ราคาวัตถุดิบหลักซึ่งกว่า 80% เป็นสินค้าที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมัน ดังนั้น ราคาตลาดของวัตถุดิบจึงผันผวนตามทิศทางราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงที่ราคาวัตถุดิบปรับขึ้นแต่บริษัทฯ ไม่สามารถขึ้นสินค้าตามได้ทันที ย่อมกระทบอัตรากำไรขั้นต้น 

9. ผู้บริหาร ADB ยอมรับว่ากำไรปี 60 จะต่ำกว่าปี 59 


    ผู้บริหาร ADB  คาดว่ารายได้ปี 60 จะลดลงเล็กน้อยหรือใกล้เคียงกับปี 59 ที่มีรายได้ 1.41 พันล้านบาท แต่กำไรสุทธิคาดว่าจะต่ำกว่าปี59 ที่ 75.71 ล้านบาท เพราะราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นและมีความผันผวนสูงมาก โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกคอมปาวด์ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดมาก่อน ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันที  สะท้อนจาก 6 เดือนแรกที่กำไรเพียง 1 ล้านบาทแต่เชื่อว่าในปี 2561  สถานการณ์ราคาวัตถุดิบน่าจะนิ่ง และทำให้ผลประกอบการบริษัทฯ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    *คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh