IPO Corner

7 เรื่องน่ารู้ หุ้นออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG)

7 เรื่องน่ารู้ หุ้นออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG)

          บมจ.ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG) ว่าที่น้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ mai กำลังจะเข้าซื้อขายในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย สรุปประเด็นที่สำคัญจากแบบไฟลิ่งได้ 7 เรื่องน่ารู้ เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน  

1.เป็นโฮลดิ้งคอมพานี รู้จักกันดีในชื่อ "ฮอนด้ามะลิวัลย์"

          บมจ.ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG) เริ่มแรกนั้นเป็นหนึ่งในผู้จำหน่าย (Dealers) รถยนต์ของฮอนด้าเริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2535 ภายใต้ชื่อ บริษัท เอ.วี.คาร์ส์ (สุรินทร์) จำกัด ก่อตั้งโดย "นายภานุมาศ รังกูลนุวัฒน์" ก่อนจะขยายธุรกิจไปใน จ.บุรีรัมย์ (เอ.วี.บุรีรัมย์ ฮอนด้าคาร์ส์) จ.ขอนแก่น (ฮอนด้ามะลิวัลย์ )  และ จ.ภูเก็ต (ฮอนด้ามะลิวัลย์)

          ในไตรมาส 1/61 กลุ่ม ACG ได้มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้น จากเดิมบริษัท ACG ถือหุ้นใน บ.ย่อย 3 บริษัทในการดำเนินการธุรกิจหลัก จึงได้มีการควบรวม 3 บริษัทย่อยเพื่อให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง ทำให้เหลือบริษัทแกนเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัท ฮอนด้ามะลิวัลย์ จำกัด

          โดย ACG เป็นโฮลดิ้งคอมพานี ถือหุ้นใหญ่ใน "ฮอนด้ามะลิวัลย์" ปัจจุบันมีศูนย์จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าทั้งหมด 8 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น และภูเก็ต  

2. ถือหุ้นใหญ่โดย "กลุ่มรังคกูลนุวัฒน์"

          "กลุ่มรังคกูลนุวัฒน์" เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 100% โดยมีนายภานุมาศ รังคกูลนุวัฒน์ ถือหุ้นมากสุดอันดับ 1 สัดส่วน 61% แต่หลังเสนอขายหุ้น IPO "กลุ่มรังคกูลนุวัฒน์" จะเหลือสัดส่วนการถือครองหุ้น 74%  นายภานุมาศ จะเหลือ 45.14%

          ปัจจุบัน นายภานุมาศ รังคกูลนุวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ACG   

 

 

3.โครงการในอนาคต เปิดโชว์รูมอีก 7 แห่ง

          กลุ่ม ACG มีแผนจะเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการใหม่ที่หัวเมืองใหญ่และเมืองรองของภูมิภาคต่างๆ ของประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ เป็นจำนวน 7 แห่ง ภายในระยะเวลา 4 ปี (2562-2565)  แบ่งเป็นขนาดเล็ก 4 แห่ง และขนาดใหญ่ 3 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินจากการระดมทุน IPO เงินกู้สถาบันการเงิน และเงินทุนหมุนเวียนจากการดำเนินงาน

          โดยแต่ละแห่งที่ลงทุนไป คาดหวังระยะเวลาคืนทุนโดยเฉลี่ยในช่วงประมาณ 3 ปี 1 เดือน - 4 ปี 9 เดือน ขึ้นอยู่กับในแต่ละพื้นที่  

          ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทประมาณการเงินลงทุนในการก่อสร้างโชว์รูมใน 3 รูปแบบ (Model) ซึ่งแบ่งเป็นขนาดเล็ก (small), กลาง (Medium) และใหญ่ (Large) มีรายละเอียดดังนี้

          ขนาดเล็ก (Model Small) 60-80 ล้านบาท

          ขนาดกลาง (Model Medium) 80-100 ล้านบาท

          ขนาดใหญ่ (Model Large)   100-120 ล้านบาท

4. ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง ตามการขยายสาขา

          บริษัทมีรายได้หลักมาจากส่วนงานจำหน่ายรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งมากกว่า 80% ที่เหลือมาจากส่วนงานบริการซ่อมบำรุงและจำหน่ายอะไหล่ โดยผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และไตรมาสแรกปี62 มีดังนี้

          รายได้รวม (ลบ.)           กำไร (ลบ.)           กำไรสุทธิ(ลบ.)           อัตรากำไรสุทธิ (%)

          2559                              1,515.11                      8.74                                  0.58

          2560                              1,847.14                     21.54                                1.17

          2561                              2,413.35                     27.68                                1.15

          Q1/62                              825.98                     15.95                                1.93

 

          ปี 2559–2561 รายได้หลักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่ากับ 1,292.00 ล้านบาท 1,599.89 ล้านบาท และ 2,078.06 ล้านบาท ตามลำดับ มีสาเหตุมาจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เพิ่มขึ้น ผลจากกลยุทธ์ในการขยายสาขา

          รายได้ในปี 2559 เพิ่มขึ้นมีสาเหตุจากการออกรถรุ่น HondaBR-V ครั้งแรก และ Civic โฉมใหม่, ปี2560 เติบโตตามภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ และจากการขายรถในกลุ่ม SUV, ปี 2561 ยอดขายเพิ่มตามการขยายสาขาที่ภูเก็ต  และล่าสุดปี 2562 งวด 3 เดือนแรก รายได้เพิ่มจากการออกผลิตภัณฑ์ที่ปรับรูปแบบใหม่ของฮอนด้าในกลุ่ม Compact (Civic) และจากการขยายสาขาภูเก็ตเมื่อเดือน มี.ค.2561

          กำไรในปี 2560 เพิ่มขึ้นถึง 146.44% YoY ผลจากการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการของสาขามะลิวัลย์ที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นศูนย์บริการขนาดใหญ่, ปี2561 กำไรสุทธิเท่ากับ  27.68 ล้านบาท โต 28.47% YoY ผลจากขยายสาขาไปจังหวัดภูเก็ต และปี 2562 ในช่วง 3 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 15.95 ล้านบาท พลิกจากการขาดทุน YoY ที่ 2.74 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 1/2562 มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาไป จ.กระบี่

5.ราคาไอพีโอหุ้นละ 1.44 บาท อิง P/E 18.70 เท่า  

          ราคาเสนอขายที่ 1.44 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น(P/E) 18.70 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ Q2/61-Q1/62 ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 46.37 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดซึ่งเท่ากับ 600 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.077 บาท

          ไม่สามารถเทียบ P/E Ratio ของบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ เพราะไม่มีบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์เหมือน หรือใกล้เคียงกับธุรกิจของบริษัทฯ แต่หากกับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่บริษัทฯ จะเข้าไปจดทะเบียน เฉลี่ย 3 เดือนย้อนหลัง วันที่13 มี.ค. - 12 มิ.ย.62 มีค่า P/E 48.26 เท่า  

          ที่มาของการกำหนดราคาเสนอขายมาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book Building) ซึ่งเป็นวิธีการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อจากนักลงทุนรายใหญ่ โดยตั้งช่วงราคาและให้นักลงทุนแจ้งราคาและจำนวนหุ้นที่ต้องการจะจองซื้อเข้ามา

          บริษัทเสนอขายไอพีโอทั้งหมดหุ้น 156 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 0.50 บาทต่อหุ้น และมูลค่าตามราคาบัญชี 0.90 บาท/หุ้น (ณ 31 มี.ค.62) คำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญปัจจุบันก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ที่ 444 ล้านหุ้น และหลังขายไอพีโอจะมีทั้งหมด 600 ล้านหุ้น

          บริษัทจะเข้าซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หมวดธุรกิจ (sector)กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม  ด้วยเกณฑ์เกณฑ์กำไรสุทธิ (Profit test)

          บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นไอพีโอ  และมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 5 บริษัท ประกอบด้วย บล.โกลเบล็ก, บล.เคจีไอ (ประเทศไทย), บล.เคทีบี (ประเทศไทย), บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) และ บล.ไอร่า


6.นโยบายการจ่ายเงินปันผล ไม่น้อยกว่า 40%   

          บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40%  ของกำไรสุทธิสำหรับงบการเงินเฉพาะของบริษัท อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน สภาพคล่อง ความจำเป็น และความเหมาะสมอื่น ๆ ในอนาคตของกลุ่ม ACG

เนื่องจากบริษัท ประกอบกิจการโดยการถือหุ้นในกิจการอื่น (Holding Company)โดยมีสินทรัพย์หลักคือเงินลงทุนในบริษัทย่อย ดังนั้น ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของกลุ่ม ACG จึงขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและการจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อยเป็นหลัก


7.มีหุ้นไม่ติด  silent period 19.64%

          สัดส่วนของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด silent periodจำนวน 117,835,000 หุ้น คิดเป็น 19.64% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

 


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh