IPO Corner

10 เรื่องน่ารู้ 'เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)' ผู้นำแพคเกจจิ้งอาเซียน

10 เรื่องน่ารู้ 'เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)' ผู้นำแพคเกจจิ้งอาเซียน

บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP หุ้น IPO น้องใหม่เครือปูนซิเมนต์ไทย จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 22 ต.ค.นี้ ด้วยมูลค่าระดมทุน 4.5 หมื่นลบ.

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จึงได้สรุปข้อมูลที่สำคัญจากแบบไฟลิ่ง เป็น 10 เรื่องน่ารู้หุ้น SCGP เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน


 

1.SCGP เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และเป็น 1 ใน 3 ธุรกิจหลักของ SCC ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) เพื่อให้บริการโซลูชั่นด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-Based Packaging)
บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและโพลิเมอร์ (Performance and Polymer Packaging : PPP)
ภาชนะบรรจุอาหาร (Food Service Products) พร้อมบริการออกแบบ การพิมพ์และโซลูชั่นที่หลากหลายตามที่ลูกค้าต้องการ

ปัจจุบัน SCGP มี 40 โรงงานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ,เวียดนาม ,อินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยมีส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียน 36%

 

2.ขายไอพีโอ 1,127.6 ล้านหุ้น พ่วงกรีนชู 169.13 ล้านหุ้น

 

SCGP เสนอขายหุ้นทั้งหมด 1,127,550,000 หุ้น คิดเป็น 26.5% ของจํานวนหุ้นสามัญที่ออกและชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ 

นอกจากนี้ บริษัทมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) หรือ กรีนชู จำนวน 169,130,000 หุ้น ซึ่งหุ้นส่วนเกินดังกล่าวจะมีจำนวนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี จำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทฯ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ 

 

3.เคาะราคาไอพีโอ 35 บาท เป็นราคาที่ Bookbuilding กับนักลงทุนสถาบัน

 

SCGP กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 35 บาทต่อหุ้น จากช่วงราคาเสนอขายที่ 33.50-35.00 บาทต่อหุ้น  พร้อมทั้งสำรวจความต้องการซื้อหุ้น IPO ของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) พบว่าได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการซื้อที่ช่วงราคาเสนอขายสูงสุดคือ 35.00 บาทต่อหุ้น และมีความต้องการจองซื้อมากกว่าจำนวนหุ้น IPO ที่จัดสรรไว้ จึงกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) หุ้น IPO ที่ 35.00 บาทต่อหุ้น

ขายหุ้นไอพีโอ : ทั้งหมดไม่เกิน 1,127,550,000 หุ้น คิดเป็น 26.5% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
มีจำนวนหุ้นหลังเสนอขายไอพีโอที่อยู่ที่ : 4,253,550,000 หุ้น (ไม่มีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกิน) หรือ 4,422,680,000 หุ้น (มีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกิน)
เข้าจดทะเบียนด้วยวิธี : เกณฑ์กำไรสุทธิ (Profit Test)
มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) : 1.00 บาท/หุ้น
มูลค่าทางบัญชี : 20.9 บาท/หุ้น (คำนวณ ณ วันที่ 30 มิ.ย.63)
เข้าซื้อขายใน : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 22 ต.ค.63
หมวดธุรกิจ : สินค้าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
ที่ปรึกษาทางการเงิน :ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย : บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ และ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง

สัดส่วนการเสนอขายหุ้น

ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร จำนวน 2,823,000 หุ้น (0.3%)
ผู้ถือหุ้นของ SCC ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร จำนวน 169,132,500 หุ้น (15%)
บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 75,302,000 หุ้น (6.7%)
ผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ในประเทศไทย 600,000,000 หุ้น (53.2%)
ผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ 143,762,500 หุ้น (12.7%)
ผู้จองซื้อรายย่อย 60,000,000 หุ้น (5.3%)
ผู้ลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ต่างประเทศ 76,530,000 หุ้น (6.8%)

 

4.มีนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 20% ของกำไรสุทธิ

 

บริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 20% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและหลังหักสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี

 

5."ไทยพาณิชย์" มีความสัมพันธ์เป็นเจ้าหนี้

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการใช้วงเงินกู้ยืมกับ
    (1) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 99.9% ของบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
โดยรวมเป็นวงเงินกู้ จำนวน 9,763 ล้านบาท และ มียอดเงินกู้คงค้าง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 จำนวน 2,907 ล้านบาท
    (2) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 99.9% ของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
โดยรวมเป็นวงเงินกู้ จำนวน 7,487 ล้านบาท และ มียอดเงินกู้คงค้าง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 จำนวน 1,375 ล้านบาท

 

6. มูลค่าระดมทุน 44,539 ลบ.ขยายธุรกิจ ชำระหนี้ 

บริษัทฯ ประมาณการว่าจะได้รับเงินจากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ (ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์) จำนวน 37,004 – 38,678 ล้านบาท (โดยมีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน แต่ไม่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) หรือ  42,613 – 44,539 ล้านบาท (โดยมีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน และรวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนจากบริษัทฯ กรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์การใช้เงินตามที่ระบุในตารางด้านล่างนี้ 

 

7.อัตรากำไรสุทธิอยู่ราว 9.1% (สิ้นมิ.ย.63)


รายได้และกำไรสุทธิของ SCGP ตั้งแต่ปี 60 - สิ้นมิ.ย.63 เป็นดังนี้

  ปี 60 ปี 61 ปี 62 สิ้นมิ.ย.63
รายได้(ลบ.) 81,455 87,255 89,070  45,903 
กำไรสุทธิ(ลบ.) 5,374 6,826 5,891 4,198
อัตรากำไรสุทธิ(%) 6.5 7.8 6.6 9.1

 
การลดลงของอัตรากำไรสุทธิในปี 2562 ยังได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมจาก SCC และเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน เพื่อเป็นเงินทุนในการควบรวมกิจการ Fajar และการบันทึกการรวมเงินกู้ยืมของบริษัทต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ควบรวมกิจการมา

ส่วนการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่แท้จริงที่ลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศอินโดนีเซีย

 

8.มี D/E อยู่ที่  1.2 เท่า 


SCGP มีระดับ D/E ณ สิ้นมิ.ย.63 อยู่ที่ 1.2 เท่า

ปี 2562 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น มีสาเหตุหลักมาจากหนี้สินรวมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการ Fajar ที่บริษัทฯ มีการกู้ยืมเงินจาก SCC และจากสถาบันการเงินเพิ่มเติม และการจัดทำงบการเงินรวมกับ Fajar ที่ต้องมีการนำหนี้สินของ Fajar มารวมในงบการเงินรวมของบริษัทฯ สำหรับปี 2562 ภายหลังการเข้าซื้อกิจการของ Fajar 

บแสดงฐานะการเงิน ณ สิ้นมิ.ย.63 ดังนี้

สินทรัพย์รวม : 144,360 ลบ.
หนี้สินรวม : 78,947 ลบ.
ส่วนของผู้ถือหุ้น :  65,414 ลบ.
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) : 1.2 เท่า
อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) : 5%
อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) : 11%

 

9.หลังไอพีโอ SCC ยังถือหุ้นใหญ่ 70% 

ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และ SCC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทฯ ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของทุนชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

หลังจากการเสนอขายหุ้นไอพีโอแล้ว SCC ยังคงสัดส่วนถือหุ้นใหญ่ 70%โดยมีสัดส่วนถือหุ้นหลังไอพีโอดังนี้
 

10. สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด Silent Period 756.43 ล้านหุ้น คิดเป็น 17.8%

 

สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด Silent Period: จำนวน 756,430,160 หุ้น คิดเป็น 17.8% ของจํานวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ (บนสมมติฐานว่ามีการเสนอขายหุ้นทั้งจำนวน 1,127,550,000 หุ้น และไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

    ทั้งนี้ หลังเข้าตลาดฯ  SCGP จะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 140,000 ล้านบาท เมื่อเริ่มเทรดจะมีคุณสมบัติได้รับการเข้าคำนวณใน SET 50 แบบฟาสต์แทร็กได้ทันที







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh