IPO Corner

8 เรื่องน่ารู้ NER หนึ่งในผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของไทย

8 เรื่องน่ารู้ NER หนึ่งในผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของไทย

    บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ ทั้งในประเทศและส่งออก โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 7 พ.ย.นี้ 

    ทีมข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" เจาะลึก 8 เรื่องน่ารู้ของหุ้น NER จากข้อมูลในแบบไฟลิ่ง มาให้นักลงทุนที่มีความสนใจ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าลงทุน

1.NER ธุรกิจผลิตจำหน่ายยางธรรมชาติ

    NER ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) ยางแท่ง (Standard Thai Rubber: STR) และยางผสม (Mixtures Rubber) เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย เป็นต้น  โดยในปี 60 มีสัดส่วนการขายในประเทศอยู่ที่ 60.01% และต่างประเทศ 39.84% 
    ในปี 60 บริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจาก การขายยางแผ่นรมควัน 36.71% ยางแท่งเอสทีอาร์ 32.36% ยางผสม 30.78% และรายได้อื่น เช่น บริการรับจ้างอัดก้อนยางและค่าขนส่ง รายได้จากการขายเศษยาง 0.15% และบริษัทมีกลุ่มลูกค้าหลักคือ ผู้ค้าคนกลาง 60% กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และยางล้อยานยนต์ เช่น Bridgestone 40% 
    ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิต ยางแผนรมควันอยู่ที่ 60,000 ตันต่อปี มีกำลังผลิตยางแท่งและยางผสมอยู่ที่ 172,800 ตันต่อปี ซึ่งยางผสมเป็นผลิตภัณฑ์ที่คู่แข่งรายใหญ่ เช่น ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA) ไทยฮั้วยางพารา ไม่มีการผลิต

2.รายได้โตต่อเนื่อง แต่กำไรสุทธิผันผวนตามราคาวัตถุดิบ

ผลการดำเนินงานในปี 58 - ครึ่งแรกปี 61
หน่วย : ล้านบาท 

ปี     รายได้     กำไรสุทธิ     อัตรากำไรสุทธิ(%)
58     4,447.88     289.79              6.52
59     6,167.53     10.33              0.17
60     9,819.70     224.12              2.27
6 เดือนปี 61     3,976.51     166.67              4.19

    รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปีเป็นผลจากความต้องการสินค้าในประเทศจีนสูงขึ้นต่อเนื่อง  ขณะที่ปี 60 ได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมากจากลูกค้าหนึ่งรายในสิงคโปร์  ทั้งนี้กำไรสุทธิกลับมีความผันผวนมาโดยตลอด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่มีความผันผวน

3.ราคาไอพีโอ 2.58 บาท คิดเป็น P/E 9.96 เท่า ใกล้เคียง STA คู่แข่งรายใหญ่

    NER กำหนดราคา IPO ที่ 2.58 บาท  โดยราคาไอพีโอพิจารณาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) คำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 60 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 61 คิดเป็น P/E ที่ 9.96 เท่า ใกล้เคียงกับ ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA) ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันโดยมี P/E อยู่ที่ 9.91 เท่า 

NER ขายหุ้นไอพีโอทั้งหมด 600 ล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นหลังเสนอขายไอพีโอที่อยู่ที่ 1,540 ล้านหุ้น
มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 0.50 บาท/หุ้น
มูลค่าทางบัญชีที่ 0.94 บาท/หุ้น (คำนวณ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 61)
เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 7 พ.ย. 61
ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด
ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย บล.โนมูระ พัฒนสิน
อันเดอร์ไรท์ บล.โกลเบล็ก , บล.เคทีบี (ประเทศไทย) , บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)  , บล.ทรีนีตี้ , บล.ฟินันเซีย ไซรัส , บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย), บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย)

สัดส่วนการเสนอขายหุ้น IPO ดังนี้

ประเภทผู้ลงทุน จำนวนหุ้นที่เสนอขาย (ล้านหุ้น) สัดส่วนที่เสนอขาย
บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์                        480         80.00%
เสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน                          60         10.00%
เสนอขายต่อผู้มีอุปการคุณของบริษัท                          60         10.00%

4.นำเงินระดิมทุนใช้เพิ่มกำลังผลิตเท่าตัว

    บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกจำนวน 600,000,000 หุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 2.58 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 1,474.23 ล้านบาท (ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้) ไปใช้ดังนี้

-ใช้เป็นเงินทุนสำหรับดำเนินการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตยางผสมได้แก่การติดตั้งไลร์การผลิตร่วม จำนวนเงิน 40 ล้านบาท ภายในปี 2562 ซึ่งจะเพิ่มกำลังผลิตอีก 60,000 ตันต่อปี
-ใช้เป็นเงินทุนในการก่อสร้างโรงงานใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์ยางแท่ง (Standard Thai Rubber 20 : STR20) และยางผสม (Mixtures Rubber) จำนวนเงิน 455.63 ล้านบาท ภายในปี 2563 ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการใช้กำลังผลิตไปแล้ว 90% โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 172,800 ตันต่อปี ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นแผนลงทุนทั้งหมดจะทำให้บริษัทมีกำลังผลิตรวมเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 465,600 ตันต่อปี จากปัจจุบัน 232,800 ตันต่อปี
-ใช้เป็นเงินที่เหลือ 978.60 ล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

5.มีหุ้นไม่ติด Silent Period จำนวน 82.26 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.34% ของหุ้นทั้งหมด

    สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารของบริษัท” ที่ไม่ติด Silent period มีจำนวน 82,260,000 หุ้น คิดเป็น 5.34% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

สัดส่วนผู้ถือหุ้นหลังขาย IPO มีดังนี้
 1)นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ 60.05%
 2)นางภณิดา จึงธนสมบูรณ์ 0.29%
 3)นายนริทร์ จึงธนสมบูรณ์ 0.44%
 4)นางชุม จึงธนสมบูรณ์ 0.26%
 5)นักลงทุนทั่วไป 38.96%

6.มีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

    บริษัทกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลแต่ละปีในอัตราไม่ต่ำ 40% ของกำไรสุทธิที่เหลือ หลังจากหักเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน สภาพคล่อง ความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน แผนการลงทุน และการขยายธุรกิจในอนาคต สภาวะตลาด ความเหมาะสมและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และการบริหารงานของบริษัท โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า บริษัทจะต้องมีเงินสดเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจ และการดำเนินการดังกล่าวจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น 

7.มี D/E สิ้นไตรมาส 2/61 สูงถึง 5.16 เท่า สาเหตุหลักจากหนี้เงินกู้ระยะสั้น

    มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น(D/E) ณ งวด 6 เดือนแรกปี 61 อยู่สูงถึง 5.16 เท่า โดยมีสาเหตุมาหลักจากการกู้เงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้ระยะยาวที่ใช้ลงทุนโครงการไบโอแก๊สเพื่อลดต้นทุนผลิต และมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 

งบแสดงฐานะการเงิน NER ณ 30 มิ.ย. 61 ดังนี้
    สินทรัพย์รวม    5,423.96  ลบ.
    หนี้สินรวม        4,542.89 ลบ.
    ส่วนของผู้ถือหุ้น    881.07 ลบ.
    อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) 5.16 เท่า
    อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) 6.33%
    อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 41.72%

8.ตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกยางพาราใหญ่ติด 1 ใน 10 ของไทยในปี 62

    ในปี 60 บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 3.39% จากผลผลิตยางไทยที่ทั้งหมด 4,505,182 ตัน และมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดโลกอยู่ที่ 1.18% จากความต้องการในตลาดทั่วโลกที่ 12,904,000 ตัน โดยบริษัทตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ 1 ใน 10 ของไทยในปี 62 ทั้งจากการเพิ่มกำลังผลิต และควบคุมต้นทุนวัตถุดิบเพื่อกำหนดราคาขายในการแข่งขัน 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh