IPO Corner

10 เรื่องน่ารู้ "DOHOME" ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างน้องใหม่

10 เรื่องน่ารู้

    บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME น้องใหม่ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ด้านวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ ตกแต่งบ้าน กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) วันที่ 6 ส.ค.นี้
    ทีมข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" เจาะลึก 10 เรื่องน่ารู้ของหุ้น DOHOME จากข้อมูลในแบบไฟลิ่ง มาเพื่อให้นักลงทุนที่มีความสนใจ ศึกษาข้อมูลเตรียมความพร้อมก่อนเข้าลงทุน

1.ทำธุรกิจค้าปลีก-ส่งวัสดุก่อสร้าง

    ดูโฮม หรือ DOHOME ดำเนินธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อทางการค้า "ดูโฮม" มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง โดยมีศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านแบบครบวงจร(One-stop Home Products Destination)ในชื่อว่า "มหาอาณาจักรบ้าน" 
    ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 9 สาขา ใน 9 จังหวัด ได้แก่ 1.อุบลราชธานี 2.นครราชสีมา 3.รังสิต 4.ขอนแก่น 5.อุดรธานี 6.พระราม 2 7.บางบัวทอง 8.เชียงใหม่ 9.บางนา

2.ราคาไอพีโอ 7.80 บาท P/E 29 เท่า ต่ำกว่าธุรกิจเดียวกันที่ 35.8 - 37 เท่า

    DOHOME กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 7.80 บาทต่อหุ้น จากการสำรวจความต้องการซื้อหุ้น(Bookbuilding)จากนักลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ(P/E)ที่ 29 เท่า คำนวณจากกำไสุทธิในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง(ไตรมาส 2/61 ถึง ไตรมาส 1/62 ) เท่ากับ 499.8 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นหลังเสนอขายไอพีโอ 1,856.16 ล้านหุ้น ได้กำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) ที่ 0.27 บาทต่อหุ้น
    
    DOHOME มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน ดังนี้ 

    1.บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO มี P/E อยู่ที่ 35.8 เท่า
    2.บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL มี P/E อยู่ที่ 37 เท่า

3.มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน 56.16 ล้านหุ้น

    DOHOME มีการจัดสรรหุ้นสามัญส่วนเกิน(Overallotment)เพื่อรองรับกรณีมีผู้จองซื้อมากกว่าที่เสนอขายอีก 56.16 ล้านหุ้น

    อนึ่ง DOHOME ขายหุ้นไอพีโอทั้งหมด 465.04 ล้านหุ้น
    มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินรองรับกรณีมีผู้จองซื้อมากกว่าที่เสนอขายอีก 56.16 ล้านหุ้น
    มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 1 บาท/หุ้น
    มูลค่าทางบัญชีที่ 3.60 บาท/หุ้น (คำนวณ ณ วันที่ 31 มี.ค.62)
    เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 6 ส.ค. 62
    ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
    อันเดอร์ไรท์ บล.ภัทร, บล.ธนชาต, บล.ไทยพาณิชย์, บล.กรุงศรี

    สัดส่วนเสนอขายหุ้นเป็นดังนี้

    

4.ครอบครัวตั้งมิตรประชาถือหุ้นใหญ่
    
    บริษัทมีกลุ่มครอบครัว "ตั้งมิตรประชา" ถือหุ้นก่อนไอพีโอ ทั้งหมด 100% และมีสัดส่วนถือหุ้นหลังไอพีโอ ดังนี้ 

    

5.มีหุ้นไม่ติด Silent Period จำนวน 379.11 ล้านหุ้น คิดเป็น 20.4% ของหุ้นทั้งหมด

    สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารของบริษัท” ที่ไม่ติด Silent period มีจำนวน 379,112,000 หุ้น คิดเป็น 20.4% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

6. กำไรปี 61 ลดลงแรงเพราะมีค่าใช้จ่ายเข้าตลาดหลักทรัพย์

        ผลการดำเนินงานปี 59 - ไตรมาสแรกปี 62
          หน่วย:ล้านบาท
ปี         รายได้     กำไรสุทธิ     อัตรากำไรสุทธิ(%)
59         18692.07     853.45               4.6
60         18664.21     931.38               5
61         18535.17     438.75               2.4
ไตรมาส1/62         4980.24     246.68               5

    สาเหตุที่กำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิลดลงอย่างมากในปี 61 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและเตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

7.อัตราส่วน D/E อยู่ที่ 2.5 เท่า หนี้สินส่วนใหญ่มาจากเงินกู้สถาบันการเงิน

    ILM มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น(D/E) ณ วันที่ 31 มี.ค.62 อยู่ที่ 2.5 เท่า มีหนี้สินรวม 12,571.95 ล้านบาท มาจากหนี้เงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวจากสถาบันการเงิน 9,354.19 ล้านบาท  ที่เหลือมาจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 3,062 ล้านบาท และอื่นๆ

งบแสดงฐานะการเงิน ณ 31 มี.ค. 62 ดังนี้

    สินทรัพย์รวม    17,611  ลบ.
    หนี้สินรวม        12,571.95 ลบ.
    ส่วนของผู้ถือหุ้น    5,039.05 ลบ.
    อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) 2.5 เท่า
    อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) 2.9%
    อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 10.2%

8.เงินระดมทุนส่วนใหญ่นำไปชำระหนี้

    บริษัทเตรียมนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ภายหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จำนวนราว 3,451 ล้านบาท ไปใช้ดังนี้

    -ใช้เงิน 3,000 ล้านบาท ภายในปี 62 เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน รวมทั้งใช้ชำระคืนภาระหนี้อื่นที่บริษัทฯ อาจมีขึ้นในอนาคต
    -ใช้เงิน 280 ล้านบาท ภายในปี 62 เป็นเงินลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจ
    -ใช้เงิน 10 ล้านบาท ภายในปี 63 เป็นเงินทุนสำหรับพัฒนาระบบสารสนเทศ
    -ใช้ส่วนที่เหลือทั้งหมด ภายในปี 63 เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัท

9.มีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นเจ้าหนี้

    ณ สิ้น 31 มีนาคม 62 บริษัทมีวงเงินกู้ยืมและยอดเงินกู้คงค้างกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ดังนี้ 1.วงเงินกู้ยืมระยะสั้น 3,490 ล้านบาท 2.วงเงินกู้ยืมระยะยาว 2,150 ล้านบาท 3.หนังสือค้ำประกัน(Letter of Guarantee) 185 ล้านบาทและยอดเงินกู้คงค้างรวม 4,101.29 ล้านบาท คิดเป็น 32.6% ของหนี้สินรวม
    และมีวงเงินกู้ยืมและภาระหนี้เงินต้นคงเหลือกับธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ดังนี้ 1.วงเงินสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ 260 ล้านบาท 2.วงเงินกู้ระยะยาว 800 ล้านบาท 3.วงเงินตั๋วสัญญาใช้เงิน 500 ล้านบาท และมียอดเงินกู้คงค้างรวม 51.37 ล้านบาท คิดเป็น 0.4% ของหนี้สินรวม

    ทั้งนี้เจ้าหนี้ทั้งสองรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงิน โดยเจ้าหนี้รายแรกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนถือหุ้น 99.9% ในบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท
    ขณะที่ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนถือหุ้น 99.9% ผ่าน บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) ในบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท 

10.มีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิ

    บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่ละปีไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการภายหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh