สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

IPO Corner

| 21 พฤศจิกายน 2560

7 เรื่องน่ารู้หุ้นท่าเรือ "สหไทย (PORT)" IPO ตัวที่ 30

7 เรื่องน่ารู้หุ้นท่าเรือ

 

    หุ้นไอพีโอน้องใหม่ตัวที่ 30 ของปีนี้ คือ บมจ.สหไทย เทอร์มินอล (PORT) หรือชื่อท่าเรือ "สหไทย" ย่านปู่เจ้าสมิงพราย  กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาด mai วันที่ 23 พ.ย.นี้  "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สรุปข้อมูลที่สำคัญจากไฟลิ่ง เพื่อให้นักลงทุนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุน

1. PORT ทำธุรกิจท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจร 


    บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT ประกอบธุรกิจให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจร ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักประมาณ 70-80% ที่เหลือกระจายในอีก 3 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก 2. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้า และ 3. ธุรกิจการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ

    ชื่อย่อหลักทรัพย์ "PORT" เนื่องจากบริษัทฯ ต้องการให้ลูกค้าจดจำได้ง่าย เพราะคำว่า "PORT" แปลว่า ท่าเรือ 
     บริษัทฯ มีท่าเทียบเรือทั้งหมด 3 ท่า แบ่งเป็นท่าเทียบเรือสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือ เรือฟีดเดอร์   จำนวน 1 ท่า (หน้ากว้างประมาณ 170 เมตร) และท่าเทียบเรือสำหรับเรือขนสินค้าชายฝั่งหรือเรือบาร์จ จำนวน 2 ท่า (หน้ากว้างประมาณท่าละ 65 เมตร) มีความสามารถในการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้รวมประมาณ 420,000 ตู้/ปี 
     ท่าเทียบเรือของบริษัทฯ ชื่อว่า "ท่าเรือสหไทย" ตั้งอยู่บนถนนปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ใกล้กับสะพานภูมิพล หรือ สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม โดยมีระยะห่างจากท่าเรือสหไทยเพียงประมาณ  400 เมตร

2. มีส่วนแบ่งการตลาดท่าเทียบเรือเอกชนอันดับ 1      


    "ท่าเรือกรุงเทพ" (หรือท่าเรือคลองเตย) ซึ่งบริหารโดยภาครัฐผ่านการท่าเรือแห่งประเทศไทย  เป็นท่าเรือที่มีส่วนแบ่งการตลาด (market share) สำหรับท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากที่สุด ด้วยปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่ารวมในปี 2559 ประมาณ 1.50 ล้านตู้
    หากพิจารณาเฉพาะท่าเรือที่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชน "ท่าเรือสหไทย" เป็นท่าเรือที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุดในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 
    บริษัทฯ คาดว่า "ท่าเรือสหไทย" มีส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศผ่านท่าทั้งหมดในปี 2559 ประมาณ 30% ของปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าทั้งหมด (ไม่รวมท่าเรือกรุงเทพ)

3. ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ "กลุ่มรัตนศิริวิไล" และ "กลุ่มครุจิตร"     


    PORT ถือหุ้นใหญ่โดย "กลุ่มรัตนศิริวิไล " และ "กลุ่มครุจิตร" ซึ่งถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 แต่เป็นผู้บริหารหลัก โดยนายบัญชัย ครุจิตร ดำรงตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ  รายละเอียดดังนี้      
1.    กลุ่มรัตนศิริวิไล          47.99 %         หลัง IPO        35.52 %
2.     กลุ่มครุจิตร         24.39%         หลัง IPO         18.74 %
3.    กลุ่มจงยั่งยืนวงศ์ (6 คน)     5.29%         หลัง IPO        3.96 %
4.    กลุ่มอัมภาพันธุ์กิจ (15 คน)     5.25         หลัง IPO        3.88 %
5.    กลุ่มประพิณทิพย์ (4 คน)    5.17         หลัง IPO        3.82 %
  
4.ราคาไอพีโอ 4.50 บ./หุ้น อิง P/E 32.14 เท่า 


     บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 
     PORT จะเสนอขายไอพีโอ 120 ล้านหุ้น หลังไอพีโอจะมีหุ้นทั้งหมด  460 ล้านหุ้น และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ
      ราคาขายไอพีโอหุ้นละ 4.50 บาท คิดเป็น P/E เท่ากับ 32.14 เท่า คำนวณจากราคาหุ้นสามัญที่เสนอขาย หารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น คำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2560) ซึ่งเท่ากับ 65.07 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังขายไอพีโอจำนวน 460 ล้านหุ้น(Fully Diluted) ซึ่งเท่ากับ 0.14 บาท 
     บริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียง ได้แก่  บมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (III)  , บมจ.นามยง เทอร์มินัล (NYT) และ บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ (WICE) ซึ่งทั้ง 3 บริษัทมี P/E เฉลี่ยเท่ากับ 31.80 เท่า

5.วัตถุประสงค์การใช้เงินเพื่อขยายธุรกิจ-คืนเงินกู้


    บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ประมาณ 519.78 ล้านบาท ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหลักทรัพย์ไปใช้เพื่อ  การขยายธุรกิจ  240 ล้านบาท , ชำระคืนเงินกู้  150 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 129.78 ล้านบาท
     สำหรับแผนการลงทุนในอนาคต มี 4 โครงการ ได้แก่  
    1.โครงการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot) มูลค่าการลงทุนประมาณ 580 ล้านบาท ทั้งซื้อที่ดินและลานจัดการตู้คอนเทนเนอร์ 
    2.โครงการจัดซื้อเรือบาร์จ 2 ลำ รวมประมาณ 100 ล้านบาท รองรับปริมาณการขนส่งของลูกค้าที่เติบโตขึ้น จากปัจจุบันบริษัทฯ ไม่มีเรือบาร์จเป็นของตนสเอง แต่ใช้การเช่าเหมาเรือบาร์จเดือนละประมาณ 13 ลำ 
    3.เงินทุนในการต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณท่าเรือสหไทยไปอีก 20 ปี ซึ่งบริษัทจะต้องจ่ายค่าหน้าดินให้แก่เจ้าของที่ดิน
รวม 200 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด 
    4.โครงการสร้างอุโมงค์สำหรับการติดตั้งระบบ Mobile X-Ray อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าเนื่องจากสามารถทำการ X-Ray ตู้สินค้าตามคำสั่งของกรมศุลกากรที่ท่าเรือสหไทยได้ทันที เงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท 

6.รายได้เติบโตทุกปี แต่กำไรผันผวน


    รายได้จากการให้บริการรวมในงวดปี 2557 ถึง 2559 และงวดหกเดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 830.34 ล้านบาท 840.88 ล้านบาท 1,080.48 ล้านบาท และ 652.12 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้ในปี 2559 โตจากปี 2558 มากตามการเติบโตของปริมาณขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ การให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าเพิ่มขึ้น 
    ส่วนกำไรสุทธิในงวดปี 2557 ถึง 2559 และงวดหกเดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 36.31 ล้านบาท 24.75 ล้านบาท 73.62 ล้านบาท และ 10.59 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 4.35% , 2.90% , 6.71%  และ 1.62%  ของรายได้รวม ตามลำดับ
    กำไรสุทธิในปี 2558 ลดลงจากปี 2557 มีสาเหตุหลักมาจากบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร-ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น ส่วนกำไรปี 2559 เพิ่มจากปี 2558  มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานหลักทุกประเภท 
    งวดหกเดือนแรกของปี 2560 กำไรลดลง YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น จากการที่ บจ.บางกอก บาร์จ เทอร์มินอลง ดำเนินงานไม่เต็มประสิทธิภาพ และมีลูกค้ารายใหญ่เปลี่ยนไปใช้ท่าเรือเจ้าอื่น แต่ก็สามารถหารายใหม่มาชดเชยได้แล้ว

7. ความเสี่ยง คือรายได้ส่วนใหญ่พึ่งพิงลูกค้ากลุ่มเดินเรือ


    รายได้ของบริษัทฯ ประมาณ 65% ของรายได้รวม มาจากลูกค้าที่เป็นสายการเดินเรือระหว่างประเทศประมาณ 5 สาย จึงมีอำนาจต่อรองมาก และแนวทางการทำธุรกิจจะไม่ทำสัญญาระยะยาว ได้แก่ สายเรือมิทซุย โอเอสเค ไลน์ , สายเรือเอพีเอ็ม เมอร์ส ไลน์ ,สายเรือเอ็มทีที ชิปปิ้ง , สายเรือฮุนได และสายเรือ MYSC  
    บริษัทฯ จะหาลูกค้าสายเรืออื่นเพิ่มเติมอีกเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการอาจเสียกลุ่มลูกค้าสายการเดินเรือซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มหลัก ควบคู่ไปกับมุ่งเน้นกลยุทธ์ในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเดิม    
    นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีรายได้จากลูกค้ากลุ่มผู้นำเข้าและผู้ส่งออกอีกประมาณ 35% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่มีการกระจายตัวจำนวนหลายราย ไม่ได้พึ่งพิงลูกค้ารายใดรายหนึ่งหรือกลุ่มลูกค้าใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

    *คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh