IPO Corner

10 เรื่องน่ารู้ BGC หุ้น IPO ในเครือ "บุญรอดบริวเวอรี่"

10 เรื่องน่ารู้ BGC หุ้น IPO ในเครือ

    บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมี "บุญรอดบริวเวอรี่" เจ้าของผลิตภัณฑ์หลากหลาย เป็นลูกค้าหลักและผู้ถือหุ้นใหญ่ทางอ้อม กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 18 ต.ค.นี้

    ทีมข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" เจาะลึก 10 เรื่องน่ารู้ของหุ้น BGC จากข้อมูลในแบบไฟลิ่ง มาให้นักลงทุนที่มีความสนใจ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าลงทุน

1. BGC ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่สุดในไทย

    BGC ประกอบธุรกิจจัดจำหน่าย ส่งออก และนำเข้าบรรจุภัณฑ์แก้ว รวมถึงการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วผ่านบริษัทย่อย ซึ่งจากรายงานของ GlobalData Plc. บริษัทเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยทั้งหมด 6 แห่ง โดย ณ สิ้นมิ.ย.61 บริษัทมีกำลังผลิตรวมทุกโรงงานอยู่ที่ 3,095 ตัน/วัน จากโรงงานทั้งหมด 4 แห่ง ตั้งอยู่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี ขอนแก่น ปราจีนบุรี และอยุธยา และมีลูกค้าหลักคือ "กลุ่มบุญรอด" ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของไทย

    นอกจากนี้บริษัทยังมีธุรกิจให้บริการที่พัก ขายอาหารและเครื่องดื่ม และบริการที่เกี่ยวข้องได้แก่ วิชชิ่ง ทรี ขอนแก่น รีสอร์ท เพื่อใช้เป็นสถานที่อบรมให้แก่พนักงานของกลุ่มบริษัท และบุคคลภายนอก

    ในปี 60 บริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากการจำหน่าย บรรจุภัณฑ์เบียร์ 42.2% บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ 29.5% บรรจุภัณฑ์อาหาร 6.7% บรรจุภัณฑ์ยาฆ่าแมลงและยา 1.7% ขวดประเภทอื่นเช่น เครื่องดื่มชูกำลัง สุรา ไวน์ และการส่งออก 17.9% รายได้จากการขายอื่นๆ เช่น ค่าขนส่ง 1.5% และรายได้อื่นๆ 0.5%

2. กำไรสุทธิผันผวนมาก สาเหตุหลักจากต้นทุน

ผลการดำเนินงานในปี 58 - ครึ่งแรกปี 61
หน่วย : ล้านบาท 

ปี รายได้     กำไรสุทธิ    อัตรากำไรสุทธิ(%)
58 10,960.7      577.5              5.3
59 10,151.1      617.9              6.1
60 11,164.2      251.9              2.2
6 เดือนปี 61 5,063.1      270.1              5.3

    กำไรสุทธิ และอัตรากำไรสุทธิที่มีความผันผวนในแต่ละปีมีสาเหตุมาจากต้นทุนการขายเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับค่าขนส่ง และราคาเศษแก้ว ขณะที่กำไรสุทธิงวด 6 เดือนปี 61 เติบโตขึ้นเป็นผลจากการย้ายเตาหลอมจาก RGI ไปยังเตาที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น

3. ราคาไอพีโอ 10.20 บาท คิดเป็น P/E 17.7 เท่า

    BGC กำหนดราคา IPO ที่ 10.20 บาท ซึ่งการกำหนดราคาได้พิจารณามาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) ซึ่งเป็นวิธีการสอบถามปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา

    ซึ่งระดับราคา 10.20 บาท คิดเป็นราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) อยู่ที่ 17.7 เท่า ซึ่งปัจจุบันบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันมี P/E อยู่ที่ 7.3 - 34.4 เท่า หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 19.7 เท่า

อนึ่ง BGC ขายหุ้นไอพีโอทั้งหมด 194.44 ล้านหุ้น
มีจำนวนหุ้นหลังเสนอขายไอพีโอที่อยู่ที่ 694.44 ล้านหุ้น
มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 5 บาท/หุ้น
มูลค่าทางบัญชีที่ 6.6 บาท/หุ้น (คำนวณ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 61)
เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 18 ต.ค. 61
ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
อันเดอร์ไรท์ บล.กรุงศรี, บล.เคที ซีมิโก้, บล.ทิสโก้, บล.ไทยพาณิชย์, บล.บัวหลวง

สัดส่วนการเสนอขายหุ้น IPO ดังนี้

ประเภทผู้ลงทุน จำนวนหุ้นที่เสนอขาย (ล้านหุ้น) สัดส่วนที่เสนอขาย(%)
บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์                        48.84             25.10%
ผู้ลงทุนสถาบัน                      116.66             60.00%
เสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน                          19.4             10.00%
เสนอขายต่อผู้มีอุปการคุณของบริษัท                          9.49                 4.9%

4. นำเงินระดมทุนชำระเงินกู้ยืมที่ใช้ขยายโรงงานใหม่

    บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกจำนวน 194,444,000 หุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 10.20 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 1,939.4 ล้านบาท (ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้) ไปใช้ดังนี้

-เพื่อชำระเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์จำนวนเงิน 800 - 1,000 ล้านบาทภายในไตรมาส 4/61 หลังจากที่ใช้ขยายโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งใหม่ในจังหวัดราชบุรีกำลังผลิต 400 ตัน/วัน  ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินงานในไตรมาส 4/61
-เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการจำนวน 939.4 ล้านบาท - 1,139.4 ล้านบาท ภายในไตรมาส 4/61 - ไตรมาส 2/62

5. มีหุ้นไม่ติด Silent Period จำนวน 119.28 ล้านหุ้น คิดเป็น 17.2% ของหุ้นทั้งหมด

    สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารของบริษัท” ที่ไม่ติด Silent period มีจำนวน 119,286,760 หุ้น คิดเป็น 17.2% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

สัดส่วนผู้ถือหุ้นหลังขาย IPO มีดังนี้
 1)บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BG 72%
 2)บุคคลทั่วไป นักลงทุนสถาบันและผู้มีอุปการคุณ 25.2%
 3)กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท 2.8%

6. มีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

    บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่ละปีไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทหลังหักทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯกำหนด ทั้งนี้การพิจารณาการจ่ายเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัท กระแสเงินสด และภาระผูกพันตามสัญญา (เช่นการจ่ายชำระเงินคืนกู้ยืม) การสำรองเงินไว้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน แผนการลงทุนในอนาคตรวมทั้งการขยายธุรกิจ สภาพตลาด รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

7. มี D/E สิ้นไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 3.3 เท่า ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อใช้ซื้อหุ้นบ.ย่อย-สร้างโรงงาน

    มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น(D/E) ณ งวด 6 เดือนแรกปี 61 อยู่ที่ 3.3 เท่า หนี้สินหลักมาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวจากสถาบันการเงิน ซึ่ง D/E ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาจากการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหุ้นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วจาก BG ซึ่งหลังจากการระดมทุนและเปิดดำเนินงานโรงงานใหม่แล้วจะทำให้ D/E ปรับลดลง

งบแสดงฐานะการเงิน BGC ณ 30 มิ.ย. 61 ดังนี้
    สินทรัพย์รวม    14,273  ลบ.
    หนี้สินรวม        10,978.9 ลบ.
    ส่วนของผู้ถือหุ้น    3,294.1 ลบ.
    อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) 3.3 เท่า
    อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) 4%
    อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 17.1%

8. ที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบริษัทในเครือเจ้าหนี้

    ณ สิ้นมิ.ย.61 บริษัทมีหนี้เงินกู้ระยะสั้นคงค้างกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งสิ้น 1,273 ล้านบาท และหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) คงค้างรวมทั้งสิ้น 8.8 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 18.4% ของหนี้เงินกู้ยืมระยะสั้นคงค้างทั้งหมดของบริษัทฯ 
    อนึ่ง ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 99% ของบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของ BGC

9. ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ "บุญรอดบริวเวอรี่"

    BGC มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BG ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งคือ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สัดส่วนถือหุ้น 67.5% และกลุ่มครอบครัวภิรมย์ภักดี 11% 
นอกจากนี้ยังมีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทมีชื่อเสียงอื่นๆ ดังนี้
1.บริษัท กรีนสปอต จำกัด 3% 
2.บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI 2.5% 
3.บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 2.1%
4.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL 1.3%
5.บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) หรือ SSC 1%
6.และผู้ถือหุ้นอื่นๆ อีก 296 ราย 11.6%

10.เตรียมรุกบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม ยา, ความงาม เหตุมาร์จิ้นสูง

    BGC บริษัทมีนโยบายขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอื่นๆเพิ่ม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมยา และกลุ่มอุตสาหกรรมความงาม ซึ่งจะเริ่มผลิตและจำหน่ายให้กลุ่มลูกค้าขนาดกลางด้วย เนื่องจากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวมีรูปแบบการใช้สินค้าที่ซับซ้อนต้องมีมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยขั้นสูง จึงมีอัตรากำไรจากสินค้าดังกล่าวสูงกว่าสินค้ามาตรฐาน โดยจะใช้โรงงานแห่งใหม่ในราชบุรีเป็นฐานกำลังผลิต โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 4/61 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh