Hot News

                  

Hot News

 

 
 

         

                               
        
       
 กลุ่ม ปตท.สยายปีกลงทุน- BANPUลุยซื้อหุ้นคืน

         
 กลุ่ม ปตท. นำโดย BCP-PTTGC-PTTEP-TOP เปิดแผนลุยธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (56-60) ทุ่มงบลงทุนมหาศาล หวังดันผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โบรกเกอร์แนะลงทุน PTTGC-TOP ด้าน BANPU งัดแผนซื้อหุ้นคืนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หวังพยุงราคาหุ้นที่ดิ่งลงต่อเนื่อง วงเงินรวม 6.15 พันลบ. ซื้อหุ้นคืน 5% พร้อมประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 9 บาท ด้านนักวิเคราะห์อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ แต่คาดราคาหุ้นเด้งระยะสั้น

***PTTEP แผนลงทุน 5 ปี (56-60) ทุ่มงบ 2.46 หมื่นล้านดอลล์

          นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว ในการรักษาระดับปริมาณการผลิตโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม เน้นการกำกับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้ดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งเร่งกิจกรรมสำรวจ เพื่อแสวงหาและประเมินศักยภาพให้สามารถ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมจากโครงการสำรวจต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้นแผนการดำเนินงาน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2556 – 2560 จะประกอบด้วยประมาณการรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) และรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) เป็นจำนวน 24,671 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประมาณการรายจ่ายรวมของปี 2556 ซึ่งมีจำนวน 5,809 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น (ประมาณ 174,270 ล้านบาท) บริษัทฯ จะนำไปใช้ในการดำเนินการรักษาระดับการผลิตในโครงการอาทิตย์ โครงการบงกช โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย-บี 17 เพิ่มปริมาณการผลิตจากแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ได้แก่ พีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย (แหล่งมอนทารา) โครงการซอติก้า ในประเทศเมียนมาร์ โครงการแอลจีเรีย 433เอ และ 416บี โครงการแคนาดา ออยล์ แซนด์ เคเคดี (ส่วนขยายของแหล่ง Leismer และ Corner) รวมทั้งรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูม่า ออฟชอร์ แอเรีย วัน ด้วย
            รวมทั้งใช้สำหรับค้นหาศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ได้แก่ โครงการพม่าเอ็ม 3 และเอ็ม 11 โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ และโครงการสำรวจต่างๆ ในประเทศออสเตรเลีย โมซัมบิก และเคนยาทิศทางการลงทุนของ ปตท.สผ. ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่หลักที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ประเทศไทย สหภาพเมียนมาร์ ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ และแอฟริกาตะวันออก โดยพิจารณาโอกาสการขยายการลงทุนในโครงการสำรวจ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท และ การเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการเป็นส่วนเสริมนอกจากนี้บริษัทฯ ยังจะสามารถดำเนินการผลิตในโครงการมอนทาราได้ในช่วงเดือน มี.ค. 2556 จากเดิมที่คาดว่าจะดำเนินการผลิตได้ในช่วงเดือน ก.พ. สาเหตุที่ต้องเลื่อนผลิตออกไป เพราะประสบภาวะมรสุมจนส่งผลกระทบให้ไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้
             ' ตอนนี้บริษัทฯ ได้เจาะหลุมผลิต 3 หลุม และหลุมอัดก๊าซ พร้อมเริ่มดำเนินการเชื่อมต่อทดสอบระบบเรือ FPSO และเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตและระบบท่อ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการผลิตได้ในช่วงเดือน มี.ค. หากไม่มีข้อติดขัดใดๆ' นายเทวินทร์ ระบุ
               สำหรับยอดขายปีนี้ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.1 แสนบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยปัจจัยหลักมาจากการรับรู้การผลิตที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งบงกชใต้ แหล่งเวียดนาม 16-1 เป็นต้น ขณะที่ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 5,809 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำไปพัฒนาแหล่งซอติก้า , อาทิตย์ , บงกช , S1 , ไพลิน เป็นต้น

***PTTGC เผย 5 ปีข้างหน้า ทุ่มงบ 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

          นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2556-2560 ไว้ที่ประมาณ 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งงบลงทุนดังกล่าวบริษัทฯ จะใช้ขยายฐานการผลิตในผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายกำลังการผลิตในธุรกิจเดิม เพื่อสร้างกำไรของบริษัทฯ ให้เติบโตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ งบลงทุนบางส่วนบริษัทฯ จะนำไปลงทุนในธุรกิจเทรนด์ใหม่ของโลกในกลุ่มปิโตรเคมีสายไบโอพลาสติก ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ เริ่มเจาะตลาดใหม่ๆบ้างแล้ว
         'งบลงทุนดังกล่าวบริษัทฯ จะใช้สำหรับเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ทั้ง 7 กลุ่ม ของบริษัทฯเพื่อต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตได้ในอนาคต ทั้งนี้เงินลงทุนดังกล่าวจะใช้เงินจากบริษัทฯประมาณ 2.5 พันล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งคาดว่าเฉลี่ยบริษัทฯ จะสามารถสร้างเงินลงทุนได้ปีละประมาณ 5 พันล้านเหรียญต่อปี ส่วนงบลงทุนอีก 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทฯจะนำมาจากการออกหุ้นกู้ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญไปแล้ว' นายอนนต์ กล่าว
          อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดว่าในแต่ละปีสามารถทำกำไรให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังคาดว่างบลงทุนในแต่ละปีที่บริษัทฯ สะสมไว้จะมีมูลค่ามากกว่าที่บริษัทฯ ตั้งเป้างบลงทุนไว้ที่จำนวน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย


***PTTGC คาดรายได้อีก 10 ปีข้างหน้าแตะ 8-9 แสนลบ.

          นายอนนต์ กล่าวต่อไปว่าบริษัทฯ คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า PTTGC จะมีรายได้เติบโตแตะระดับประมาณ 8-9 แสนล้านบาท ซึ่งเติบโตจากจากปี 2555 ที่บริษัทฯ มีรายได้ประมาณ 562,811 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ ได้ขยายกำลังการผลิตในหลายด้าน รวมทั้งลงทุนเพิ่มขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้ในอนาคตของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าไปลงทุนในโครงการทั้ง 3 ประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศจีน โดยโครงการร่วมลงทุนในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับทางบริษัท ปิโตรนาส ในมาเลเซีย เพื่อร่วมกันทำธุรกิจ โดยบริษัทฯ สนใจในธุรกิจปิโตรเคมีสายโพลีคาร์บอเนต ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด คาดว่าจะมีรายงานพิจารณาได้ภายในไตรมาส 3/2556 ซึ่งบริษัทฯคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในช่วงเวลาดังกล่าว หลังจากที่ปัจจุบันบริษัทฯได้เซ็น MOU ไปแล้ว
          ส่วนโครงการวาตาบิน้าในประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างรอผลการคัดเลือกผู้ลงทุน ซึ่งมีคู่แข่งทั้งจากประเทศเกาหลีและสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะมีการประกาศผลการคัดเลือกในช่วงครึ่งแรกเดือนมีนาคม และคาดว่าจะได้ความชัดเจนในโครงการดังกล่าวช่วงกลางปีนี้ ซึ่งหากบริษัทฯ ได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะการคัดเลือก บริษัทฯมีแผนที่จะเข้าไปศึกษารายละเอียดของโครงการ ซึ่งมูลค่าโครงการดังกล่าวคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามยังต้องเจรจากับพันธมิตรว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนอย่างไรบ้าง
         สำหรับโครงการการก่อสร้างโรงงานโพลีคาร์บอเนตในประเทศจีน บริษัทฯ คาดว่าจะได้ความชัดเจนในเร็วๆ นี้ เพราะปัจจุบันบริษัทฯ เริ่มเปิดตลาดนำสินค้าเข้าไปขายในประเทศจีนล่วงหน้า เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ และเป็นการสร้างตลาดให้เป็นที่รู้จักก่อนการเข้าไปสร้างโรงงาน ประกอบกับบริษัทฯ ยังมีการปรับโครงสร้างในเรื่องของหน่วยงานที่จะสนับสนุนการขายในประเทศจีน เพื่อทำความรู้จักกับตลาดในประเทศจีนมากขึ้น โดยในอนาคตบริษัทฯ มองว่าตลาดของประเทศจีนจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
          นายอนนต์ กล่าวต่อไปว่าบริษัทฯ ตั้งเป้ากำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ในปี 2560 จะเติบโตประมาณ 30% จากปี 2555 ที่บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม ประมาณ 55,879 ล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตของโครงการเดิมของบริษัทฯ ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ EBITDA ของบริษัทฯ เติบโตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าตั้งแต่ปี 2556-2560 บริษัทฯ คาดว่า EBITDA จะเติบโตประมาณ 5-6% ส่วนแนวโน้มของผลประกอบการปีนี้ บริษัทฯ มองว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นจากปีก่อน ทั้งราคาของปิโตรเคมีที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จะรักษาประสิทธิภาพในการผลิตและเรื่องของราคา ซึ่งคาดว่าจะทำให้รายได้ปีนี้น่าจะปรับตัวเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่าปัญหาการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ หลังจากมีข่าวว่าแท่นขุดก๊าซในประเทศพม่าจะมีการหยุดเพื่อปรับปรุง ซึ่งมองว่าน่าจะไม่เป็นปัญหาต่อการผลิตของบริษัทฯ ซึ่งยังมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจากฝั่งอ่าวไทย โดยคาดว่าแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในฝั่งอ่าวไทยน่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าปัญหาดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้ว ไม่น่ากังวล ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายปี 2556 หรือต้นปี 2557 โดยการออกหุ้นกู้ดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับแผนการลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า
         'คาดว่าการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ส่วนใหญ่จะใช้เงินสกุลดอลลาร์ เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่ของบริษัทฯ โครงการอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเงินสกุลดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่เหมาะสม และบางส่วนบริษัทฯจะออกหุ้นกู้เป็นสกุลเงินบาท' นายอนนต์ กล่าว
          อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งบริษัทฯ ได้นำเงินดังกล่าวมาใช้ลงทุนในการขยายกำลังการผลิตและโครงการลงทุนในต่างประเทศ ส่วนแนวโน้ม 3 โครงการที่บริษัทฯ จะเข้าไปลงทุนทั้งในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน บริษัทฯ คาดว่ากลางปีนี้น่าจะได้ความชัดเจนของแผนการเข้าไปลงทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ มองว่าความสามารถในการลงทุนของบริษัทฯ ทำได้ปีละกว่า 1 พันล้านเหรียญ หลังจากบริษัทฯ สามารถทำกำไรได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง


***TOP ตั้งงบลงทุนปี 56-59 รวม 1.1 พันล้านดอลล์

         นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้างบลงทุนในช่วงปี 2556-2559 จำนวน 1.1 พันล้านเหรียญ ตามแผนลงทุน 5 ปี (55-59) โดยจะเป็นการปรับปรุงโรงกลั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ส่วนแผนการเข้าไปซื้อกิจการต่างๆ คงยังไม่มีแผนอยู่ในขณะนี้ ส่วนค่าการกลั่นรวม GIM ไม่รวมสต็อกน้ำมันบริษัทฯ ในปีนี้จะอยู่ในระดับทรงตัวหรือสูงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ GIM ในปีที่แล้วที่เฉลี่ยอยู่ที่ 7.6 เหรียญ/บาร์เรล โดยภาพรวมถือว่าค่าการกลั่นมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2557 เนื่องจากโรงกลั่นในภูมิภาคเอเซียและสหรัฐฯ มีแผนที่จะปิดซ่อมบำรุงทำให้ปริมาณหายไปประมาณ 5% หรือคิดจากความต้องการของตลาดฯ ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเติบโต 3.5% และในปี 2557 จะเติบโต 4.1% ขณะที่ประเมินราคาทิศทางน้ำมันดิบดูไบในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 เหรียญต่อบาร์เรล โดยจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 1 และไตรมา ส 4 ของปีนี้

***BCP คาดรายได้ปีนี้แตะ 1.7 แสนลบ.-งบลงทุน 9 พันลบ.

         นายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดว่ารายได้รวมในปีนี้จะอยู่ 170,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 165,246 ล้านบาท และประเมินว่าระดับ EBITDA ในปีนี้จะอยู่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท โดยรายได้ของบริษัทฯ จะมาจากธุรกิจโรงกลั่นประมาณ 5.5 พันล้านบาท ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นอีกตามทิศทางราคาน้ำมัน ธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม 1.4 พันล้านบาท ธุรกิจการตลาด 1.8-1.9 พันล้านบาท และอื่นๆ 200 ล้านบาท
         ขณะที่งบลงทุนในปี 2556-2557 บริษัทฯ ตั้งไว้ที่ 9 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการโซลาร์ฟาร์ม 5.7 พันล้านบาท การตลาด 1 พันล้านบาท การขยายกำลังการผลิต 800 ล้านบาท และซ่อมบำรุงโรงกลั่น 400 ล้านบาท ทั้งนี้ในปีนี้บริษัทฯ คาดว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยคาดว่าราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 จะอยู่ระดับ 37-39 บาท E20 อยู่ที่ 34-36 บาท อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีการปรับราคาขายน้ำมันลงในช่วงนี้อีกหรือไม่ หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง 2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพราะต้องรอพิจารณาราคาน้ำมันดิบดูไบและราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ก่อน รวมถึงราคาค่าการตลาดน้ำมันหากปรับตัวอยู่ในระดับเหมาะสมบริษัทฯ อาจมีการปรับลดราคาน้ำมัน
          นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคาดว่าในปีนี้จะมีค่าการกลั่นเฉลี่ย 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่อัตราการกลั่นน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ระดับ 1.05-1.1 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่วนในช่วง 9 เดือนที่เหลือบริษัทฯ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับ 100-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับสูง ยกเว้นน้ำมันดีเซลที่รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
          อย่างไรก็ตาม คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันปีนี้น่าจะอยู่ในระดับ 90.68 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 89.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในเอเซีย ส่วนปีนี้บริษัทฯ จะเปิดสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง เพื่อขยายการให้บริการผู้ใช้รถอย่างทั่วถึง และพัฒนาสถานีบริการรูปแบบใหม่ให้มีความทันสมัย สะดวกสบายและสวยงาม รวม 120 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท พร้อมทั้งขยายการจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นเพิ่มขึ้น 20% และเตรียมความพร้อมขยายธุรกิจสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC โดยเบื้องต้นวางแผนเปิดสถานีบริการน้ำมันในลาว พม่า และกัมพูชา ประมาณ 20 แห่งภายในปี 2558
        ทั้งนี้บริษัทฯ คาดการณ์ว่าค่าการตลาดในปีนี้จะอยู่ที่ 1.60 บาท/ลิตร ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ค่าการกลั่นน้ำมันในปีนี้น่าจะอยู่ระดับ 7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทั้งนี้บริษัทฯตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอีก 0.5% จากระดับ 13.8% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 14.3% ในปีนี้ เนื่องจากบริษัทฯจะมีการขยายสถานีบริการน้ำมันและเพิ่มร้านมินิบิ๊กซีให้มากขึ้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มร้านมินิบิ๊กซีในปั๊มบางจากให้เพิ่มเป็น 70 แห่งในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ระดับ 7 แห่งเท่านั้น สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 107 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากการคาดการณ์ราคาน้ำมันทั้งปีน่าจะอยู่ที่ระดับ 105-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2/2556 จะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับลดลง เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันน้อยเพราะเป็นช่วงหมดฤดูหนาว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบางจากได้เตรียมสำรองน้ำมันเตาจำนวน 20 ล้านลิตร เพื่อส่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนเมษายนที่พม่าจะหยุดส่งก๊าซมายังไทย ทำให้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าลดลง

***MBKET แนะซื้อ PTTGC

         บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/2556 ของ PTTGC มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น QoQ เช่นเดียวกับกลุ่มโรงกลั่นจากกำไรสต็อกน้ำมัน ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบดูไบปัจจุบันอยู่ที่ 113 เหรียญ เพิ่มจากราคาปิดสิ้นปี 2555 ที่ 107 เหรียญ ค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ไตรมาส 1/2556 ถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้น 21.0% QoQ และยังได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์ที่เพิ่มขึ้น 5.8%-11.2% QoQ ขณะที่ส่วนต่างโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 19.1% QoQ ทั้งนี้จากผลประกอบการปกติที่เป็นไปตามคาดฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวกธุรกิจโอเลฟินส์ที่จะปรับตัวเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2556 ก่อนที่จะเข้าสู่ขาขึ้นในปี 2557 และคงแนะนำ ซื้อ PTTGC ราคาเป้าหมายปรับขึ้นเล็กน้อยจาก 86 บาทเป็น 89 บาท ตามกำไรสุทธิที่ดีกว่าคาด PTTGC ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับ 2H55 จำนวน 2.45 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 3.1% ดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2.05 บาท XD ในวันที่ 1 มี.ค.2556

***ASP แนะลุย TOP

         บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1/2556 ของ TOP จะพลิกกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จาก 1. คาดการกลั่นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2555 ตามผลของฤดูกาล ละแผนการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาคช่วงปลายไตรมาส 1/2556 ขณะที่ Spread ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ทั้ง PX และ BZ ยังทรงตัวได้ในระดับสูง 2. คาดจะสามารถทยอยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI รวมทั้งปี 2556 คาดจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้ราว 2.9 พันล้านบาท และ 3.คาดจะไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษต่างๆ เกิดขึ้นเช่นในไตรมาส 4/2555 ซึ่งโดยรวมแล้วภาพรวมธุรกิจในปี 2556 ของ TOP แล้วถือว่ายังอยู่ในทิศทางสดใส จากทั้งธุรกิจโรงกลั่นที่คาดค่าการกลั่นเฉลี่ยน่าจะยังคงยืนได้ในระดับ 4.5-5.5 เหรียญฯต่อบาร์เรล ถึงแม้จะมีโรงกลั่นใหม่ทยอยดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วง 2H56 แต่ก็จะมีโรงกลั่นหลายแห่งที่ทำการปิดตัวลงอย่างถาวร อาทิ โรงกลั่นในญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นต้น รวมถึงคาดจะมีโรงกลั่นที่จะมีการหยุดเดินเครื่อง เพื่อซ่อมบำรุงระหว่างปีทั้ง Planned และ Unplanned Shutdown จึงยังคงทำให้ภาพ Demand และ Supply ของโรงกลั่นยังอยู่ในภาวะสมดุล ในส่วนของสถานการณ์ธุรกิจอะโรเมติกส์ คาดความต้องการใช้ PX จากโรงงาน PTA ที่แล้วเสร็จ และผลิตเชิงพาณิชย์ดัวยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนราคาให้ทรงตัวได้ในระดับสูงต่อเนื่อง
        ขณะที่ในส่วนของผลิตภัณฑ์ BZ นั้น คาดการผลิตก๊าซธรรมชาติจาก Shale Gas ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดัน Supply รวมของ BZ ให้ปรับตัวลดลง และหนุนให้ราคายังแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2556 อ้างอิง DCF เท่ากับ 91.49 บาทต่อหุ้น โดยยังคงคำแนะนำซื้อ เพราะหากพิจารณาคาดการณ์ PER ปี 2556 ในปัจจุบันของ TOP พบว่าอยู่เพียง 9.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 13-14 เท่า ซึ่งสวนทางกับค่าเฉลี่ย ROE ของ TOP เฉลี่ย 2 ปี ข้างหน้าที่ 14% สูงกว่าค่าเฉลี่ย ROE ในภูมิภาคที่ 10-11 เท่า นอกจากนี้ TOP ยังประกาศจ่ายปันผลงวด 2H55 ในอัตราหุ้นละ 2.2 บาท คิดเป็น Dividend Yield งวดครึ่งปีที่ 3%

***BANPU ซื้อหุ้นคืน 5% วงเงินสูงสุด 6.15 พันลบ.-ปันผลหุ้นละ 9 บาท

         นายชนินท์ กล่าวต่อไปว่าคณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินสูงสุดที่จะใช้ในการซื้อหุ้นคืน 6,150 ล้านบาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนประมาณ 13.56 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืน คิดเป็น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ส่วนกำหนดระยะเวลาที่จะซื้อหุ้นคืนคือตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม - 14 กันยายน 2556 โดยจะซื้อในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่วนราคาซื้อคืนจะไม่เกินกว่าราคาปิดของราคาปิดของหุ้นเฉลี่ย 5 วันทำการซื้อขายก่อนหน้าวันที่ทำรายการซื้อขายในแต่ละครั้งบวกด้วยจำนวนร้อยละ 15 ของราคาปิดเฉลี่ยดังกล่าว ทั้งนี้ ราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม - 19 กุมภาพันธ์ 2556 เท่ากับ 390 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตามหากคำนวณจากวงเงินและจำนวนหุ้นซื้อคืนจะทำให้ได้ราคาซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 453 บาทต่อหุ้น
        ทั้งนี้ ณ 31 ธันวาคม 2555 บริษัทฯ มีกำไรสะสม เท่ากับ 13,130 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืนเท่ากับ 2,400 ล้านบาท บริษัทฯ มีความสามารถในการชำระหนี้ดังกล่าวนับแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืนโดยจะมาจาก เงินสดสุทธิ ณ 31 ธันวาคม 2555 เป็นจำนวนเงิน 4,635 ล้านบาท และเงินปันผลคาดว่าจะได้รับในช่วง 15 มีนาคม -14 กันยายน 2556 เป็นจำนวนเงิน 5,500 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทฯ จึงยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอในการชำระหนี้ที่ถึงกำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืน
        ส่วนจำนวนผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อย (Free float) ณ วันปิดสมุดทะเบียน ล่าสุด เมื่อ 9 มีนาคม 2555 เท่ากับร้อยละ 79.55 ของทุนชำระแล้วของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทฯ กำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2556 ในวันที่ 3 เมษายน 2556 เวลา 13.00 น. โดยวันที่ 6 มีนาคม 2556 กำหนดเป็นวันกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้น (Record Date) สำหรับผู้ถือหุ้นทุกราย ที่มีชื่อปรากฎในทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อสิทธิในการการประชุมผู้ถือหุ้น วันที่ 7 มีนาคม 2556 กำหนดให้เป็นวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นของบริษัท สำหรับรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 225 ของพ.ร.บ.หล้กทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังมีมติให้บริษัทจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 18 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงาน ประจำปี 2555 งวด 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2555 ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วหุ้นละ 9 บาท ดังนั้นคงเหลือจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในงวดนี้อีกหุ้นละ 9 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 26 เมษายน 2556

***BANPU เผยปริมาณสำรองถ่านหินสิ้นปี 55 ลดลง 27.3 ล้านตัน

         นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่าผลการประเมินปริมาณสำรองถ่านหินของบริษัทและบริษัทย่อย ที่ดำเนินการเหมืองถ่านหินในประเทศไทย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย โดยข้อมูลจากการประเมินจะถูกนำมาใช้ในการวางแผนการผลิตและพัฒนาเหมืองถ่านหินของบริษัทในอนาคต ปริมาณสำรองถ่านหิน Marketeble Coal Reserves ของบริษัท (ตามสัดส่วน 100%) ได้ลดลงจากจำนวน 1,046.4 ล้านตัน ณ 31 ธ.ค. 2554 เป็น 1,019.4 ล้านตัน ณ 31 ธ.ค. 2555 หรือลดลง 27.3 ล้านตัน ส่วนปริมาณสำรองถ่านหินที่เปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจาก การลดลงของปริมาณสำรองถ่านหินจากการจำหน่ายถ่านหินในช่วงปี 2555 จากแหล่งถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย (ลดลง 49.7 ล้านตัน) และในประเทศออสเตรเลีย แหล่ง Mandalong ได้ดำเนินการสำรวจเพิ่มเติมและปรับปรุงแผนการทำเหมือง(เพิ่มขึ้น 29 ล้านตัน) แหล่ง Ivanhoe ปริมาณสำรองไม่ถูกนำมาประเมิน
เนื่องจาก ณ ปัจจุบันไม่มีแผนการทำเหมืองรองรับ (ลดลง 1.5 ล้านตัน) แหล่ง Springvale ดำเนินการปรับแผนการทำเหมืองและกระทบต่อปริมาณสำรอง (ลดลง 5.3 ล้านตัน) ส่วนในช่วงปี 2555 บริษัทฯ ได้ดำเนินการศึกษาและสำรวจปริมาณสำรองถ่านหินเพิ่มเติมในแหล่งที่มีอยู่และคาดว่าจะดำเนินการต่อเนื่องในปี 2556 แผนสำคัญได้แก่ การเจาะสำรวจเพิ่มเติมที่แหล่ง Indominco และ Trubaindo คาดว่าแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2556, การปรับปรุงแผนการทำเหมืองของแหล่งถ่านหินในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย คาดว่าแล้วเสร็จไตรมาส 4/2556 และการตรวจสอบรับรองปริมาณสำรองถ่านหินโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก ภายในสิ้นปี 2556

***ASP ทบทวนผลงานปีนี้ BANPU เพื่อสะท้อนแผนซื้อคืนหุ้น

          บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าฝ่ายวิจัยเชื่อว่าราคาหุ้นในระยะสั้นน่าจะตอบรับข่าวการซื้อหุ้นคืนในทิศทางบวก เพราะถือว่าเป็นการส่งสัญญาณจากบริษัทฯ ว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายในกระดานอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้กับนักลงทุนในช่วงที่ยังเกิดความไม่มั่นใจต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทฯในอนาคต โดยผลบวกจากการซื้อหุ้นคืนหลักๆ มีดังนี้ 1. คาดการณ์ ROE ปี 2556 ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 10.8-11.0% จากปัจจุบันที่ 10.1% ภายใต้สมมติฐานที่กำหนดให้ราคาหุ้นซื้อคืนอยู่ในระดับตั้งแต่ 370-450 บาท ซึ่งจะทำให้จำนวนหุ้นซื้อคืนอยู่ในระดับราว 5% จากเดิม ซึ่งจะทำให้คาดการณ์ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงราว 6.5-7.9% จากเดิม 2. คาดการณ์ EPS และ DPS ปี 2556 ปรับตัวสูงขึ้นราว 5.3% จากคาดการณ์เดิมภายใต้ราคาหุ้นซื้อคืนระดับต่างๆ
        ทั้งนี้ BANPU รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/2555 เท่ากับ 1.51 พันล้านบาท ลดลง 33.1%qoq ซึ่งต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้เล็กน้อย โดยการปรับตัวลดลงของกำไรอย่างมีนัยฯในไตรมาส 4/2555 หลักๆ เป็นผลมาจาก 1. การปรับตัวลดลงของราคาขายเฉลี่ยถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย 7% qoq มาอยู่ที่ 82.06 เหรียญฯต่อตัน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 24.8%qoq มาอยู่ที่ระดับ 8.24 ล้านตัน แต่ผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยด้านราคาที่อ่อนตัวลงมีน้ำหนักมากกว่าจึงส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 4/2555 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 37% เทียบกับ 43% ในงวดที่ผ่านมา 2. ปริมาณการจำหน่ายถ่านหินในประเทศออสเตรเลียที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากมีการระงับการผลิตเป็นการชั่วคราวจากแหล่ง Airly และ Mannering
        ขณะที่ราคาขายถ่านหินในออสเตรเลียไม่ได้รับผลกระทบเพราะยังมีสัญญาขายถ่านหินให้กับลูกค้าในประเทศที่ชัดเจนเป็นสัดส่วนถึง 56% ของปริมาณขายทั้งหมด และ 3. ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า BLCP (BANPU ถือหุ้น 50%) ปรับตัวลดลงถึง 60%qoq เหลือเพียง 270 ล้านบาท เนื่องจากมีการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าเป็นเวลา 2 เดือน โดยรวมแล้วกำไรสุทธิทั้งปี 2555 อยู่ที่ 9.29 พันล้านบาท ลดลง 53.7%yoy ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2556 (DCF) เท่ากับ 492.48 บาทต่อหุ้น ยังคงคำแนะนำถือ อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการผลการดำเนินงานปี 2556 เพื่อสะท้อนแผนการซื้อคืนหุ้นดังกล่าว โดยเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะดีดตัวรับข่าวบวกดังกล่าวในช่วงสั้น ขณะที่พื้นฐานระยะยาวพบว่าภาพรวมอุตสาหกรรมถ่านหินมี Downside ที่จำกัด เนื่องจากราคาถ่านหินในปัจจุบันเข้าใกล้ต้นทุนของผู้ผลิตถ่านหินในหลายประเทศ ซึ่งอาจทำให้ Supply เริ่มลดลงจากการไม่คุ้มค่าในการผลิต จึงน่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของราคาถ่านหินได้อีกครั้งในช่วง 2H2556 นอกจากนี้ยังประกาศจ่ายปันผลงวด 2H2555 ในอัตราหุ้นละ 9 บาท (ตามคาด) คิดเป็น Dividend Yield งวดครึ่งปีที่ 2.38%