Hot News

                  

Hot News

 

 
 

         

                               
 



      
กำไรบจ.Q2/55ทรุด10%
         ** กลุ่มปิโตรฯ -โรงกลั่น พ่นพิษฉุด

        วงการ คาด กำไรบจ. Q2/55หดตัวกว่า 10% จากQ1/55 ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เหตุ กลุ่มปิโตรเลียม หดตัว 20% จากผลการขาดทุนสต็อกน้ำมัน แถมกลุ่มโรงกลั่นและ ปิโตรเคมี อาจขาดทุนฉุดกำไรรวมร่วงซ้ำอีก อย่างไรก็ดี กลุ่มอสังหาฯ ยานยนต์ นิคมฯ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังช่วยดัน เชื่อมีผลกำไรดีขึ้นจาก Q1/55 หลังพ้นวิกฤตน้ำท่วม ด้านบิ๊ก BCP รับผลงานQ2/55ชะลอตัว เหตุขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ขณะที่SC มั่นใจยอดขายทั้งปีเข้าเป้า 1 หมื่นลบ. ส่วน QH ปรับเพิ่มกำไรสุทธิปีนี้เป็นโต 70% จากเดิม 50%

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยเมื่อวานนี้ กลับมาพุ่งแรงอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ค่อนข้างซึมลง นำโดยกลุ่มหุ้นที่มีรายได้อิงกับการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่มีการเก็งกำไรผลการดำเนินงาน 2Q12 ที่คาดว่าจะออกมาดี และกลุ่มสื่อสาร ที่มีความชัดเจนกรณีประมูล 3Gขณะที่กลุ่มหุ้น Domestic Plays อื่นๆ ที่ยังปรับสูงขึ้นไม่มากนักได้แก่หุ้นกลุ่ม
พาณิชย์ และอสังหาฯ ซึ่งคาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามามากขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีเปิดตลาดที่ระดับ 1156.78 จุด ก่อนจะทะยานแตะระดับสูงสุดที่ 1167.12 จุด ก่อนจะปิดตลาด SET Index อยู่ที่ 1165.98 จุด เพิ่มขึ้น 14.89 จุดหรือ 1.29% มูลค่าการซื้อขาย 31,347.82ล้านบาท

***ASP มองกำไรบจ. Q2/55 หดตัว 10% เจอกลุ่มปิโตรเลียม และโรงกลั่นฉุด***

         อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส (ASP)ระบุว่าความกังวลต่อกำลังซื้อโลกชะลอตัว มีน้ำหนักกดดันดัชนีหุ้นโลกมากขึ้น พิจารณาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทุกประเภทใน Q2/55 หดตัวอย่าง
มาก ทั้งราคาน้ำมันดิบ หดตัวราว 25% จากงวด Q1/55 (qoq) และราคาปิโตรเคมีลดลงกว่า 10%qoq (แบ่งเป็น ราคาของผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์อ่อนตัว 10% และ อะโรเมติกส์ 15%) จะกดดันให้กำไรตลาดใน Q2/55 หดตัวอย่างน้อย 10%qoq คือ

          กลุ่ม ปิโตรเลียม กำไรสุทธิจะหดตัว 20%qoq หลักๆ เป็นผลจากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงข้างต้น และยังขาดทุนจาก Fx (เงินบาทที่อ่อนค่า หนี้สินเพิ่ม) และหากพิจารณาเป็นบริษัทพบว่า PTT จะมีกำไรหดตัวมากสุด เพราะจะต้องรับรู้ขาดทุนสต๊อกน้ำมันจากบริษัทลูกด้วย (PTTGC, TOP, IRPC, BCP) ขณะที่ BANPU และ PTTEP น่าจะทรงตัว หรือหดตัวเล็กน้อย
         กลุ่ม ปิโตรเคมี&โรงกลั่น คาดว่าจะเผชิญกับภาวะขาดทุนงวด Q2/55 จาก 2 ส่วนคือ 1) สต๊อกสินค้าน้ำมัน และ 2) ราคาผลิตภัณฑ์ฯ ปิโตรเคมีที่อ่อนตัวข้างต้น ผลจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่ของโลก (ยุโรป สหรัฐฯ และจีน) ประสบภาวะชะลอตัว
ตรงกันข้าม งวด 2Q55 กลุ่มที่คาดผลกำไรมีแนวโน้มดีขึ้นจากงวด Q1/55 ได้แก่
       กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย หลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วม ยอดขายได้เข้าสู่ภาวะปกติในงวด 2Q55 บวกกับ Backlog สิ้น Q1/55 15 บริษัทขนาดใหญ่กว่า 1.98 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะบันทึกรายได้ใน H2/55 หนุนกำไร งวด Q3/55 และ H2/55 ดีกว่า H1/55
        กลุ่มยานยนต์ หลังประสบปัญหา Supply Chain จากปัญหาน้ำท่วมปลายปี 2554 ค่ายผลิตรถยนต์ได้กลับมาผลิตเป็นปกติ ในQ2/55 และจะผลิตเต็มที่มากขึ้นใน 2H55 ตามยอดคำสั่งซื้อคงค้างจำนวนมาก จะหนุนกำไรงวด 2H55 เติบโตมากกว่า H1/55
       กลุ่ม นิคมอุตสาหกรรม เพราะนิคมภาคตะวันออกมิได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้ยอดขายที่ดินโดยรวมยังคงเติบโตต่อเนื่องบวกกับ Backlog ณ Q1/55 กว่า 1 หมื่นล้านบาท กำหนดโอนฯ ใน H2/55 จะช่วยผลักดันผลกำไร H2/55 โดดเด่นกว่าใน H1/55
        กลุ่ม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าคำสั่งซื้อจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในงวด Q2/55 จากผลของฤดูกาล และจะต่อเนื่องจนถึงงวดQ3/55 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี 2555 (เป็นความต้องการใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นปลาย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและ แท็บเล็ต 40% คิดเป็น 40% ของ Semiconductor โลก) บวกกับจะได้รับเงินประกันชดเชยจากภัยน้ำท่วม ในช่วงที่เหลือ
ของปี 2555

      ขณะที่ฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวง ระบุว่า บจ.ไทยมีโอกาสจะรายงานกำไร Q2/12F ดีขึ้น และ Consensus มีแนวโน้มจะปรับประมาณการกำไรหลังรายงานกำไรดีกว่าคาด อิงผลสำรวจ Morgan Stanley กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นได้แก่ ได้แก่ Consumer staple (ค้าปลีก รถยนต์) แบงก์ สื่อสารฯ และ Utilities (โรงไฟฟ้า ประปา ทางด่วน รถไฟฟ้า)
Earning play คาดกำไร Q2/12F โตเด่น-พิจารณาจากหุ้นที่คาดการณ์เบื้องต้น (Preliminary) แนะนำ SAT STANLY CPALL CPF CPN HEMRAJ SPALI QH BECL SORKON THCOM (SCB BBL มีแนวโน้มปรับประมาณการกำไรขึ้น)
แนะอ่อนตัวสะสมบูลชิพ อาทิ PTTGC IVL PTT ,THCOM, BAY SCB KBANK BBL AOT
ส่วนกลุ่มปลอดภัย แนะ หุ้นมีปันผลระหว่างกาล 1H12F สูง INTUCH BECL ADVANC EGCO
หุ้นใน SET50 ชุดใหม่มีผลตั้งแต่ 1 กค.คาดมีผล บวก/ลบ ต่อหุ้นเข้า INTUCH HEMRAJ / ออก STA TPC

*** โบรกฯ ลดกำไรกลุ่มพลังงานลง 13% เชียร์ BCP มากที่สุดและมอง BANPU เป็นหุ้น big cap ที่ราคาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ***

         ฝ่ายวิจัย บล.ธนชาต ปรับลดคำแนะนำหุ้นกลุ่มพลังงานลงจาก Neutral เป็น “Underweight” นอกจากการขาดทุน inventory loss ในไตรมาส 2Q12 ปัจจัยด้านปัญหาเศรษฐกิจโลกจะยัง
ส่งผลกระทบต่อกลุ่มฯ ต่อเนื่องไปในช่วง 2H12 ราคาน้ำมันคาดทรงตัวอยู่ในกรอบในช่วงหลายปีข้างหน้า ถึงแม้การสวิงของราคาอาจถือเป็นโอกาสในการเก็งกำไร
หุ้นกลุ่มโรงกลั่นมีแนวโน้มอ่อนแอมากที่สุด ทั้งในแง่ของการขาดทุน inventory lossในไตรมาส 2Q12 และค่าการกลั่น (GRM) อยู่ในภาวะกดดันหลังมีกำลังการผลิต
ใหม่จากจีนในปี 2012-13 และตะวันออกกลางในปี 2014-15 หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีจะได้รับประโยชน์จากสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นแม้ได้รับผลกระทบ
จากราคาน้ำมันที่ดิ่งตัวลง PTT ในแง่ของธุรกิจท่อก๊าซที่มีความมั่นคง ดูมีแนวโน้มที่ปลอดภัย แต่ไม่มี upside ต่อ ราคาเป้าหมาย
        ทั้งนี้ปรับลดประมาณการราคาน้ำมันดูไบเป็น US$107/bbl (-13%), US$112/bbl (-3%) สำหรับปี 2012-13F หุ้นกลุ่มโรงกลั่นมีการปรับลดมากที่สุดในปี 2012-13
เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยลบทั้งสองอย่าง ค่าการกลั่น (GRM) ที่อ่อนตัวลงและการขาดทุน inventory loss จากหุ้นโรงกลั่นทั้งหมด BCP มีปัจจัยรองรับ downside
มากที่สุดเนื่องจากจัดซื้อน้ำมันดิบภายในประเทศราคาถูกและกำไรมีความมั่นคงจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในขณะที่ PTTEP จะถูกปรับลดกำไร
ค่อนข้างมากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและก๊าซโดยตรง ในขณะที่ PTT จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหลังธุรกิจก๊าซมีความมั่นคง
      โดยปรับลดคำแนะนำ PTTEP และ PTT ลง ถึงแม้ปรับลดประมาณการราคาน้ำมันลง ประมาณการของเราสำหรับปี 2013 ยังคงสูงกว่าระดับปัจจุบันถึง 24%
เทียบเท่ากับว่ามี downside เพิ่มขึ้นหากราคาน้ำมันไม่ฟื้นตัว เราไม่มีความมั่นใจต่อการลงทุนของ PTTEP เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงินลงทุน capex ค่อนข้างสูงในการ
ชนะการประมูล Cove Energy แข่งกับรายอื่น และยังคงต้องลงทุนเพิ่มในช่วงหลายปีข้างหน้าก่อนเริ่มกำลังการผลิตและเริ่มรับรู้กำไรชอบ BCP มากที่สุด และมอง BANPU ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหากมองทั้งในแง่ของแนวโน้มและมูลค่าของหุ้น ชอบ BCP มากที่สุดและราคามีdiscount ต่อราคาเป้าหมาย DCF ของเรา ในขณะที่ PTT defensive มากที่สุดในกลุ่มพลังงาน แต่ไม่มี upside เนื่องจากแนวโน้มอุตสาหกรรมอ่อนแอและขาดปัจจัยบวก จึงเห็นว่าไม่มีปัจจัยบวกในการซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน BANPU เป็นผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและน่าลงทุนระยะยาวมากกว่าหุ้น big cap อื่นๆ ในกลุ่ม พลังงาน

          ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น “เท่าตลาด” จากภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ยังไม่สดใส แต่ทั้งนี้ยังคาดหวังเห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมได้ในช่วง H2/55 โดยในเบื้องต้นยังคงประมาณการและคำแนะนำของหุ้นในกลุ่มไว้เช่นเดิม (IRPC และ BCP อยู่ระหว่างทบทวนปรับลดประมาณการ) เพราะราคา และ Spread ผลิตภัณฑ์เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังคงสอดคล้องกับสมมติฐานของฝ่ายวิจัย โดยหุ้นแนะนำซื้อเพื่อการลงทุนได้แก่ TOP และ PTTGC เนื่องจากคาดว่าราคาหุ้นมีโอกาสดีดกลับได้ไวในช่วง 2H55 ตามผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัว

*** โบรกฯมอง AMATA , HEMRAJ และ ROJNA รับอานิสงส์ค่ายรถยนต์ย้ายฐานเข้าไทย***

       ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส ระบุว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ โดย 3 นิคมฯหลักที่ฝ่ายวิจัย Cover มียอดขายในปี 2554 จำนวน 3.7 พันไร่ เพิ่มจาก
2.9 พันไร่ในปี 2553 และ 800 ไร่ในปี 2552 สาเหตุหนึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมจากประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ที่ใช้ไทยเป็นฐานการ
ผลิตเพื่อขายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาค ซึ่งยอดการผลิต ยอดขายและส่งออกรถยนต์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอนาคต จะส่งผลบวกต่อการขายที่ดิน
ของกลุ่มนิคมตามมา โดยฝ่ายวิจัยคาดการณ์ยอดขายปี 2555 ไว้ที่ 4.55 พันไร่ จากงวดQ1/55 มียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.8 พันไร่ ซึ่งเกินกว่า 50% มาจากกลุ่มยาน
ยนต์ ทั้งนี้การลงทุนใหม่ในไทยส่วนใหญ่เป็น Supplier ผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่ต้องการขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของยอดขายในภูมิภาค รวมถึงการเปิดเสรีอาเซียนที่จะ
เกิดขึ้นในปี 2558 ส่วนค่ายรถยานยนต์ฮอนด้ามีแผนขยายโรงงานเพิ่มในภาคตะวันออกซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนยอดขายที่ดินในช่วงที่เหลือของปีให้โดดเด่นต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัย
ยังคงคำแนะนำซื้อ หุ้นที่ได้รับประโยชน์ทั้ง AMATA (FV@23.98), HEMRAJ (FV@3.41)และ ROJNA (FV@8.79)

*** โบรกฯ แนะ “Overweight” กลุ่ม AUTO เชียร์ STANLY เป็นหุ้น Top Pick ***

          ฝ่ายวิจัย บล.เกียรตินาคิน ระบุว่ากรณีที่ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ 3 รายของญี่ปุ่น ได้แก่ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป, นิสสัน มอเตอร์ โค และฮอนด้า มอเตอร์ โค เริ่มย้ายการผลิตไปต่างประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากการแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์และการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดต่างประเทศ แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้มีความเคลื่อนไหวมากขึ้นเพื่อย้ายการผลิตออกนอกญี่ปุ่น
เป็นโอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีนี้ ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยแนวโน้มที่เกิดขึ้นนั้นสอดคล้องกับแผนการขยายกำลังการผลิตของค่ายรถญี่ปุ่นในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเดือน เม.ย. 55 Mitsubishi และ Suzuki ได้เปิดสายการผลิตรถยนต์อีโคคาร์กำลังการผลิตแห่งละประมาณ 1 แสนคัน/ปี ถัดมาในเดือน พ.ค. 55 AAT (Ford & Mazda) เปิดสายการผลิตใหม่กำลังการผลิตราว 1.5 แสนคัน/ปี ในขณะที่ Toyota และ Isuzu ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทยประกาศแผนการขยายกำลังการผลิตในประเทศไทยอีกแห่งละประมาณ 1-2 แสนคัน/ปี ในครึ่งปีหลังของปี 2555
        ยังแนะนำ “Overweight” กลุ่ม AUTO โดยเลือก STANLY เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มเนื่องด้วยปัจจัยบวกกรณีที่ Honda ซึ่งเป็นลูกค้าหลักเริ่มกลับมาเดินสายการผลิตได้ 100% ในงวด Q2/55 แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 251 บาท และยังมีหุ้นชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดเล็กที่น่าสนใจ คือ TKT คาดว่าผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด แนะนำ “ซื้อ” เช่นกันโดยให้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 3.04 บาท

*** FSS เชียร์ หุ้น SVI และ HANA Top pick ของ กลุ่ม หลังยอดส่งออกเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ***

        ด้านฝ่ายวิจัย บล.ฟินันเซียไซรัส (FSS)ระบุว่า ยอดส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้าในระยะหลังเพิ่มขึ้นจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ล่าสุด พ.ค. มียอดส่งออก US$2.5 พันล้าน (ปกติ US$2.1–2.6 พันล้านต่อเดือน) เชื่อว่าแนวโน้มการผลิตใน H2/12 จะเร่งตัวมากยิ่งขึ้นหลังโรงงานต่างๆ ฟื้นตัวจากน้ำท่วมเต็มที่แล้ว เช่นเดียวกับกำไรในแต่ละไตรมาสที่คาดว่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ แม้จะให้น้ำหนัก Neutral กับกลุ่มนี้แต่กำลังเริ่มชอบมากขึ้นเพราะ PE ที่ต่ำ โดย Forward PE เฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 7 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 9 เท่า และให้ Dividend yield เฉลี่ย 6% ต่อปี (ส่วนใหญ่จ่ายปีละ 1 ครั้ง) Top pick คือ SVI (TP 4.10 บาท) และ HANA (TP 23.00 บาท) จากแนวโน้มกำไรปกติเฉลี่ย 2 ปีนี้ที่โต 20-22% มากกว่ากลุ่ม ขณะที่ PE อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของกลุ่ม

***BCP รับผลงานQ2/55ชะลอตัว เหตุขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ***

       ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยกับ eFinanceThai.comว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส2/55คาดว่าจะชะลอตัวเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน แต่เบื้องต้นการขาดทุนดังกล่าวไม่น่ากังวลเพราะเป็นเพียงการขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น ซึ่งหากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นบริษัทฯจะได้ส่วนต่างกำไรจากราคาน้ำมันเช่นกันโดยในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงก็ได้ทยอยซื้อน้ำมันสต็อกไว้บางส่วนแล้วปัจจุบันบริษัทฯมีสต็อกน้ำมันทั้งหมด 5 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ดี บริษัทฯยังได้ปรับปรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ในรอบปีนี้ตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนพ.ค.-ปลายเดือนมิ.ย. 2555 หรือประมาณ 30 วัน
       "ราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาบริษัทฯก็ได้คุมการบริหารความเสี่ยงโดยการขายน้ำมันเตาล่วงหน้าให้กับประเทศญี่ปุ่น และแม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงทำให้อาจจะเห็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในไตรมาส2นี้ แต่หากพิจารณาจากพื้นฐานแล้วเป็นเพียงขาดทุนทางบัญชีตามปกติโดยหากราคาน้ำมันขึ้นก็ได้กำไรจากส่วนนี้ด้วยเหมือนกับไตรมาสแรกที่ได้กำไรจากสต็อกน้ำมันแต่ไตรมาส2นี้ก็คืนไป"ดร.อนุสรณ์
       ดร.อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้คาดว่าค่าการกลั่นจะเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยเบื้องต้นได้คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้ที่ 95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลซึ่งต่ำกว่าการประเมินช่วงต้นปีที่ 105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งต้องติดตามว่าปัญหาเศรษฐกิจยุโรปจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอหรือไม่เพราะจะเชื่อมโยงไปยังความต้องการน้ำมันที่ลดลง ทั้งนี้ คาดว่าปัญหาวิกฤตยุโรปคงต้องใช้ระยะเวลาแก้ไขนานหลายปี ซึ่งบริษัทฯส่วนใหญ่ยอดขายจะพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านดังนั้นการเติบโตของธุรกิจยังคงมีโอกาสขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยค่าการตลาดน้ำมันในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 106บาท/ลิตร
       ทั้งนี้ แนวโน้มยอดขายในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนเนื่องจากสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นปัจจุบันอยู่ที่ 1,070 แห่งและมีแผนจะขยายเพิ่มอีก 7-8 แห่งรวมไปถึงการซื้อสถานีบริการน้ำมันของผู้ประกอบการที่ต้องการขายให้กับบริษัทฯโดยจะนำมาปรับปรุงเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

***SC มั่นใจยอดขายทั้งปีเข้าเป้า 1 หมื่นลบ. เตรียมเดินสายโรดโชว์สิงคโปร์ 6-8 ก.ค.นี้ เจาะลูกค้าต่างชาติ ***

        ร.อ.กรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SCเปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า บริษัทเตรียมจะเดินทางไปโร
ดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 6-8 กรกฏาคมนี้กับบริษัทหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ เพื่อให้ต่างชาติรู้จักบริษัทมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าของบริษัทในระดับราคาตลาดบนประเภท
คอนโดมิเนียม ตารางเมตรละ 150,000 บาท ก็จะนำไปเสนอขายให้กับลูกค้าชาวต่างชาติด้วย ซึ่งคอนโดฯระดับราคาดังกล่าวตั้งอยู่แถวสุขุมวิท
ทั้งนี้ ปีนี้ถือเป็นปีแรกของ SC ที่จับมือกับโบรกเกอร์ต่างชาตินำสินค้าไปขายในต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มต้นจากประเทศสิงคโปร์ และต่อไปเป็นฮ่องกง โดยนำสินค้าไปเปิดตลาด เช่น
เครสท์ ซานโตรา หัวหิน และ The Crest สุขุมวิท 24
      ทั้งนี้ มั่นใจว่ายอดขายปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 10,000 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกบริษัททำยอดขายได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย โดยยอดขายล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 4.2-4.5
พันล้านบาท ซึ่งก็เกือบครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้
        สำหรับไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทฯ ทำยอดขายได้ 2,500 ล้านบาท โตขึ้น 90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สูงกว่าที่ตั้งไว้ที่ 2,300 ล้านบาท
      ร.อ.กรี กล่าวต่อว่า บริษัทยังไม่มีแผนสร้างอาคารสำนักงานใหม่แห่งที่ 4 ในปีนี้ แม้ว่าจะได้มีการเตรียมที่ดินไว้แล้วก็ตาม เพราะจะต้องดูทิศทางตลาดก่อนว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้
อาคารสำนักงานที่สร้างขึ้น บริษัทก็จะมีพื้นที่ให้เช่ามากขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรายได้ที่มาจากการเช่าพื้นที่คิดเป็น 10% ของรายได้รวม และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

*** QH ปรับเพิ่มกำไรสุทธิปีนี้เป็นโต 70% จากเดิม 50% หลังมีกำไรพิเศษจากการขายกองทุน 700-800 ลบ. ***

      นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH เปิดเผยว่า คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อน จากเดิมที่
คาดว่าจะเติบโตเพียง 50% หลังบริษัทฯ รับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เข้ามาอีกประมาณ 700-800 ล้านบาทในไตรมาส 3 นี้ โดยมูลค่ากองทุนอยู่ที่ 3,360 ล้าน
บาท
        สำหรับยอดขายในปีนี้ มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ประมาณ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 30-40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยในครึ่งปีแรกบริษัทฯ ทำยอดขายได้แล้ว
50% และครึ่งปีหลังก็น่าจะทำได้ตามเป้า
        ส่วนงบซื้อที่ดินปีนี้คงไม่มาก เนื่องจากบริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินไว้มากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งครึ่งปีหลังยังคงหาที่ดินเพิ่มเติม แต่ต้องหาทำเลที่เหมาะสมด้วย
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้ในช่วงไตรมาส 3/2555 วงเงิน 2.5 พันล้านบาท เพื่อจะนำมาไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนดในเดือนก.ค. นี้ ส่วนช่วงเวลาออกขายที่ชัดเจนจะ
ประชุมคณะกรรมการฯ อีกครั้งหลังจากแล้วเสร็จในเรื่องการจัดตั้งกองทุนอสังหาฯ ซึ่งเปิดตัววันนี้เป็นวันแรกและจะขายไอพีโอระหว่างวันที่ 5-13 ก.ค. นี้