Hot News

                  

Hot News

 

 
 

         

                               
        

 
   PTTEP ขายหุ้นเพิ่มทุน 151 บ./หุ้น
* ขณะที่ราคาไดรูท 14-20% รายย่อยเจ็บหนัก

    
      
       
 หุ้น PTTEP เจอแรงขายกระหน่ำ หลังบอร์ดประกาศเพิ่มทุน 650 ล้านหุ้น ราคาร่วงกระจายกว่า 4% ด้านโบรกฯ ประเมินราคาหุ้นเพิ่มทุนจะอยู่ที่151 บ./หุ้น +/- ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน 9% แต่มี Dilution อยู่ประมาณ 14-20% หวั่น ผถห.รายย่อยโดนหนักกว่าใคร เชื่อ PTT ไม่โดนหางเลข เพราะระยะยาวจะทำงบดุลแข็งแกร่ง หนุนหุ้นแม่อีกทาง เชื่อจะช่วยรองรับการขยายกิจการได้ตามเป้าที่ 900,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2563 แต่ยังคงให้ลงทุนแบบซื้อเก็งกำไร หรือถือได้ ลดราคาเป้าหมายเหลือ 157 - 180 บาท

          ค่อนข้างจะมีผลกระทบในเชิงลบมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สำหรับการเพิ่มทุนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ที่หลังจากประกาศเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 650 ล้านหุ้น กดดันให้ราคาหุ้น PTTEP และ PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถูกแรงเทขายออกมาอย่างหนักและเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ดัชนีฯ ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับลดลงกว่า 20 จุด เนื่องจากการเพิ่มทุนดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์ต่างปรับลดราคาพื้นฐานของราคาหุ้น PTTEP ลง เพราะเกิด Dilution Effect ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อราคาหุ้นประมาณ 14-20% ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินราคาหุ้นเพิ่มทุนในรอบนี้จะอยู่ประมาณ 151 บาท/หุ้น +/-
          อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในระยะยาว ทางนักวิเคราะห์ยังมองว่าจะส่งผลบวกมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นระดับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E ratio) ปี 55 ที่ 0.15 เท่า และลดลงเหลือ 0.09 เท่า ในปี 56 รวมถึงจะช่วยให้ PTTEP มีกระแสเงินสดเพียงพอในการลงทุนในอนาคต ซึ่งในเบื้องต้นจะเป็นการลงทุน ในบริษัท Cove Energy Plc.(Cove) รวมถึงพัฒนาโครงการ LNG(3x5m tonnes) 3 โครงการ เพื่อปูทางไปสู่การเพิ่มกำลังการผลิตตามเป้าหมาย 900,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2563
          ทั้งนี้สัดส่วนการเพิ่มทุนของ PTTEP ครั้งนี้จะเสนอขายให้กับ PTT ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อคงสัดส่วนการถือหุ้นเดิมที่ 65.3% จำนวนไม่เกิน 403 ล้านหุ้น และเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปไม่เกิน 214 ล้านหุ้น และอีกไม่เกิน 32.162 ล้านหุ้นเสนอขายให้กับผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน(green shoe) ซึ่งจะทำให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มจาก 3,320 ล้านหุ้น เป็นไม่เกิน 3,970 ล้านหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XM วันที่ 1 ส.ค. 55 และ กำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้น เป็นวันที่ 24 ส.ค. 55 เพื่อขอมติในการออกหุ้นเพิ่มทุน
           โดยวานนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,185.11 จุด ลดลง 23.44 จุด หรือ 1.94% มูลค่าการซื้อขาย 28,427.51 ล้านบาท
           ส่วนหุ้น PTTEP ปรับตัวลดลง 8.00 บาท หรือ 4.83% มาอยู่ที่ระดับ 157.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,241 ล้านบาท โดยวันนี้ราคาหุ้น PTTEP ที่ปรับลดลงมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยถึง 3.2542 จุด
          ขณะที่หุ้น PTT ปรับตัวลดลง 14.00 บาท หรือ 4.12% มาอยู่ที่ระดับ 326.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,540.77 ล้านบาท และมีอิทธิพลเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยถึง 4.8994 จุด

*** Q2/55 กำไรหด 44.37% แต่มีปันผลระหว่างกาล 2.80 บ.

         ทั้งนี้ ตัวเลขสรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย ไตรมาสที่ 2/2555 ของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)(PTTEP) ประกาศออกมาล่าสุด กำไรทรุดเหลือ 7.73 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2554 ที่อยู่ที่ 11.16 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 44.37% เนื่องจากมีการขาดทุนจากรายการ Non-Recurring จำนวน 211 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
        ขณะที่ 6 เดือนแรกของปี 2555 PTTEP มีกำไร 2.60 หมื่นล้านบาท จากช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้วที่อยู่ที่ 2.21 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% อย่างไรก็ตามที่ประชุม บอร์ด PTTEP อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลปี 2555 อัตรา 2.80 บาท กำหนดจ่ายปันผล 22 ส.ค.

*** DBSV คาดราคาหุ้นเพิ่มทุนอยู่ประมาณ 151 บ./หุ้น
          ทางบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ เปิดเผยว่า PTTEP ประกาศเพิ่มทุน จะระดมทุนได้ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 98 พันล้านบาท ซึ่งคิดย้อนกลับเป็นราคาหุ้นเพิ่มทุนได้ที่ประมาณ 151 บาทต่อหุ้น มีส่วนลดจากราคาปัจจุบันราว 9% โดยเราคาดว่าบริษัทจะนำเงินจากการเพิ่มทุนไปซื้อ Cove Energy ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่เหลืออีก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและสำรองสำหรับการเข้าซื้อกิจการอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 900 kb/d ภายในปี 2020 โดยเม็ดเงินที่ได้นี้คาดว่าจะใช้เพียงพอสำหรับการลงทุนใน 2 ปีข้างหน้า และทำให้ Net gearing ในสิ้นปี 55 ลดลงเป็น 0.2 เท่า จาก 0.7 เท่า (ที่ไม่มีการเพิ่มทุน) สำหรับ PTT ที่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาให้กับ PTTEP ประมาณ 1.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็มีเงินสดในมือและมีฐานะการเงินแข็งแรงมากพอที่จะจ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ได้โดยไม่น่ากังวล
          ยังคงแนะนำถือ โดยฝ่ายวิจัยฯ DBSV ปรับลดราคาพื้นฐานลงเป็น 157 บาท สะท้อน Dilution จากการเพิ่มทุน ซึ่งมากกว่าที่เราและตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 10-15% และรวมผลกระทบจากการปรับสมมติฐานราคาน้ำมันและก๊าซใหม่

*** ธนชาต หวั่นรายย่อยจุก เพราะจะเกิด share dilution ราว 20%
      ทางบทวิเคราะห์ของบล.ธนชาต เปิดเผยว่า ทาง PTTEP รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าบริษัทฯ จะทำการเพิ่มทุนไม่เกิน 650 ล้านหุ้น หรือประมาณ 20% ของทุนจดทะบียนที่ชำระแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่คาด โดย PTTEP จะจัดการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 ส.ค. นี้ เพื่อขออนุมัติจากผู้ ถือหุ้น
     ทั้งนี้การออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่เป็นลบ โดยเฉพาะสำหรับผู้ถือหุ้นส่วนน้อย เนื่องจากทำให้เกิด share dilution ราว 20% และ EPS dilution ราว 2-10% ในปี 2012F-13F และจากการออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่นี้ ทำให้ราคาเป้าหมาย DCF ของเราถูกปรับลงราว 7% มาอยู่ที่ 142 บาท/หุ้น แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทุนจะทำให้งบดุลของ PTTEP แข็งแกร่งขึ้น โดยทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิของ PTTEP ดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.2 เท่า (จาก 0.7เท่า หลังรวมต้นทุนการเข้าซื้อ Cove Energy)
        โดยวัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุน PTTEP กล่าวว่าบริษัทฯ ต้องการระดมทุน 98 พันลบ. (US$3bn) เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายลงทุนในอนาคต อาทิเช่น การพัฒนาโครงการ LNG(3x5m tonnes) 3 โครงการ ในปี 2019 (กรณีที่ดีที่สุดคือ การพัฒนาโครงการ LNG (6X5m tonnes) 6 โครงการ) PTTEP เสริมว่ามี bridgingloan สำหรับต้นทุนในการซื้อ Cove แล้ว นอกจากนี้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนนี้จะถูกใช้สำหรับโอกาสในการเข้าซื้อกิจการในอนาคตอีกด้วยเนื่องจาก resources ของ COVE น่าจะทำให้ปริมาณการผลิตต่อวันของPTTEP เพิ่มขึ้นเพียง 10% มาอยู่ที่ 330kbd เท่านั้น ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าของ PTTEP ที่ 900kbd อย่างมาก
         การเพิ่มทุนนี้จะส่งผลลบต่อราคาหุ้นของ PTTEP บริษัทฯ คาดหวังว่าจะได้เงินราว 98 พันลบ. ซึ่งหมายความว่าระดับราคาต่ำสุดที่ยอมรับได้ คือ 151 บาท/หุ้น หรือต่ำกว่าราคาหุ้นปัจจุบันที่ 165.50 บาท/หุ้น ราว 9%ในช่วงที่มีการลงทุนจำนวนมาก PTTEP น่าจะไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากCove ในช่วง 7 ปีข้างหน้า และจะต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงในเรื่องการสำรวจและการดำเนินการ นอกจากนี้เรายังสงสัยว่าจะมีสินทรัพย์ที่ผลิตแล้วในราคาถูกให้ PTTEP เข้าซื้อจริงหรือ เมื่อรวมการเพิ่มทุน PTTEP จะแพงขึ้นไปอีก โดยซื้อขายที่ PE ที่ 12.6 เท่า ในปี 2013F เทียบกับคู่แข่ง ในภูมิภาคที่ 9.4 เท่า

*** เด็กแนวเชื่อ หุ้น PTT ไม่สะเทือน เพราะเทรนด์ระยะยาวถือเป็นข่าวดี
        นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป (CGS) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องการเพิ่มทุนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) จะไม่กระทบต่อราคาหุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT แต่อย่างใด แม้ว่าทาง PTT จะต้องเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่ม ใน
ฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เพื่อคงสัดส่วนการถือหุ้นเดิมที่ 65.3% ก็ตาม โดยเชื่อว่าการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 บริษัทในระยะยาว เพราะเป็นการเสริมสภาพคล่องทางการเงินเพื่อขยายกิจการในอนาคต
อย่างไรก็ตามในระยะสั้นเชื่อว่าการเพิ่มทุนของ PTTEP จะส่งผลให้เกิด Dirution ของราคาหุ้นอยู่ประมาณ 20% ดังนั้นจึงยังไม่ควรเข้าลงทุนให้หุ้น PTTEP ในช่วงนี้ ประกอบกับราคาหุ้นพลังงานกำลังอยู่ในช่วงผันผวน ก่อนการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2/2555 จึงควรรอให้ราคารับข่าวทั้ง 2 ประเด็น ซึ่งจะสะท้อนราคาที่แท้จริงออกมาในช่วงหลังจากการประกาศผลประกอบการ จึงควรพิจารณาเข้าลงทุน
         ทั้งนี้หากสามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำควรเข้าลงทุนในหุ้น PTT มากกกว่า PTTEP เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยประเมินแนวรับของ PTT ประมาณ 320 บาท หรือต่ำกว่า ส่วนแนวต้านยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะราคาหุ้นกำลังเป็นขาลงจากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น

*** เพิ่มทุนรอบนี้ไม่ได้แค่ลงทุนใน Cove Energy
        บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า เบื้องต้นคาดหมายว่าราคาหุ้นเพิ่มทุนของ PTTEP จะต่ำกว่าราคาหุ้นในกระดานในปัจจุบันที่ 165.5 บาท ทั้งนี้ หากราคาจากการทำ Book build สูงกว่า 150.77 บาท คาดว่าการเพิ่มทุนมีโอกาสจะลดลงจาก 650 ล้านหุ้น (คำนวณจากความต้องการเงินลงทุน 9.8 หมื่นล้านบาท) โดยประเมินราคาที่ระดับ 150-170 บาท คาดว่าหุ้นเพิ่มทุนอาจอยู่ในช่วง 576.5 – 650 ล้านหุ้น ซึ่งจะทำให้ Dilution Effect จากการเพิ่มทุนอยู่ในช่วง 14.8% - 16.4%
        การเพิ่มทุนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มทุนเพียงเพื่อการรองรับการลงทุนใน Cove Energy เท่านั้น แม้บริษัทจะไม่เพิ่มทุนในปัจจุบัน กระแสเงินสดและฐานะทางการเงินของ PTTEP ยังคงเพียงพอต่อการลงทุนในครั้งนี้ โดยบริษัทจะมีหนี้สินต่อทุนสุทธิ ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 0.5 เท่า เพิ่มขึ้นจากประมาณหนี้สินต่อทุนสุทธิปี 2555 ที่เราคาดการณ์ไว้เดิมที่ 0.38 เท่า บนสมมติฐานการลงทุนใน Cove Energy ใช้กระแสเงินสดภายในกิจการ 50% อย่างไรก็ตาม แต่หาก PTTEP ซื้อ Cove Energy และเพิ่มทุนภายในปี 2555 จะทำให้ PTTEP มีหนี้สินต่อทุน ณ สิ้นปีอยู่ที่ 0.33 เท่า (สมมติฐาน PTTEP ใช้เงินจากการเพิ่มทุนในการลงทุนซื้อ Cove Energy ทั้งหมด)
        PTTEP มีแผนในการขยายการผลิตที่ค่อนข้าง Aggressive หากพิจารณาจากเป้าหมายการผลิตปิโตรเลียมที่ระดับ 500,000 บาร์เรลต่อวัน และ 900,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2558 และ 2563 ตามลำดับ รวมทั้งต้องการเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมของบริษัท เนื่องจากสัดส่วน Reserve Replacement Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 1.1 เท่า ณ.สิ้นปี 2554 จาก 1.5 เท่า และ 1.2 เท่า ในสิ้นปี 2552 และ 2553 ทำให้ปัจจุบัน PTTEP มีอายุปริมาณสำรองของบริษัทลดลงมาเหลือ 9 ปี จากปี 2552 ที่ระดับ 12 ปี
       จากเป้าหมายดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะดำเนินการเพิ่มกำลังการผลิตในโครงการที่ดำเนินการผลิตอยู่ในปัจจุบัน ร่วมกับแผนในการเข้าซื้อกิจการเพิ่ม สำหรับการลงทุน Cove Energy จะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ด้วยกำลังการผลิต 30,000 – 50,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 10.6% - 17.6% ของกำลังการผลิตปัจจุบัน
ดังนั้นแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยประเมินเบื้องต้นสำหรับราคาเป้าหมาย หลังการออกหุ้นเพิ่มทุนเรียบร้อยแล้ว อยู่ที่ 166 บาท ลดลงจากราคาเป้าหมายเดิมที่ 198 บาท ทั้งนี้เราประเมินจากการปรับ Fully Dilution ที่เกิดจากการออกหุ้นเพิ่มทุนทั้งจำนวนที่ระดับ 650 ล้านหุ้น

*** โบรกฯ เชื่อขายหุ้นให้รายย่อยแบบ Right Offering
       บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า PTTEP กำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อขออนุมัติการเพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน ในวันที่ 24 ส.ค. 55 โดยจะมีการขึ้นเครื่องหมาย XM เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการร่วมประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 ส.ค. 55 (ปิดสมุดพักการโอนหุ้นวันที่ 7 ส.ค. 55)
        ทั้งนี้แม้การเสนอขายในส่วนของประชาชนทั่วไปจำนวน 214.4 ล้านหุ้น ยังไม่ระบุชัดเจนว่าการเสนอขายจะเป็น Public Offering (PO) หรือ Right Offering (RO) เนื่องจากมีประเด็นข้อกฎหมายในบางประเทศโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐฯ (ปัจจุบันมีนักลงทุนจากสหรัฐฯ ถือหุ้น PTTEP ในสัดส่วน 7%) เกี่ยวกับการออกหุ้นเพิ่มทุนในลักษณะ RO ที่ทำให้เป็นข้อจำกัดในการเสนอขายด้วยวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจากการ Conference Call กับผู้บริหารในวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา เชื่อว่าการเพิ่มทุนต้องการให้เป็นลักษณะ RO โดยในรายละเอียดในรายงานการเพิ่มทุนระบุว่า “การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนอาจมีการจัดสรรทั้งหมด หรือบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ PTTEP ยกเว้น PTT”
          เนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มทุนคาดว่าจะต่ำกว่าราคาหุ้นในกระดานในปัจจุบันที่ 165.5 บาท ดังนั้น การเสนอขายหุ้นแบบ PO หรือ RO จึงมีความสำคัญต่อผู้ถือหุ้นเดิมในส่วนนี้โดยกรณีการออกหุ้นเพิ่มทุนในลักษณะ Public Offering : ซึ่งเป็นการเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป จากการประเมินจากราคาหุ้นในกรอบ 151-170 บาท หากนักลงทุนเดิมไม่ได้สิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นใน PTTEP มีความเสี่ยงที่จะลดลงและเกิด Dilution Effect ประมาณ 14.8% - 16.4% ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นกรณีแย่ที่สุดหากเกิดขึ้น
           กรณีการออกหุ้นเพิ่มทุนในลักษณะ Right Offering : ซึ่งจะเป็นการเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม บนสมมติฐานการเพิ่มทุนในกรอบราคาที่ประเมิน 151 – 170 บาท และจำนวนหุ้นเพิ่มทุน 576.5 – 650 ล้านหุ้น คาดว่าสัดส่วนการซื้อหุ้นเพิ่มทุนจะอยู่ที่ 5 – 5.64 หุ้น PTTEP เดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุนใหม่ (ไม่รวมหุ้นที่ไม่สามารถจัดสรรให้กับนักลงทุนจากสหรัฐฯ) ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับผลกระทบจากการถูกลดสัดส่วนการถือหุ้นเพียง 1.1% - 1.2% เท่านั้น ทั้งนี้เป็นกรณีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยแม้ราคาหุ้น PTTEP จะลดลงหลังเพิ่มทุนแต่ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับประโยชน์จากสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่ต่ำกว่าเดิมมาเฉลี่ยต้นทุนของหุ้นเดิมที่ถืออยู่

*** ข่าวดี Net D/E ratio ลดเหลือ 0.15 เท่า หลังเพิ่มทุน
        บล.กรุงศรีอยุธยา ประเมินว่าการซื้อหุ้น Cove Energy (COVE) ของ PTTEP จะสำเร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้เงินจากการกู้ยืมระยะสั้น หลังจากนั้นเมื่อการเพิ่มทุนแล้วเสร็จในปลายปีจึงนำไปคืนเงินกู้ส่วนนี้ จึงเท่ากับว่าการเพิ่มทุนครั้งนี้ส่วนใหญ่เพื่อใช้ซื้อหุ้น COVE พร้อมกับเตรียมความพร้อมเพื่อการขยายการลงทุนอื่นในอนาคต โดยคาดว่าฐานะการเงินภายหลังการเพิ่มทุนจะผ่อนคลายมากขึ้น โดยคาดระดับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E ratio) ปี 55 ที่ 0.15 เท่า และลดลงเหลือ 0.09 เท่า ในปี 56 ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ตั้งไว้ที่ 0.5 เท่า ถือว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่เราคาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 0.6 เท่า หากไม่มีการเพิ่มทุน
         ทั้งนี้ได้ปรับลดมูลค่าพื้นฐานลง 10% เหลือ 180 บาท (DCF, WACC 11.7%, Terminal growth rate 2.0%) และคงแนะนำ “เก็งกำไร” แม้ประเมินว่าการประกาศเพิ่มทุนจะช่วยปลดล็อกความเสี่ยงฐานะการเงินของบริษัทและเพิ่มความพร้อมต่อการขยายงานอย่างก้าวกระโดดในอนาคต กอปรกับราคาหุ้นปัจจุบันมีความเสี่ยงขาลงจำกัดเพียง 1.5% แต่ Dilution effect ที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มทุนจะกดดันให้กำไรสุทธิต่อหุ้นปี 56 ชะลอตัว 5.6%YoY เทียบกับปี 55 ที่เติบโตกว่า 30%YoY

**** เพิ่มทุนกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น
     บล.โกลเบล็ก ประเมินถึงผลกระทบจากการเพิ่มทุน ของ PTTEP ในระยะสั้นว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงจากแรงกดดันจากปัจจัยดังต่อไปนี้
        1.เพิ่มทุนมากกว่าที่ตลาดคาดไว้โดยการเพิ่มทุน 650 ล้านหุ้น คือมากกว่าคาดไว้ประมาณ 8% จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มทุนไม่เกิน 600 ล้านหุ้นและ
        2.ราคาหุ้นลดลงจากผลของ Dilution effect โดยเฉพาะหากราคาเพิ่มทุนต่ำกว่าราคาในกระดาน ทั้งนี้สมมติให้ราคาเพิ่มทุนอยู่ในช่วง +/- 5%-10%จากราคาซื้อขายเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วัน (ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันนับตั้งแต่ 20 ก.ค.55 คือ171.30)
        เนื่องจากการเพิ่มทุนเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ดังนั้นผลกระทบจากการเพิ่มทุนต่อ EPS ในปีนี้จะเกิดขึ้นเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับคาดการณ์ EPS ในปี 56 จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุนทั้งจำนวน ทั้งนี้คาดการณ์กำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 57,845 ล้านบาทจะได้ EPS แบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 16.11 บาทต่อหุ้นหรือลดลง 7.5%
        ดังนั้นปรับลดคำแนะนำจาก 'ซื้อ'เป็น 'ถือ' โดยมีราคาเป้าหมายปี 55 ที่ 177 บาท(เดิม 192 บาท) เราปรับลดราคาเป้าหมายลงจากเดิม 192 บาทเป็น 177 บาท ตามคาดการณ์ EPS ที่ลดลงจาก 17.42 บาท/หุ้น เป็น 16.11 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มทุน

*** รายละเอียด การประกาศเพิ่มทุนของ PTTEP
         นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 650,000,000 หุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (Public Offering) โดยการกำหนดราคาเสนอขายจะทำโดยวิธี Book Building ซึ่งเป็นการสำรวจความต้องการซื้อหุ้นจากผู้ลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ระดับราคาต่างๆ
การจัดสรรและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะดำเนินการให้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ได้แก่
        (1) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (“ปตท.”) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณร้อยละ 65.29 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ในจำนวนที่ทำให้ ปตท. ดำรงสัดส่วนการถือหุ้นในสัดส่วนประมาณร้อยละ 65.29 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเพิ่มทุนในครั้งนี้ (ก่อนการจัดสรรให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน)
          (2) ประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจจัดสรรให้แก่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท (ยกเว้น ปตท.) และ/หรือนักลงทุนทั่วไปในประเทศไทย และ
          (3) ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-allotment Agent) เพื่อประโยชน์ในการรักษาระดับราคาของหุ้นของบริษัท (Stabilization)
          ทั้งนี้ จะได้มีการพิจารณากำหนดรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรและเสนอขายหุ้นสามัญ เพิ่มทุน เช่น จำนวนหุ้นที่จะเสนอขายสุดท้าย สัดส่วนการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (ยกเว้น ปตท.) และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ระยะเวลาการเสนอขาย รวมถึงราคาเสนอขาย (ซึ่งจะเป็นราคาเดียวกันทุกกลุ่ม) และรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดจองซื้อ และจะมีการประกาศให้ผู้ลงทุนทราบโดยทั่วกันในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป
         “บริษัทได้ศึกษาแผนการเงินเพื่อรองรับการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดดในการเพิ่มกำลังการผลิตตามเป้าหมาย 900,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2563 และได้ข้อสรุปว่า เพื่อให้โครงสร้างเงินทุนมีความเข้มแข็ง บริษัทควรเพิ่มทุนประมาณ 98,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสำรวจ พัฒนา รวมทั้งการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกในการหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นการตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทย”
           “เนื่องจากราคาเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทในครั้งนี้ จะเป็นราคาที่อ้างอิงกับราคาหุ้นของบริษัทซึ่งทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การกำหนดราคาจะทำโดยวิธี Book Building ซึ่งเป็นการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อหุ้นจากผู้ลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ระดับราคาต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่มีความโปร่งใส และใช้กันอย่างแพร่หลายในการเสนอขายหุ้นทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ในการกำหนดจำนวนหุ้นสุดท้ายในการเสนอขาย บริษัทพิจารณาจากจำนวนเงินทุนที่ต้องการและราคาเสนอขายสุดท้าย ดังนั้น จำนวนหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทต้องออกเพิ่ม อาจไม่ถึงจำนวน 650 ล้านหุ้น แต่จะเป็นจำนวนที่ทำให้บริษัทได้รับเงินจำนวนประมาณ 98,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นกับราคาเสนอขายหุ้นที่จะได้มีการกำหนดต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าวเสริม
            “  เงินทุนที่จะได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความคล่องตัวทางการเงิน ทำให้บริษัทมีความสามารถในการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ที่มุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นเลิศ ลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ และคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลง”
          “จากแผนการผลิตของบริษัทซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะ 2 – 3 ปีนี้ ทำให้การเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมเพราะจะสามารถรักษาผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในระยะสั้นและเสริมสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว” นายเทวินทร์กล่าวสรุป
         ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวข้างต้นยังจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2555