Hot News
Hot News

 

 

    
 
  

     
            หุ้นพลังงานทดแทนคึกคัก
**กพช.เพิ่มเป้าผลิตไฟฟ้า EA-SPCG-UAC-GUNKUL เด่นสุด


  
         
         
         
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติประกาศเพิ่มเป้าหมายผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแดด-ลม-ชีวมวล-ชีวภาพ-ขยะ ยกเว้นน้ำปรับลง โดยรวมเพิ่มจากเดิม 9,201 เมกะวัตต์ เป็น 13,927 เมกะวัตต์ พร้อมเห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Feed-in Tariff สำหรับโซลาร์รูฟ 25 ปี ฟากโบรกเกอร์ชี้หุ้นพลังงานทดแทนได้อานิสงส์เต็มหลังมีโอกาสขยายฐานรายได้เพิ่มมอง EA-SPCG-UAC-GUNKULได้ประโยชน์สูงสุด แนะหาจังหวะดักซื้อ ด้านผู้ประกอบการดี๊ด๊า UAC จ่อผุดโรงไฟฟ้าไบโอก๊าซอีก 3 พันเมกะวัตต์ EA เดินหน้าประมูลโรงไฟฟ้าพลังแดด เซ็นผลิตไฟฟ้าพลังลมเพิ่ม 600 เมกะวัตต์


          
ความจำเป็นของพลังงานทดแทนกำลังมากขึ้นทุกขณะ ในวันที่ประเทศชาติกำลังหลีกเลี่ยงภาวะการขาดแคลนพลังงาน โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการต่างๆผู้มีศักยภาพเดินหน้าผลิตพลังงานทดแทนในสายต่างๆ ทั้งก๊าซชีวภาพ ชีวมวล ลม แสงอาทิตย์ ขยะ และพลังงานรูปแบบใหม่ อีกทั้งล่าสุด
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพิ่งปรับเป้าหมายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนใหม่ทุกประเภท จากเดิมอยู่ที่ 9,201 เมกะวัตต์ เป็น 13,927 เมกะวัตต์ ซึ่งย่อมจะช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายสำคัญที่เป็นกิจการจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้ประโยชน์เพิ่มเติมอีกด้วย


***กพช.เพิ่มเป้าหมายผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็น 13,927 เมกะวัตต์
         นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบปรับเป้าหมายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนใหม่ทุกประเภท จากเดิมอยู่ที่ 9,201 เมกะวัตต์ เป็น 13,927 เมกะวัตต์ ทั้งพลังงานก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ พลังงานโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและอาคาร โดย พลังงานลม เดิมอยู่ที่ 1,200 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 1,800 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ เดิมอยู่ที่ 2,000 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 3,000 เมกะวัตต์ พลังงานน้ำเดิมอยู่ที่ 1,608 เมกะวัตต์ ปรับลดลงเหลือ 324 เมกะวัตต์ พลังงานชีวมวลเดิมอยู่ที่ 3,630 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 4,800 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ เดิมอยู่ที่ 600 เมกะวัตต์ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3,600 เมกะวัตต์ พลังงานจากขยะเป้าหมายเดิมอยู่ที่ 160 เมกะวัตต์ และได้ปรับเพิ่มเป็น 400 เมกะวัตต์ สุดท้ายได้แก่พลังงานรูปแบบใหม่ที่ยังคงเป้าเดิมอยู่ที่ 3 เมกะวัตต์

***ก๊าซชีวภาพปรับเป้าเพิ่มมากที่สุด 3,000 เมกะวัตต์
         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า พลังงานจากก๊าซชีวภาพจะเป็นการปรับเป้าเพิ่มมากที่สุด 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากพืชพลังงานทดแทน โดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ ซึ่งกระทรวงพลังงานจะจัดตั้งต้นแบบโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 12 โรง ซึ่งจะกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลไปสู่เป้าหมาย
         รวมทั้ง ยังเห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-In Tarrif (FIT) สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา โดยมีระยะเวลาสนับสนุน 25 ปี ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มบ้านอยู่อาศัยขนาดกำลังผลิตติดตั้งน้อยกว่า 10กิโลวัตต์ ซึ่งจะมีอัตราค่า FIT ที่ 6.96 บาทต่อหน่วย กลุ่มอาคารธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10 กิโลวัตต์ จนถึง 250 กิโลวัตต์ ซึ่งจะมีการคิดค่าอัตรา FIT 6.55 บาทต่อหน่วย และกลุ่มอาคารธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งมากกว่า 250-1,000 กิโลวัตต์ โดยมีอัตราค่า FIT 6.16 บาทต่อหน่วย โดยจัดให้มีปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาในปี 2556 รวม 200 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นบ้านอยู่อาศัย 100 เมกะวัตต์ และอาคารธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ อีก 100 เมกะวัตต์ โดยให้มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์และเสร็จภายในเดือนธ.ค. 56
         อีกทั้งที่ประชุมยังพิจารณาให้การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้านควรหลวงเร่งออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าทดแทน ซึ่งได้ให้ออกระเบียบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่างกฏเกณฑ์ในการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการ

***โบรกเกอร์มองหุ้นกิจการพลังงานทดแทนน่าสนใจ
         บล.เคจีไอ มีมุมมองต่อ กลุ่มพลังงานทดแทน (โซลาร์ฟาร์ม) เชิงบวกต่อธุรกิจ หลังกระทรวงพลังงานสนับสนุนธุรกิจโซลาร์รูฟ นอกจากนี้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ที่ปรับตัวลงตามภาวะตลาดฯก่อนหน้านี้ เป็นโอกาสสะสม เพราะเป็นหุ้น Defensive ที่ผลการดำเนินงานไม่ผันผวน EA (เป้าพื้นฐาน 8.65 บาท) SPCG (เป้าสูงสุด Consensus 39 บาท)
         ขณะที่นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด มหาชน (ASP) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า จากกรณีที่ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.ออกมาระบุถึงแผนการปรับเป้าพลังงานงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นตามแผนพลังงานทดแทนนั้น มีโอกาสทำให้บริษัทฯ ที่ประกอบธุรกิจดังกล่าวจะได้รับอานิสงส์ในการขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้กับรัฐบาลได้
         โดยบริษัทฯ ที่จะมีส่วนร่วมในโครงการนี้จะได้แก่บริษัทฯ ที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่อย่างไรก็ตามจะต้องประเมินความสามารถของผู้ประกอบการว่ามีประสิทธิภาพและประสงค์จะยื่นซองประมูลในโครงการที่รัฐบาลเปิดให้เข้าร่วมประมูลหรือไม่

***แนะ EA-SPCG-UAC-GUNKUL เด่นสุด
         บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL,บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG และบริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO ซึ่งทั้ง 3 บริษัทฯที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีความพร้อมและศักภาพเพียงพอกับการรองรับมาตราการดังกล่าวของภาครัฐ
         อย่างไรก็ตามแนะนำนักลงทุนให้ระมัดระวังในการซื้อขายเนื่องจากขณะนี้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้อาจผันผวนโดยจะเริ่มเห็นสัญญาณของการเก็งกำไรได้ในขณะเดียวกันประเมินว่าราคาหุ้นจะยังคงมีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้
         ด้านนายวิวัฒน์ เตชะพูลผล ผู้อำนวยการอาวุธโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า คาดว่าหุ้นบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG จะได้รับประโยชน์จากประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะได้มีการผลักดันโครงการแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยประเมินว่าบริษัท เอสพีซีจี มีความสามารถและเป็นผู้นำได้ธุรกิจด้านนี้จึงมองว่ากรณีดังกล่าวนั้นได้กระทบต่อราคาหุ้นมาช่วงหนึ่งแล้วในขณะเดียวกันแนะนำนักลงทุนให้ระมัดระวังการซื้อขายซึ่งขณะนี้ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดหุ้นที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบ สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่หุ้นดังกล่าวแนะนำให้หาจังหวะเพื่อรอซื้อได้

***UAC ยิ้มรับอานิสงส์ จ่อผุดโรงไฟฟ้าไบโอก๊าซอีก 3 พันเมกะวัตต์
         นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) หรือ UAC เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ออกมาระบุถึงแผนการปรับเป้าพลังงานงานทดแทนเพิ่มขึ้นนั้น ในส่วนของบริษัทฯ จะได้รับอานิงสงส์ด้วยเนื่องจากบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตก๊าซชีวภาพ หรือไบโอก๊าซ ในขณะที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพมากกว่าประเภทอื่น โดยเพิ่มโควต้าขึ้นมาถึง 3,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 600 เมกะวัตต์
         'รัฐเพิ่มโควต้าขึ้นมาถึง 6 เท่า ก็เป็นไปตามแผนงานที่เราเดินมาอยู่แล้ว ก็ยิ่งสะท้อนว่าเรามาถูกทาง เพราะตอนนี้เรากำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตไบโอก๊าซจำนวน 20 โรง และกำลังคิดว่าจะสร้างโรงงานเพิ่มอีก 10 โรงช่วงปีหน้าเป็นต้นไป'
         อย่างไรก็ตาม ในอีก 2 ปี หรือปี 2558 คาดว่าสัดส่วนรายได้จะเปลี่ยนไป โดยธุรกิจหลักคือนำเข้า และจัดจำหน่ายสารเคมีจะลดเหลือ 40% แต่ธุรกิจก๊าซชีวภาพจะเพิ่มเป็น 50% และธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม(PPP)ประมาณ 10%
         'โครงสร้างรายได้ในปี 2558 จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะถึงตอนนั้น เราจะมีโรงงานผลิตไบโอก๊าซครบ20 โรงจากปีนี้ที่มีแค่ 1 โรง ซึ่งทิศทางเราก็จะหันมาเน้นะรกิจที่มีมาร์จิ้นดีกว่า นั่นคือธุรกิจก๊าซชีวภาพ และธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม(PPP) เพราะอะไรที่เราทำเอง กำไรจะดี แต่ขายสารเคมีนั้นเรานำเข้า กำไรไม่มาก' นายกิตติ กล่าว

***EA เดินหน้าประมูลโรงไฟฟ้าพลังแดด เซ็นผลิตไฟฟ้าพลังลมเพิ่ม 600 เมกะวัตต์
         นายอมร ทรัพย์ทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า บริษัทฯ จะได้รับผลบวกจากแผนดังกล่าว โดยรัฐเพิ่มเป้าหมายพลังงานไฟฟ้าทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์ฟาร์ม เพิ่มอีก 1,000 เมกะวัตต์ เป็น 3,000 เมกะวัตต์ จะทำให้บริษัทฯ ในฐานะผู้เล่นรายเดิมในตลาด มีโอกาสที่จะได้งานดังกล่าวเพิ่ม ในกรณีที่เข้าประมูลรอบถัดไป เพราะมีประสบการณ์และความชำนาญมากกว่าคู่แข่ง โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีแผนผลิตไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์ม กำลังการผลิตรวม 278 เมกะวัตต์
         อีกทั้งจะทำให้บริษัทฯ มีโอกาสได้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมมากขึ้น จากการที่รัฐเพิ่มโควต้าอีก 600 เมกะวัตต์ จากเดิม 1,200 เมกะวัตต์ เป็นเป็น 1,800 เมกะวัตต์ หลังก่อนหน้านี้เกือบปีแล้ว ที่บริษัทฯ ได้ยื่นประมูลไปรายเดียวจำนวน 800 เมกะวัตต์ ไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ล่าสุด ได้ตอบรับการขายไฟมาแล้ว 126 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 600 เมกกะวัตต์ ขณะนี้รอเพียงเซ็นสัญญารับซื้อขายไฟอย่างเป็นทางการเท่านั้น ดังนั้นในส่วนที่เหลือดังกล่าวก็จะมีโอกาสได้เพิ่มสูงขึ้น
         'พลังงานลมเรายื่นไป 800 เมกะวัตต์ ตอนนี้ EGAT ตอบรับกับเราแล้ว 126 เมกะวัตต์ โดยเราจะขายไฟตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นไป ที่เหลือยังคงรอยู่ แต่เชื่อว่า เรามีโอกาสลุ้นมากขึ้น เพราะมีโควต้าของพลังงานลมเพิ่มขึ้นมาอีกร่วม 600 เมกกะวัตต์ เพราะคิวเราที่ยื่นไปอยู่คิวแรกๆ เลย ' นายอมร กล่าว