Hot News

                  

Hot News

 

 
 

         

                               
        

 
   

BH พุงกาง
**ขายKH ทิ้งกำไรQ3/55 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

           BH พุงกาง หลังขายหุ้น KH ทิ้ง 25% โบรกฯ ระบุรับรู้กำไรทันทีใน Q3/55ดันกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านวงใน มองเหตุขายออก เพราะบริษัทไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน  ส่วน บิ๊ก KH ไม่สน BH เทขายหุ้น ยันไม่กระทบการบริหาร มั่นใจเดินหน้าธุรกิจต่อได้ าดกำไรปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ราคาหุ้น BH ควง KH ฉุดราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลร่วงสวนตลาด แต่บล.เกียรตินาคิน ยังให้น้ำหนักกลุ่มการแพทย์เท่าตลาด มองแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งแรก

        ในที่สุดข่าวที่ลือสะพัดก็กลายเป็นจริง เมื่อบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH) ที่ถือหุ้นอันดับ 2 ของบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) (KH)ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (“เกษมราษฎร์”) ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าได้ตกลงขายหุ้นในมือ จำนวน 498,748,800 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 24.99% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 9.15 บาท คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 4,563.55 ล้านบาท โดยขายให้กับผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงในประเทศและ/หรือผู้ลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศแบบข้ามคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Overnight Placement Transaction) ซึ่งเป็นการขายผ่านผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นจำนวน 2 ราย ได้แก่ (1) บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จกัด (มหาชน) และ (2) Credit Suisse (Singapore) Limited
       ทั้งนี้การขายหุ้นดังกล่าวมีขนาดรายการคิดเป็นร้อยละ 31.85 ของสินทรัพย์รวมตามเกณฑ์มูลค่าสิ่งตอบแทนที่ได้รับ อย่างไรก็ตามบริษัทจะส่งหนังสือแจ้งผู้ถือหุ้นภายใน 21 วันนับแต่วันที่เปิดเผยรายการต่อตลาดหลักทรัพย์
          อย่างไรก็ดี BH ให้เหตุผลในการขายสินทรัพย์และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับบริษัทว่าการขายเงินลงทุนในเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสม บริษัทฯจะได้รับเงินสดก่อนหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4,563.55 ล้านบาท ณ ราคาขายที่ 9.15 บาทต่อหุ้น โดยมีต้นทุนการได้มาของเงินลงทุนเท่ากับ 3,532.80 ล้านบาท สำหรับ แผนการใช้เงินที่ได้รับจากการขาย บริษัทฯจะพิจารณาใช้เงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์ในครั้งนี้สำหรับการลงทุนที่มีศักยภาพและใช้สหรับการดเนินงานทั่วไปของบริษัทฯ
        อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้(10 ก.ค. 55)พบรายการซื้อขาย บิ๊กล็อต ของ KH จำนวน 29 รายการ คิดเป็นจำนวน 390,748,800 หุ้น ในราคาหุ้นละ 9.15บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 3,575.3514 ล้านบาท
ขณะที่เมื่อวานนี้พบว่าราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ปรับตัวลดลงสวนทิศทางตลาด
โดยปิดตลาดราคาหุ้นบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH) ปิดที่ระดับ 79.50 บาท ลดลง 2.50บาทหรือ3.05 % มูลค่าการซื้อขาย322.37 ล้านบาท
บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) (KH)ปิดที่ 9.05บาท ลดลง0.80 บาทหรือ 8.12% มูลค่าการซื้อขาย 544.76ล้านบาท
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ( BGH)ปิดที่ 102.00 บาทลดลง 0.50บาทหรือ 0.49% มูลค่าการซื้อขาย 567.65ล้านบาท
บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) (SVH)ปิดที่ 205.00 บาท ลดลง 1.00บาทหรือ 0.49% มูลค่าการซื้อขาย0.26 ล้านบาท
บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) (RAM)ปิดที่ 1086.00 บาท ลดลง 34.00บาทหรือ3.04 % มูลค่าการซื้อขาย 0.054ล้านบาท
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) (SKR)ปิดที่ 17.90 บาทลดลง 0.10บาทหรือ 0.56% มูลค่าการซื้อขาย 0.994ล้านบาท
บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) ( VIBHA)ปิดที่ 7.20 บาท ลดลง 0.10บาทหรือ 1.37% มูลค่าการซื้อขาย 10.65ล้านบาท
        ขณะที่ SET Index ปิดที่ระดับ 1204.42 จุด เพิ่มขึ้น 17.47จุดหรือ 1.47% มูลค่าการซื้อขาย 28,047.73ล้านบาท

***วิชัย ทองแตง มอง BH ขายหุ้น KH เป็นการขายทำกำไรของการทำธุรกิจ

       นายวิชัย ทองแตงหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ถึงกรณีที่ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ได้ขายหุ้น บมจ.บางกอกเชน ฮอสปิทอล ( KH ) จำนวน 498,748,800 หุ้นคิดเป็น 24.99% ว่า การเทขายหุ้นครั้งนี้น่าจะเป็นการขายทำกำไรมากกว่า เพราะราคา KH ได้ปรับขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว BH จึงเทขายออกมา อย่างไรก็ตาม มองว่า การเทขายครั้งนี้น่าจะเป็นไปตามข้อตกลงที่เคยทำไว้ร่วมกันตั้งแต่แรก คือ ไม่ขายหุ้นให้กับบริษัทคู่แข่ง จึงทำให้ BH ขายหุ้นทั้งหมดให้กับกองทุนต่างประเทศ
     "ผมเชื่อว่าการเทขายครั้งนี้คงเป็นไปตามข้อตกลงว่าไม่ให้ขายหุ้นให้คู่แข่ง เลยขายหุ้นทั้งหมดให้กองทุนต่างประเทศ เพราะถ้ามาขายให้เราก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลย เหมือนกับเราไปเทคโอเวอร์ เพราะจะถือหุ้นเกิน 25% ต้องมานั่งทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์อีก" นายวิชัย กล่าว
       ทั้งนี้ นายวิชัย ไม่ขอออกความเห็นกรณีที่มีการระบุว่า การขายหุ้น KH ออกมา เพราะธุรกิจไม่ได้เกื้อหนุนกิจการซึ่งกันและกัน เนื่องจากตนไม่ทราบว่าทั้งสองบริษัทตกลงอะไรกันไว้บ้าง
       แหล่งข่าวการโรงพยาบาล กล่าวว่า การเทขายหุ้นดังกล่าว เนื่องจาก BH มองว่า แผนการทำธุรกิจของทั้งสองบริษัทไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีลูกค้าคนละกลุ่ม ดังนั้นเมื่อแผนธุรกิจไม่เอื้อต่อกัน การเทขายหุ้นออกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ขณะที่ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปในระดับที่น่าพอใจด้วย

*** บิ๊ก KH ไม่สน BH เทขายหุ้น ยันไม่กระทบการบริหาร มั่นใจเดินหน้าธุรกิจต่อได้

          นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (KH) ผู้บริหารกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กล่าวกับ eFinanceThai.com ว่า การที่บมจ. โรง
พยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ขายหุ้น ในสัดส่วนเกือบ 25 % ให้กับกองทุนต่างประเทศ เนื่องจากการถือหุ้นในกลุ่มรพ.เกษมราษฎร์ไม่ได้เกื้อหนุนกิจการซึ่งกันและกันนั้น มองว่า เรื่องดังกล่าวจะ
ไม่ส่งผลกระทบกับการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทั้งนี้ KH ยังสามารถเดินหน้าธุรกิจของกลุ่มได้ต่อเนื่อง ไม่
มีปัญหาใด ๆ
        'เรื่องนี้เล็กน้อยมาก เป็นเรื่องเทคนิคการทำธุรกิจ เราก็สามารถเดินหน้าธุรกิจของเราได้ต่อ ไม่มีผลกระทบอะไรทั้งสิ้น น่าจะทำให้หุ้น KH ที่ซื้อขายในตลาด
หลักทรัพย์ฯมีสภาพคล่องมากขึ้นด้วย'นพ.เฉลิม
         นพ.เฉลิมกล่วด้วยว่าคาดว่ากำไรสุทธิในปีนี้เพิ่มขึ้นมากจากปีก่อน ตามการเติบโตของรายได้ ที่คาดว่า จะเติบโตในอัตราที่ดี จากจำนวนผู้ใช้บริการโรงพยาบาล
ในเครือเกษมราษฏร์ที่คาดว่าจะมากขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนระบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ประกันตน หรือประกันสังคม ทำให้โรงพยาบาลมีรายได้จากส่วนนี้เพิ่ม
         นอกจากนี้ ยังจะเริ่มรับรู้รายได้จากการเปิดโรงพยาบาลใหม่ ตั้งอยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แบรนด์"The World Medical Center" ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้สูง
โดยมีแผนเปิดให้บริการในเดือนต.ค.นี้ ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 2/55 นี้ คาดว่าทั้งรายได้และกำไรสุทธิจะดีกว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา และดีกว่างวดเดียวกันปีก่อน
        อย่างไรก็ตามในวันนี้ KH ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ครอบครัวหาญพาณิชย์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1เช่นเดิม และบริษัทยังคงมีนโยบายการบริหารและดำเนินงานตามเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแต่อย่างใด

***ASP คาด BH ขายหุ้น KH ออกไป เพราะไม่ช่วยให้มี Synergy ที่ก่อประโยชน์เพื่อขึ้นแก่ BH
      ด้านฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่าการที่ BH ขายหุ้น KH ออกไป เพราะฐานลูกค้าและการบริหารงานที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้การถือหุ้นและเป็นพันธมิตร
กับ KH ไม่ช่วยให้มี Synergy ที่ก่อประโยชน์เพื่อขึ้นแก่ BH ในทางตรงกันข้าม การขายหุ้น KH ออกไป นอกจากจะทำให้ BH รับรู้กำไรได้ทันทีแล้ว BH สามารถนำเงินสดดังกล่าว ไปขยายการให้บริการในส่วนของตนเองได้ และใช้ในการซื้อหรือสร้างรพ. แห่งที่ 2 ในเขตกรุงเทพฯได้ตามแผนที่วางไว้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินกู้ยืมเพียงอย่างเดียว และแม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันของ BH ได้ปรับตัวขึ้นมาจนเกินมูลค่าพื้นฐานหุ้นค่อนข้างมาก จนคิดเป็น Expected PER ปี 2555 ที่ 28 เท่า
อย่างไรก็ตามด้วยผลประกอบการที่โดดเด่น จากผู้ป่วยต่างชาติในงวดไตรมาส 2/2555 ที่ยังทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับงวด ไตรมาส 1/2555 ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยมีแนวโน้มปรับเพิ่ม
ประมาณและ Fair Value ของ BH หลังประกาศงบงวดไตรมาส 2/2555 จึงคงคำแนะนำถือ ขณะที่คงคำแนะนำขายหุ้น KH (FV@B7.80)
เนื่องจากการเติบโตในปี 2555 เกิดจากการปรับเปลี่ยนวิธีคิดอัตราเหมาจ่ายของผู้ป่วยโครงการประกันสังคม ขณะที่ KH ยังไม่ประสบความสำเร็จในการขยายฐานรายได้กลุ่มผู้
ป่วยเงินสด อีกทั้งการเปิดโรงพยาบาลระดับบน The World Medical Center แจ้งวัฒนะในปลายปีนี้ ยังเผชิญความเสี่ยง เพราะจับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเงินสดระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตนเองไม่
ถนัด

*** บล.บัวหลวง แนะเก็งกำไร BH มอง ขายหุ้น KH ส่งผลให้กำไร Q3/55 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

        ฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวง ประเมินว่า จากกรณีที่ BH ขายหุ้น KH ออก คาดรับรู้กำไรพิเศษสุทธิ 676ล้านบาทไตรมาส3/55 เนื่องจากBH มีต้นทุน KH ในราคา 7.39
บาทต่อหุ้น ณ สิ้นเดือนมี.ค.2555 (โดยราคาซื้อเริ่มต้นที่ 8.5บาทต่อหุ้น แต่เนื่องจากได้รับรู้กำไรจากหุ้นและเงินปันผลในอดีต) ดังนั้นประมาณการกำไรสุทธิจากการขายหุ้น 676ล้านบาท
(0.93บาทต่อหุ้น) ซึ่งจะรับรู้ในไตรมาส3/55 ทั้งนี้นอกจากคาดว่า BHจะรายงานกำไรหลักไตรมาส3/55 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (อย่างน้อย 580ล้านบาท) กำไรสุทธิปีนี้จะสูงเป็นประวัติการณ์อีก
ด้วยประมาณ 1.3พันล้านบาท
           ทั้งนี้ คาดเงินสดสุทธิจากการขายจะอยู่ที่ 3.5พันล้านบาท (หลังหักภาษี) ทำให้คาดบริษัทจะรายงานสถานะทางการเงินเป็นเงินสดสุทธิ ณ สิ้นเดือนก.ย.
ถือเป็นฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นประวัติการณ์
       อย่างไรก็ดีคาดว่าบริษัทกำลังพิจารณาในการซื้อกิจการเพิ่มเติมหรือลงทุนใหม่ (หลายข้อเสนอมีความเป็นไปได้และกำลังเจรจา) โดยคาดว่าบริษัทสำรองเงินเพื่อขยาย
ความสามารถในการรองรับบริการทั้งจากซื้อโรงพยาบาลอื่นเพิ่มเติมและสร้างใหม่โดยบริษัท โดยหากประมาณการจาก BH มีเงินสดสุทธิอยู่ 3.5พันล้านบาทหลังจากการขายKH BH
สามารถขยายความสามารถในการรองรับผู้ป่วยได้อีกถึงประมาณ 40% อิงกับต้นทุนประมาณการที่ 10ล้านบาทต่อเตียง
บริษัทอาจจะพิจารณาในการซื้อแปลงที่ดินที่ถนนเพชรบุรี มากกว่าเดิม (จาก 4ไร่มาอยู่ที่ 5ไร่) เพื่อเปลี่ยนแปลงแผนงานเป็นการสร้างโรงพยาบาลใหม่แทนที่จะเป็นเพียงตึกสำหรับหน่วย
งานสนับสนุน (หน่วยงานบริหารจัดการองค์กร, การเงินและหอพักสำหรับพยาบาล)
        ทั้งนี้การขายหุ้นนี้มีผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้น เนื่องจากกำไรสุทธิและเงินสดรับที่สูง โดยยังคงชอบ BH และ ยังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร จะมีการปรับเป้าหมายการลงทุนไป
ยังสิ้นปี2556 ในเร็วๆนี้ โดยทั้งนี้ PER ของ BH ปี2556 อยู่ที่ 25.2เท่า ซึ่งเท่ากับ BGH


*** บล.เกียรตินาคิน ให้น้ำหนักกลุ่มการแพทย์เท่าตลาด มองแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งแรก

        ฝ่ายวิจัย บล.เกียรตินาคิน ยังคงให้น้ำหนักกลุ่มการแพทย์ “เท่าตลาด” โดยแนวโน้ม Q2/55 คาดว่ากำไรของทั้ง 3 โรงพยาบาลที่ศึกษา (BGH-BH-KH) จะอ่อนตัวลงจาก Q1/55 ตามปัจจัยฤดูกาล และมีผลกระทบค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการปรับขึ้นค่าแรง ขณะที่ครึ่งปีหลัง 55 คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มนี้จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก แนะนำ “ซื้อ” KH (มูลค่าเหมาะสม 9.30 บาท) คาดว่า Q2/55 จะมีกำไรลดลง Q-O-Q น้อยสุดในกลุ่ม มองว่าการอ่อนตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสลงทุน ส่วน BGH และ BH คาดว่ากำไรจากธุรกิจปกติปีนี้จะเติบโตอันดับ 1 และ 2 แต่มองว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกนี้แล้ว ประกอบกับรา คาปัจจุบันของ BGH และ BH ซื้อขาย PE ปี 55 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ 3 โรงพยาบาลที่ 27 เท่า เนื่องจาก BGH และ BH มีประเด็นควบกิจการหนุนราคาหุ้น
       ส่วนกรณีโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ขายหุ้นทั้งหมดในโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (KH) ที่ถือทั้งหมดสัดส่วน 24.99% ให้กลุ่มทุนต่างชาติในราคาหุ้นละ 9.15 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด ทั้งนี้การเสนอขายหุ้น KH ทั้งหมด เนื่องจาก BH เห็นว่าการถือหุ้นใน KH ไม่ได้เกื้อหนุนกิจการซึ่งกันและกัน จากฐานลูกค้าแตกต่างกัน ซึ่งเดิม BH คาดหวังว่าจะใช้ KH เป็นเครือข่ายในการรุกลูกค้าในประเทศ แต่ด้วยโครงสร้างฐานลูกค้าต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงตัดสินใจขายออก อีกทั้งราคาที่เสนอขายสูงกว่าต้นทุนที่ซื้อ KH เมื่อเดือน มี.ค.54
       ทั้งนี้มองว่าKH กระทบเชิง Sentiment จากราคาขายต่ำกว่าราคาตลาด ราคาขายหุ้น KH ที่ discount ราคาปิดตลาดราว 7% จะส่งผลเชิง Sentiment ลบต่อราคาหุ้น KH ขณะที่มองว่าจะไม่กระทบปัจจัยพื้นฐาน KH ที่ยังมีศักยภาพการเติบโตของกำไรสุทธิปี 55-56 (CAGR) เฉลี่ย 19% ต่อปี จากกลุ่มลูกค้าประกันสังคม และกลุ่มลูกค้าเงินสด รวมทั้งมีจุดแข็งด้านบริการ Social manage care และมีศูนย์รับผู้ป่วยส่งต่อในโครงการประกันสังคมจากโรงพยาบาลอื่นๆ ทำให้มีโอกาสเพิ่มลูกค้าประกันสังคม
      คาดว่า BH จะมีกำไรจากขายหุ้น KH ราว 324 ล้านบาท BH ซื้อหุ้น KH สัดส่วน 24.99% เมื่อเดือน มี.ค.54 ด้วยต้นทุนที่ราคาหุ้นละ 8.50 บาท หาก BH ขายหุ้น KH ทั้งหมดราว 498.75 ล้านหุ้น สัดส่วน 24.99% ที่ราคา 9.15 บาท คาดว่า BH จะมีกำไรจากการขายหุ้น KH ประมาณ 324 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.44 บาท

***วงการมอง แนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลระยะยาว ยังดี

        ด้านนักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การขายหุ้น KH ออกมาในรายการบิ๊กล็อต ส่วนหนึ่งอาจทำให้เกิดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของ KH และส่งผลทำให้ให้มีแรงขายผสมออกมา ซึ่งเชื่อว่าส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยรวมของกลุ่มด้วย อย่างไรก็ตามมองแนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลในระยะยาวยังขยายตัวได้ดี จากจำนวนผู้ใช้บริการที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยจากต่างชาติ และราคาค่าบริการที่อยู่ในระดับสูงซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการ

***KGI เชียร์ซื้อ BH ให้ราคาเป้าหมาย 80 บาท

      บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า ตั้งแต่ BH เข้าไปถือหุ้นใน KH ตั้งแต่ต้นปี 2011 ยังไม่มีการร่วมมือใดๆออกมาจากทั้งสองบริษัท นอกจากนี้ BH ก็มีแผนที่จะสร้างโรงพยาบาลใหม่ของตนเองอยู่แล้ว ทั้งนี้การขายหุ้นดังกล่ว จะได้กำไรจากการขายหุ้นในครั้งนี้ราว 1 พันล้านบาท แต่ผลในระยะยาวก็จะทำให้กำไร BH หายไปปีละ 250 ล้านบาท หรือคิดเป็น10% ของกำไร BH เรายังชอบ BH เนื่องจากเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการที่คนไข้ต่างชาติกลับมาBoom อีกครั้ง แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 80 บาท



*** อนึ่งสำหรับแผนงานร่วมกันของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ที่ประกาศร่วมกันหลังร่วมกันเป็นพันธมิตรว่า จะใช้แบรนด์บำรุงราษฎร์ รุกขยายไปตลาดบนและต่างประเทศ ส่วนแบรนด์เกษมราษฎร์ จะเจาะตลาดกลางและล่าง และมีแผนที่จะขยายตลาดโปรเจกต์ใหม่ที่ลงทุนในอนาคตร่วมกันด้วย

*** โครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) (BH) และ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) (KH) ***

        รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุถึง10 ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (KH) ณ วันที่ 11 พ.ค. 55 ดังนี้

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่                                                                                            จำนวนหุ้น (หุ้น)                           % หุ้น

1. นายเฉลิม หาญพาณิชย์                                                                                 651,000,000                         32.63

2. บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)                                            498,748,800                         25.00

3. นางสมพร หาญพาณิชย์                                                                                147,000,000                          7.37

4. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด                                                                           102,971,550                         5.16

5. น.ส.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์                                                                              60,200,000                        3.02

6. น.ส.พรสุดา หาญพาณิชย์                                                                               54,655,500                          2.74

7. นายกันตพร หาญพาณิชย์                                                                               53,572,700                         2.69

8. THE BANK OF NEW YORK MELLON-CGT TAXABLE            42,500,000                        2.13

9. CHASE NOMINEES LIMITED                                                          33,854,240                        1.70

10. บริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน)                                                                     29,176,440                       1.46



         ส่วน10 ลำดับ ผู้ถือหุ้นใหญ่ (BH ) ณ วันที่ 15 มี.ค. 55 มีดังนี้

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่                                                                                                จำนวนหุ้น (หุ้น)                  % หุ้น



1. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)                                                   148,027,600                     20.32

2. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)                                                      106,680,417                     14.65

3. บริษัท บริหารสินทรัพย์ทวี จำกัด                                                                     63,258,514                       8.68

4. UOB KAY HIAN (HONG KONG) LIMITED - Client Account       60,413,690                      8.29

5. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด                                                                             32,212,617                       4.42

6. บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด                                                                          25,121,875                       3.45

7. BNP PARIBAS SECURITIES SERVICES LUXEMBOURG     18,689,800                      2.57

8. สำนักงานประกันสังคม (2 กรณี)                                                                       15,098,500                     2.07

9. GOVERNMENT OF SINGAPORE INVESTMENT CORPORATION C 14,779,200    2.03

10. บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)                                                     12,256,900                     1.68




ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย