Hot News

                  

Hot News

 

 
 

         

                               
        

  
    หุ้นรับเหมา ความเร็วสูง
โบรกฯ ชู STEC เด่นสุด เป้าหมาย 28 บ.


         

 

        

     
 หุ้นรับเหมา ดี๊ด๊าหลังรัฐฯ เดินหน้าเจรจารถไฟความเร็วสูงกับจีน คาดได้เห็นสายแรก กรุงเทพฯ -ภาชี เป็นสายนำร่อง ระยะทาง 54 กม. คาดเริ่มประมูลปีหน้า โบรกฯมอง STEC - CK มีความพร้อม- ศักยภาพในการแข่งขันมากที่สุด ให้ STEC เป็น Toppick มองราคาเป้าหมาย 28 บาท พร้อมยกกลุ่มรับเหมาเหนือตลาด เชื่อมั่น หากรถไฟความเร็วสูง เกิดจริง จะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ , ค้าปลีก และโรงแรม ให้โตตาม แต่เตือนกลุ่มสายการบินอาจมีผลกระทบ เพราะลูกค้าแห่ไปนั่งรถไฟกันหมด

      หุ้นรับเหมาก่อสร้างไทย กอดคอกันเขียวถ้วนหน้า หลังรับข่าวใหญ่ที่รัฐบาลไทย เดินหน้าเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูงกับจีน โดยล่าสุดจีนได้นำผลการศึกษารถไฟ ความเร็วสูง มาเสนอกับทางกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย 2 เส้นทางหลัก คือ เส้นทาง กรุงเทพ-เชียงใหม่ (680 กม.) เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย (615 กม.) ทำให้หลายฝ่ายเริ่ม คาดการณ์กันว่า หากโครงการรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นจริง จะเป็นการแย่งประมูลกันของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทยทั้ง 3 เจ้า อย่าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ,บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)หรือ ITD
      โดยราคาหุ้นของ STEC ปิดการซื้อขายที่ 25.75 บาท ปรับตัวขึ้น 0.75 บาท หรือ 3%มูลค่าการซื้อขาย 197.60 ล้านบาท
       CK ปิดการซื้อขายที่ 11.40บาท ปรับตัวขึ้น 1.00บาท หรือ 9.62%มูลค่าการซื้อขาย 1,039.49 ล้านบาท
         ITD ปิดการซื้อขายที่ 4.08บาท ปรับตัวขึ้น 0.08 บาท หรือ 2%มูลค่าการซื้อขาย 723.84ล้านบาท

*** นำร่อง กรุงเทพฯ-ภาชี เปิดประมูลปี 2556
               นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยหลังการประชุมความร่วมมือรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ระหว่างไทย-จีน (Joint Steering Committee:JSC) ครั้งที่ 2 ว่า จีนได้นำผลการศึกษารถไฟความเร็วสูง มาเสนอกับทางกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย 2 เส้นทางหลัก คือ
            -เส้นทาง กรุงเทพ-เชียงใหม่ (680 กม.) กำหนด 2 แนวทางคือ วิ่งด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชม. และแนวทางที่สอง วิ่งด้วยความเร็ว 300 กม./ชม. โดยจะใช้งบ ประมาณในการดำเนินโครงการประมาณ 3 แสนล้าน ค่าโดยสารอยู่ที่กม.ละ 2.5 บาทต่อคน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง และ 2. ความเร็วรถไฟสูงสุดที่ 250 กม.ต่อชั่วโมง เงินลงทุนต่ำกว่าทางเลือกแรก ประมาณ 7-9% หรือประมาณ 2.79-2.73 แสนล้านบาท ค่าโดยสารอยู่ที่กม.ละ 2.1 บาทต่อคน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที นอก จากนี้ผลการศึกษายัง พบว่าความเร็วที่ 300 กม.ต่อชั่วโมงมีความคุ้มค่ามากกว่า เนื่องจากเก็บค่าโดยสารได้เพิ่มขึ้น 20% ขณะที่ใช้เงินลงทุนเพิ่มเพียง 9%
              -เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย (615 กม.) กำหนดให้วิ่งด้วยความเร็ว 250 กม./ชม.งบประมาณเกือบ 2 แสนล้าน คิดค่าบริการต่อ 1 เที่ยว 1,537 บาท ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง มีค่าโดยสารประมาณ 2.1 บาท ต่อกม.ต่อคน เนื่องจากจะใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าด้วย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูงถึง 300 กม.ต่อชั่วโมง
        เบื้องต้น ทางจีนเสนอให้ไทยก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกก่อนคือเส้นทางจาก กรุงเทพ — ภาชี(อยุธยา) รวมระยะทาง 54 กิโลเมตร เพื่อเป็นโครงการนำ ร่องก่อนเพื่อทดสอบระบบและจะใช้รองรับการจัดงานไทยแลนด์ เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทาง ประมาณ 10 นาที คิดค่าบริการที่ 135 บาท โดยคาดว่าจะมีการ ประมูลราคาผู้รับเหมาในในไตรมาสที่ 3 ปี 2556
นอกจากนั้น ผู้แทนจีนยังเสนอให้ไทยเตรียมความพร้อมของสถานีบางซื่อรองรับรถไฟความเร็วสูงด้วย ซึ่งต้องขยายพื้นที่ชานชาลา เนื่องจากที่ออกแบบไว้เดิมมีพื้นที่น้อย

*
** โบรกฯ ให้หุ้นรับเหมาฯ 'เหนือกว่าตลาด'
             บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า จีนสรุปผลศึกษาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยสายกรุงเทพฯ-ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสายนำร่อง ภายใต้การศึกษาของจีน ได้ เสนอให้ประเทศไทยก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 677 กม. วงเงินก่อสร้าง 3 แสนล้านบาท และกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กม. วงเงินก่อสร้าง 2.98 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การก่อสร้างสายกรุงเทพฯ-ภาชี (ภายใต้กรุงเทพฯ-เชียงใหม่) จะเป็นสายนำร่องเพื่อใช้รองรับการจัดงานไทยแลนด์ เวิลด์ เอ๊กซ์โป ในปี 2563 เราประเมินประเด็นข่าวดังกล่าว จะช่วยหนุนภาพการลงทุนในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและทำให้มูลค่าการก่อสร้างรวมในอนาคตยังอยู่สูงกว่า 9 แสนล้านบาทต่อปี ด้วยแนวโน้ม อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้เรายังคงน้ำหนักการลงทุนที่ “เหนือกว่าตลาด” โดยมี บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม (ราคาเป้าหมาย 28 บาท)

*** คันทรี่กรุ๊ป เตรียมปรับราคาเป้าหมายใหม่ทั้ง 3 ตัว
              นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป เปิดเผยว่า จากกรณีที่ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงระหว่างการซื้อขายวันนี้ ในเบื้องต้นคง มาจากกรณีที่ประเทศจีนได้สรุปผลการศึกษาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงให้กับประเทศไทย 2 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-หนองคาย รวมมูลค่าการก่อสร้าง กว่า 5 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในปี 2556 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ใหญ่เชิงบวก ส่งผลต่ออุตสาหกรรมธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของไทย ทำให้หุ้นรับเหมาขนาด ใหญ่ทั้ง 3 ตัว ได้แก่ ITD CK และ STEC และหุ้นรับเหมาตัวอื่นๆ ราคาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นรับกับประเด็นบวกดังกล่าว
            อย่างไรก็ตาม มองแนวโน้มอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในปีหน้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีงานในมือที่เข้ามามาก เพื่อรอทยอยบันทึกรับรู้เป็นรายได้ และยัง มีการประมูลรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมไปถึงงบประมาณการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่จะเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นในช่วงปีหน้า
            ทั้งนี้ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ขณะนี้ได้อยู่ระหว่างการทบทวนราคาพื้นฐานใหม่ ทั้งหุ้น STEC CK และ ITD เนื่องจากขณะนี้ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินกว่าราคาพื้น ฐานที่ได้ประเมินไว้แล้วก่อนหน้านี้ โดยหุ้นกลุ่มรับเหมาที่น่าลงทุน ได้แก่ CK เพราะราคายังไม่สูงมากนักหากเทียบกับหุ้นรับเหมาตัวอื่นๆ เช่น STEC โดยจะมีประเด็นสนับสนุนจาก โครงการไซยะบุรี รถไฟฟ้า และทางด่วน ส่วน STEC แม้ว่าผลประกอบการจะเติบโตได้ดีแต่ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาสูง ส่วน ITD ผลประกอบการยังไม่ค่อยดี แต่หากสามารถลงทุน ระยะยาวได้ก็จะมีประเด็นบวกจากงานที่ทวาย โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2557
พร้อมกันนี้ ปัจจุบันราคาพื้นฐานของหุ้น STEC อยู่ที่ 25 บาท CK อยู่ที่ 10.80 บาท และ ITD อยู่ที่ 4.38 บาท

*** ชี้ STEC - CK มีความพร้อมมากที่สุด
         บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า ผลประกอบการ 3Q12 ของรายใหญ่ล้วนดีขึ้นผลประกอบการของ STEC เติบโตต่อเนื่องโดยที่กำไรสุทธิ 3Q55เติบโต 11%YoY และ 16%QoQ เป็นไปตามการรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 35%YoY และ 31%QoQ ในขณะที่ผลประกอบการจากธุรกิจหลักที่ผันผวนของ CK เริ่มกลับมาเป็นกำไรอีกครั้งใน 3Q55ที่ 53 ล้านบาทพลิกจากธุรกิจหลักที่ขาดทุนใน 3Q54 และ 2Q55 เป็นผลจากความคืบหน้าของงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เร่งตัวขึ้นได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีใน ลาว, รถไฟฟ้าสายสีม่วง (สัญญา 1),และโรงไฟฟ้า SPP ระบบ Co-generation ขนาด 120 เมกะวัตต์ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ส่วน ITD ที่ขาดทุนมาโดยตลอดเริ่มแสดงผล ขาดทุนลดลงใน 3Q55 เหลือ 13 ล้านบาทเข้าใกล้ผลประกอบการที่เป็นกำไร
เราคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะดีขึ้นในปี 56 STEC จะเติบโตต่อเนื่องในปี 55-56 ในขณะที่ CK และITD จะพลิกฟื้นผลประกอบ การมาเป็นกำไรหรืออย่างน้อยจะเป็นผลประกอบการที่ขาดทุนลดลง ผลจากรายได้หลักที่มีแนวโน้มเติบโตจากปี 55 จากความคืบหน้าของงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่รับงาน มาก่อนหน้านี้โดยเฉพาะกลุ่มเส้นทางรถไฟฟ้าจะเร่งตัวขึ้นให้เสร็จทันกำหนดและการรับงานใหม่จากภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้นในปี 56
           ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด”เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเนื่องจาก 1) เงินลงทุนในอุตสาหกรรมรับเหมาฯที่เกี่ยวข้องกับงานภาครัฐจะเพิ่มขึ้นอย่าง ชัดเจนตั้งแต่ปี 56,2) ผู้ประกอบการรายใหญ่มีโอกาสในการเลือกเฟ้นงานเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ 3) ผลประกอบการของรายใหญ่ทุกรายจะปรับ ตัวดีขึ้นในปี 56 หุ้น Top pick คือ STEC (ซื้อ/มูลค่าพื้นฐานปี 56 เท่ากับ 28 บาท) เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมในการประมูลงานภาครัฐมากที่สุด
        ขณะที่นายชาตรี ศรีสมัยเจริญ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เปิดเผยถึง กรณีที่ประเทศจีนมีความสนใจลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงในไทย ว่าเรื่องดัง กล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ นอกเหนือจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ และการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นงานเดิมที่มีอยู่ ดังนั้น ข่าวนี้จะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนหุ้น ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้ทุกตัว
" เดิมเรามีแค่รถไฟฟ้าหลากสี กับเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นงานเดิมที่รับงานจากภาครัฐ ซึ่งหากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงจริง จะส่งผลบวกกับบริษัทขนาด ใหญ่ที่มีความสามารถในการรับงานดังกล่าว ทั้ง CK, STEC และ ITD เพราะมูลค่างานสูงมาก ถ้ามีงานนี้เกิดขึ้นจริงก็น่าจะกระจายไปที่ 3 บริษัทนี้" นายชาตรี กล่าว
          อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 จะเป็นที่บริษัทฯ ในกลุ่มรับเหมาฯ มีการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง เนื่องจากในปีหน้าจะมีงานประมูลจากภาครัฐเข้ามามากขึ้นจากปีนี้ โดยบริษัทฯ มองว่า STEC เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมองว่า STEC เป็นบริษัทฯ ที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ส่วนต่อขยายบีทีเอส ( หมอชิต - สะพานใหม่), งานก่อสร้างรถไฟฟ้ารางคู่, งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า IPP และ SPP เป็นต้น
         ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินราคาพื้นฐานของ STEC ปี 2556 ใหม่ที่ 28 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวยังไม่รวมข่าวดีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างกรณีการก่อสร้างรถไฟ ความเร็วสูง 2 เส้นทาง


*** เชื่อรถไฟความเร็วสูงจะหนุนภาคอสังหาฯ ค้าปลีก โรงแรม

          ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่แนวรถไฟความเร็วสูง จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากรถไฟ ความเร็วสูงสามารถสร้างความเจริญ ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมหาศาล ดังเช่นรถไฟ Shinkansen ของญี่ปุ่น สาย Kyushu ที่วิ่ง จาก Hakata – Kagoshima – Chuo หลังจากเริ่มให้บริการตลอดเส้นทางในเดือนมีนาคม 2011 ทำให้มีนักท่องเที่ยวใน Kagoshima เพิ่มขึ้นถึง 24.5% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้มี เงินสะพัดมากถึง 460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเกิดการย้ายถิ่นฐานและแรงงาน เช่น ปรากฏการณ์ Paris-on-Thames ที่คนฝรั่งเศสก่อร่างสร้างตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในกรุง London หลังจากที่มีรถไฟ Eurostar ระหว่าง London – Paris ดังนั้น จังหวัดที่เป็นสถานีหลักของเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เช่น อยุธยา นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ การเติบโตมีแนวโน้มสูงมากขึ้นในอนาคต จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าไปทำธุรกิจในพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ โดยธุรกิจที่มีศักยภาพได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าส่งค้าปลีก โลจิ สติกส์ รถเช่า โรงแรม และร้านอาหาร เพื่อรองรับการท่องเที่ยว การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว
ผู้ประกอบการมองลู่ทางธุรกิจบนเส้นทางรถไฟความเร็วสูง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีสถานีรถไฟความเร็วสูงตั้งอยู่ จะมีนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และแรงงานหลั่งไหลเข้ามา เป็นจำนวนมาก เกิดการขยายตัวของเมือง และการเติบโตของการบริโภค และเศรษฐกิจในพื้นที่ จึงเป็นโอกาสที่จะจับจองพื้นที่ทางธุรกิจแต่เนิ่นๆ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการท่องเที่ยว ของที่ระลึก โรงแรม รถเช่า ในจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยว เช่น อยุธยา เชียงใหม่ ธุรกิจโลจิสติกส์ในพิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดตัดของเส้นทาง เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก เชื่อมไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง ธุรกิจรถบรรทุกขนส่งระหว่างสถานีรถไฟความเร็วสูง กับสนามบิน และท่าเรือ

*** เตือนสายการบินจะอ่วม เพราะโดนแย่งลูกค้า
            นอกจากนี้ ทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองว่าหากรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นจริง ธุรกิจสายการบินจะถูกผลกระทบมาก เนื่องจาก เสียส่วนแบ่งการตลาด ปริมาณผู้โดยสารเครื่องบินมีแนวโน้มลดลงอย่างมากในเส้นทางที่มีรถไฟความเร็วสูงไปถึง โดยเฉพาะเส้นทางการบินระยะใกล้ (short haul) ไม่เกิน 800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ผู้โดยสารมีแนวโน้มจะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางระหว่างเครื่องบินและรถไฟความเร็วสูง ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น เส้นทาง Madrid-Seville ของเสปน ระยะทาง 540 กิโลเมตร ผู้โดยสารเครื่องบินต่อรถไฟ ก่อนที่จะมีรถไฟความเร็วสูงบนเส้นทางนี้ มีสัดส่วน 71%:29% และเปลี่ยนเป็น 11%:89% หลังจากที่รถไฟความ เร็วสูงเปิดให้บริการ เป็นต้น สายการบินต่างๆจึงต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เช่น ลดความถี่ของเที่ยวบิน และลดขนาดเครื่องบินในเส้นทางหลักของยุโรป เช่น London – Paris, London – Brussels, Barcelona – Madrid, Paris – Lyons ส่วนใต้หวัน เส้นทาง Taipei – Kaohsiung จำนวนเที่ยวบินลดลง 50% ภายใน 3 ปีหลังจากเริ่มมีรถไฟความเร็วสูง ในจีน สายการบินต้องลดค่าโดยสารลงถึง 80% ในเส้นทาง Guangzhou - Changsha หลังจากที่รถไฟความเร็วสูงเปิดให้บริการ ทั้งนี้ คาดว่าธุรกิจการบินของจีนจะมีรายได้ลดลง 3-4% หรือ 1.5 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2012 จากการลดจำนวนเที่ยวบินและค่าโดยสารอันเนื่องมาจากรถไฟความเร็วสูง
         ดังนั้น สายการบินเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยง เช่น ลดจำนวนเที่ยวบิน ลดราคาค่าโดยสาร หรือจัดโปรโมชั่นแพคเกจทัวร์ร่วมกับบริษัทท่องเที่ยว ในเส้นทางที่ซ้ำ ซ้อนกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อดึงดูดลูกค้าและรักษาส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ อาจขยายเส้นทางการบินไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่มีระยะทางไกล (long haul) มากขึ้น รวมถึงขยายเส้นทางการบินจากจังหวัดหลักที่มีสถานีรถไฟความเร็วสูง ไปยังเมืองศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญในต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งทางรางเข้ากับ ทางอากาศ ทำให้มีการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal transport)