Hot News

                  

Hot News

 

 
 

         

                               
 

     
ส่องกล้อง 5 หุ้น IPO โค้งสุดท้ายปีนี้
     * กูรู ชี้ น้องใหม่สดใส รับ SET Index แรงท้ายปี

      เซียนหุ้น ชี้หุ้น IPO ครึ่งปีหลังสดใสตามตลาดฯ หลังดัชนีฯ (7 ก.ย.2555 ) ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบเกือบ 16 ปี HOTPOT ฟันธงเทรดในmai 18 ก.ย.นี้ หุ้นเด้งแน่ รับพื้นฐานแจ่ม มั่นใจนลท.ตอบรับตรึมเหตุเป็นหุ้น Domestic Plays ฟาก FPI ยันพื้นฐานบริษัทฯแกร่งตามอุตฯยานยนต์ ตั้งเป้ารายได้โตปีละ 20% ขณะที่บิ๊ก PPS ลั่นเข้าตลาดฯไม่ขายหุ้นฟันกำไร ยันนำเงินลงทุนเพิ่ม ส่วน WHA คาดรายได้ปีนี้โตกว่า 33%หรือแตะ1.5 พันลบ.ด้าน PTG ระบุ ระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ คาดกำไรปีนี้โตกว่าปีก่อน


      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (7 ก.ย.2555 ) ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบเกือบ 16 ปี นับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2539 ที่ SET Index เคยยืนเหนือระดับ 1,250 จุด โดยเปิดตลาดฯ ดัชนีฯ อยู่ที่ 1254.13 จุด เพิ่มขึ้น 10.21 จุด หรือ 0.82 % มูลค่าการซื้อขาย 1739.36 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีฯสูงสุดที่ระดับ 1,255.89 จุด ก่อนปิดตลาดฯที่ระดับ 1246.10 จุด เพิ่มขึ้น 2.18 จุด หรือ 0.18% มูลค่าการซื้อขาย 34,654.58 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าบริษัทหลายแห่งยังตัดสินใจเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะเหตุผลเพื่อขยายกิจการหรืออื่นใดก็ตาม แต่การเข้าระดมทุมท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ จึงเป็นอะไรที่ท้าทายและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหุ้น IPOที่คาดว่าจะขายให้กับประชาชนทั่วไปและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ช่วงที่เหลือของปีนี้ ประกอบด้วย HOTPOTที่เตรียมเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 7 และ 10-11 ก.ย.นี้ ที่ราคา 2.80 บาท/หุ้น ก่อนจะนำเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 18 ก.ย.2555 ด้าน FPI เคาะหุ้นละ 3.50 บาท เปิดจองซื้อ 10-12 ก.ย. ก่อนลงสนามเทรดใน mai วันที่ 20 ก.ย.ส่วน WHA- PPS- PTG คาดเข้าเทรดในmai ภายในปีนี้

*โบรกฯ ชี้หุ้น IPOครึ่งปีหลังสดใส ตามตลาดฯสิ้นปีคาดแตะ 1,270 จุด

      นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้บริหารสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ประเมินว่า แนวโน้มตลาดไอพีโอในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่สดใส ตามแนวโน้มตลาดหุ้นไทยและปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ การที่ราคาหุ้นไอพีโอจะปรับเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทว่ามีความแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
      อย่างไรก็ตาม หากประเมินในกรอบกว้าง ๆ หุ้นไอพีโอในครึ่งปีหลังอย่างบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI, บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT, บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ PPS และบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ยังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากทั้งหมดมีธุรกิจที่หลากหลาย และมีพื้นฐานค่อนข้างดี แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เข้าซื้อขายด้วย หากเป็นช่วงที่ทิศทางตลาดเป็นขาขึ้นราคาหุ้นก็น่าจะเพิ่มขึ้นได้
        "อย่างแรกที่ต้องพิจารณาว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมีแข็งแกร่งแค่ไหน เติบโตอย่างไร หากข้อแรกดี ก็ต้องดูที่ช่วงเวลาถ้าเข้ามาช่วงตลาดสดใส ยังไงราคาหุ้นก็ดี แต่ถ้าเข้ามาช่วงที่พักฐานก็ลำบากหน่อย แต่จากที่มองปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมที่มีแนวโน้มดีแล้ว ก็น่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นไอพีโอที่เข้าใหม่ด้วย"นายปริญทร์ ระบุ
          ทั้งนี้ ยังประเมินดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,270 จุด ในพื้นฐานค่าพีอีที่ 13 เท่า ซึ่งดัชนีในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นไปแตะระดับดังกล่าวได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ระหว่างการทบทวนเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานในประเทศ หากค่าพีอีปรับขึ้นมายืนที่ 14 เท่าได้ ก็มีแนวโน้มที่จะปรับดัชนีสิ้นปีใหม่อีกครั้ง
      ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กรุงศรี เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในครึ่งปีหลังนี้มีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากมีทั้งแรงหนุนจากการบริโภคภายใน และภาคการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะสามารถรองรับผลกระทบจากภายนอกได้ นอกจากนี้มาตรการภาครัฐฯ ยังสนับสนุนการเติบโต แม้มีความไม่แน่นอนในเรื่องวิกฤตหนี้สินในยุโรป การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างนัยสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่วนการไหลเข้าของเงินทุนน่าจะไม่เกิดขึ้นมากนัก นอกจากจะว่ามีนโยบายทางการเงิน เช่น มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE3 หรือมาตรการปล่อยเงินกู้ระยะยาวเกิดขึ้นอีก
      ทั้งนี้ คาดว่า ดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,187-1,278 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศ ทั้ง ธนาคาร, ชิ้นส่วนรถยนตน์, สื่อสาร และค้าปลีก หุ้นที่เป็น Top Pick ได้แก่ KBANK, TCAP, TISCO, STANLY, SAT และ IHL

*HOTPOT มั่นใจเทรดในmai 18 ก.ย.นี้ หุ้นเด้งแน่

      นางสาวสกุณา บ่ายเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT กล่าวมั่นใจว่า ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ mai ช่วงประมาณวันที่ 18 ก.ย. 2555 จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี และราคาจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทฯ กำหนดราคา PE ไว้ไม่สูงนัก และราคาเสนอขายที่ 2.80 บาท/หุ้น เป็นราคาที่ให้ส่วนลดกับนักลงทุนประมาณ 20% ขณะที่ธุรกิจของบริษัทฯ มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างชัดเจน โดยในปีนี้บริษัทฯ มีเป้าหมายหลักจะผลักดันให้รายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 25-30% จากปี 2554 ที่มีรายได้อยู่ที่ 1,476 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสาขาปีละไม่ต่ำกว่า 20 สาขา ส่วนในปีนี้คาดมีสาขาเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 30 สาขา
      'เท่าที่ทุกฝ่ายประเมินว่าถือเป็นช่วงราคาที่เหมาะสม และตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่ดี โดยเรามั่นใจว่าหุ้นของ HOTPOT จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน โดยนักลงทุนสถาบันมียอดขอจองเข้ามาเกิน 4 เท่า ของสัดส่วนที่แบ่งให้กับนักลงทุนสถาบัน ซึ่งวันที่เทรดก็เชื่อว่าราคาจะปรับขึ้นแน่นอน เพราะเรามีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีการเติบโตของรายได้ สาขา และกำไรที่ดี' นางสาวสกุณา กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังศึกษาแผนเพื่อขยายสาขาไปยังประเทศในอาเซียนเพื่อรองรับการเปิด AEC โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 3 ปี
      ทั้งนี้ HOTPOT ผู้นำธุรกิจอาหารบุฟเฟห์นานาชาติ จะเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 101,984,900 หุ้น โดยเป็นหุ้นในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 61,384,640 หุ้น และของกองทุนออริออส เซ้าท์อีส เอเซีย จำนวน 40,600,262 หุ้น โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 2.80 บาท/หุ้น โดยราคาดังกล่าวถือมีส่วนลดให้กับนักลงทุนในอัตราประมาณ 20% โดยแต่งตั้ง บล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจำหน่าย และรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญที่จะเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก พร้อมกับบล. 4 แห่ง เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ได้แก่ บล.เอเซียพลัส บล.กสิกรไทย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ซึ่งหลังจากนี้จะเปิดเสนอขายหุ้นไอพีโอของบริษัทฯ ให้กับประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 7 และ 10-11 ก.ย. 2555 และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ประมาณ 18 ก.ย. 2555 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า HOTPOT
       โดยภายหลังจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ บริษัทฯ จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 101.5 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 406 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท ซึ่งหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จะลดลงจาก 62.70% เหลือ 53.22% และหุ้นในส่วนของกองทุน ออริออส เซ้าท์อีส เอเซีย จะลดลงจาก 23.33% เหลือ 9.81% เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วไปได้มีโอกาสได้เข้ามาลงทุนหุ้นของบริษัทฯ โดยตรงส่วนเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะนำไปใช้ขยายและปรับปรุงสาขาและเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ

* บัวหลวง มั่นใจนลท.ตอบรับ HOTPOTตรึมเหตุเป็นหุ้น Domestic Plays

      นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ในฐานะผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) ของ บริษัทฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถนำหุ้นของบริษัทฮอทพอทฯ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ได้ในวันที่ 18 กันยายน 2555 ซึ่งจะเป็นช่วงที่ดีในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังสนใจหุ้นในกลุ่ม Domestic Plays หรือหุ้นอุปโภคบริโภคภายในประเทศ โดยฮอทพอทก็เป็นหนึ่งในบริษัทในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน
     ประกอบกับแบรนด์ของ ฮอท พอทยังเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก และผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการซื้อแบรนด์ไดโดมอนเข้ามาจะช่วยให้บริษัทขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นอีกมาก
'ปัจจุบันหุ้นฮอท พอท ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งมีนักลงทุนกลุ่มสถาบันจองแล้วกว่า 4 เท่า จากสัดส่วนการขายให้สถาบันประมาณ 20% ซึ่งคาดว่าหลังการเปิดจองในวันที่ 7 และ 10-11 กันยายนจะได้รับการตอบรับที่ดีจากรายย่อยเช่นกัน' นายพิเชษฐ กล่าว
      นายพิเชษฐ กล่าวต่อไปว่าบริษัทฯ ตั้งเป้ามาร์เก็ตแชร์ปีนี้ไว้ที่ระดับ 5% โดยคาดว่าอาจเป็นไปได้ยากที่จะทำระดับมาร์เก็ตแชร์ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะปัจจุบันบริษัทฯ เน้นที่รายได้มากกว่าที่จะทำให้มาร์เก็ตแชร์เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ประกอบกับบริษัทฯ มีความหลากหลายของนักลงทุนที่ค่อนข้างมาก ซึ่งบริษัทฯ ไม่เน้นเจาะกลุ่มนักกลุ่มเดียวเพื่อให้มาร์เก็ตแชร์เติบโต แต่ทั้งนี้ จุดแข็งของบริษัทฯ คือมีเครื่องมือที่ให้สำหรับนักลงทุนที่ดี เช่น นวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนของบริษัทฯ ประกอบกับการออกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งนี้บริษัทฯ ยังจะพยายามขยายฐานนักลงทุนที่มีคุณภาพให้เพิ่มมากขึ้น

*FPI ดีสเคาท์เอาใจนลท. 34.32% เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.50 บาท

      นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และแกนนำการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น บริษัทฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI) เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาขายหุ้น FPI ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่หุ้นละ 3.50 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 11.77 เท่า อีกทั้งการกำหนดราคาดังกล่าว ยังมีส่วนลด หรือ ดีสเคาท์ให้กับนักลงทุนผู้จองซื้อถึง 34.32% เมื่อเทียบกับค่า P/E ของตลาดหลักทรัพย์ mai ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2555 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ซึ่งอยู่ที่ 17.92 เท่า
      ทั้งนี้ FPI จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปจำนวน 63 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นร้อยละ 21.36 ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ แบ่งเป็นการเสนอขายให้แก่ประชาชนจำนวน 60 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 20.34 และเสนอขายให้แก่กรรมการและพนักงานของบริษัทจำนวน 3 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 1.02 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย
     ประกอบด้วย บล.เคที ซีมิโก้, บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย), บล. โนมูระ พัฒนสิน, บล. เอเชียพลัส และ บล. โอเอส เค (ประเทศไทย) และเตรียมเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2555 ก่อนที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 20 กันยายน 2555 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายคือ FPI
      'ราคาขายหุ้นไอพีโอของ FPI ที่ 3.50 บาทต่อหุ้น ถือว่าเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทางของธุรกิจยานยนต์ที่ยังมีอนาคตสดใส อีกทั้งยังมีดีสเคาท์ให้นักลงทุนประมาณ 34.32 % ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่า หุ้น FPI จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน หลังจากที่ได้เดินทางโรดโชว์มา 3จังหวัด คือ หาดใหญ่ เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ปรากฎว่ามีนักลงทุนสนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลเป็น
จำนวนมาก' นายสมภพกล่าว

* FPI ยันพื้นฐานแกร่งตามอุตฯยานยนต์ ตั้งเป้ารายได้โตปีละ 20%

     นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัทฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI) กล่าวว่าเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้จะนำไปใช้ลงทุนขยายโรงงานและคลังสินค้า ซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม คืนเงินกู้สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยในส่วนของการขยายโรงงานและคลังสินค้า ในปี 2555 จะมีการพัฒนาที่ดินบนพื้นที่ 6,400 ตารางเมตร สร้างเป็นอาคารโรงงาน และปรับปรุงพื้นที่เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักแม่พิมพ์เพิ่มขึ้น พร้อมปรับปรุงโครงหลังคาให้มีความแข็งแรงทนทาน และปี 2556 มีแผนจะสร้างอาคารโรงงานและคลังสินค้าบนพื้นที่ 4,000 ตารางเมตรและคลังสินค้าบนพื้นที่ 8,000 ตารางเมตร 3 ชั้น (24,000 ตารางเมตร) รวมแล้วจะทำให้มีพื้นที่จัดเก็บสินค้าเพิ่มมากขึ้นจาก 48,000 ตารางเมตร เป็น 72,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 50
ในด้านของการเพิ่มกำลังการผลิต FPI มีแผนที่จะซื้อเครื่องฉีดจำนวน 5 เครื่อง โดยแบ่งเป็นเครื่องฉีดกลุ่มกันชนขนาด 2,000 ตัน จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตในกลุ่มกันชนเพิ่มขึ้นจากปี 2554 จำนวน 76 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 โดยเพิ่มจาก 200 ตันต่อเดือน เป็น 276 ตันต่อเดือน และซื้อเครื่องฉีดกลุ่มกระจังหน้าขนาด 600-1,000 ตัน จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2555 จำนวน 72 ตันต่อเดือนหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 โดยเพิ่มจาก 193 ตันต่อเดือน เป็น 265 ตันต่อเดือน นอกจากนี้จะมีการลงทุนในสายการผลิตชุบ เพื่อติดตั้งระบบระบายอากาศ เพื่อลดปัญหาฝุ่นในกระบวนการผลิตที่ส่งผลต่อคุณภาพสินค้าและปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลงทุนในเครื่องมือวัด เพื่อตรวจวัดคุณภาพของผลิตภัณฑ์(CMM)จำนวน 1 เครื่อง
          นายสมพล กล่าวอีกว่า FPI ถือว่าเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้นำในธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ทดแทน ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้ากว่า 110 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของผู้บริหาร ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ของ FPI ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา ผลประกอบการของ FPI เติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง มีรายได้รวมจำนวน 955.14 ล้านบาท ในปี 2552 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1,197.44 ล้านบาท ในปี 2553 และ 1,300.37 ล้านบาทในปี 2554 และงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ FPI มีรายได้รวม 735.38 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทฯ อยู่ที่ 35.11 ล้านบาทในปี 2552 และ 26.61 ล้านบาทในปี 2553 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 63.43 ล้านบาทในปี 2554 และงวด 6เดือนแรกของปีนี้ FPI มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 62.93 ล้านบาท
        “FPI ถือเป็นบริษัทแรกของประเทศไทยและรายแรกของจังหวัดปทุมธานี ที่จะได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายใต้โครงการ ”หุ้นใหม่ความภูมใจของจังหวัด” ซึ่งเป็นโครงการของสำนักงาน ก.ล.ต.และถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของบริษัท และรางวัลเกียรติยศนี้ น่าจะเป็นดัชนีที่สะท้อนในเห็นถึงความน่าเชื่อถือของบริษัทได้ในระดับหนึ่ง”นายสมพลกล่าวในที่สุด

* บิ๊ก PPS ลั่นเข้าตลาดฯไม่ขายหุ้นฟันกำไร ยันนำเงินลงทุนเพิ่ม

     ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการเงินและธุรการ บริษัทโปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า บริษัทอยู่ในระหว่างเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ซึ่งขณะนี้ได้ยื่นข้อมูลเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว คาดว่า PPS จะเข้าซื้อขายหรือเทรดได้ภายในปีนี้
ปัจจุบันนี้บริษัทมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 100 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 70 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 280 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท และเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป หรือไอพีโอ จำนวน 120 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้วทั้งหมด
         ' การระดมทุน หรือเอาหุ้นเข้า MAI ครั้งนี้ ก็เพื่อนำเงินมาพัฒนาในงานแผนกออกแบบหรือดีไซน์ของเรา ซึ่งช่วงที่เราเข้าตลาดฯ แรกๆ เชื่อว่ารายได้จากดีไซน์จะเป็น potential growth ของเราขณะที่ รายได้จากงานควบคุมการก่อสร้างก็ยังเป็น organic growth ของเราอยู่ นอกจากนี้ก็จะนำเงินไปเทรนนิ่ง หรือพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ขยายสโคปงานให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นนำ จนถึงปลายน้ำ และที่เหลือจะนำไปเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินโครงการต่อไป ' ดร. พงศ์ธร กล่าว
        ดร.พงศ์ธร เชื่อมั่นว่า การขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 120 ล้านหุ้นของบริษัทครั้งนี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะ PPS มีผลการดำเนินงานที่ดี จากที่ไม่เคยขาดทุนมาก่อนตั้งแต่เปิดกิจการมา แม้ว่าบริษัทจะเคยผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ก็สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ จากก่อนหน้าที่มีพนักงานในช่วงดังกล่าวเพียง 100 กว่าคน เพิ่มเป็น 300 คนในปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทยังมีความน่าเชื่อในเรื่องการประกอบธุรกิจ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า
     'ผมเข้าตลาดครั้งนี้ ไม่ได้หวังเอาอะไรจากหุ้น ไม่ได้คิดเรื่องกำไร หรือว่าจะขายหุ้น เพราะสัดส่วนผู้ถือหุ้นของเราหลังเข้าตลาดฯ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ยังเป็นผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมด ขณะที่เราไม่เคยขาดทุนมาก่อน บริษัทมีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญรายได้ของเราก็เติบโตต่อเนื่อง อย่างปีนี้ก็ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ประมาณ 270 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกเราทำได้แล้ว 133 ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่าจะทำได้ตามเป้าแน่นอน โดยไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา
       รายได้ของเราอยู่ที่ 66 ล้านบาท ส่วนปีต่อๆ ไป ก็หวังว่ารายได้หลักของเราในส่วนของการคุมงานก่อสร้างจะเติบโตประมาณ 10%' ดร.พงศ์ธร กล่าว
     ทั้งนี้ PPS มีแผนการขยายธุรกิจในอนาคต นอกเหนือจากการขยายประเภทของโครงการให้ครอบคลุมทุกลักษณะโครงการก่อสร้าง อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารที่มีเอกลักษณ์เชิงวิศวกรรมรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีการก่อสร้างเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐบาล เป็นต้น บริษัทยังมีแผนขยายขอบข่ายการให้บริการงานทางด้านวิศวกรรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะงานบริการด้านวิศวกรรมต้นน้ำ (Up stream) เช่น การให้คำปรึกษาและร่วมวิเคราะห์โครงการ (Project Feasibility Study) การให้คำปรึกษาแนวคิดโครงการ (Project Concept) และร่วมออกแบบทางสถาปัตย์ (Project Design) เป็นต้น และงานบริการด้านวิศวกรรมปลายน้ำ (Down stream) เช่น งานบริหารระบบสาธารณูปโภค (Facilities Management) งานตรวจสอบวิศวกรรมโครงสร้างแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing) ซึ่งในการตรวจสอบจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือทางวิศวกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น

*WHA คาดรายได้ปีนี้โตกว่า 33%หรือแตะ1.5 พันลบ.-กำไรหวังอยู่ที่ 200-300 ลบ.

     นายแพทย์สมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถนำหุ้น IPO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2555 หลังจากที่บริษัทฯ เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 129.4 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท แล้ว
         สำหรับเงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปลงทุนในธุรกิจขยายโครงการต่างๆ ประกอบกับจะใช้ชำระหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายงานของบริษัทฯ
     'บริษัทฯ คาดว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ซึ่งบริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดีและธุรกิจมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับบริษัทฯ เคยจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า WHA Premium Factory and Warehouse Fund ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าหุ้นของบริษัทฯจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเช่นกัน' นายแพทย์สมยศ กล่าว
         ส่วนรายได้ในปีนี้บริษัทฯ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 33% หรืออยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะทำได้ 200-300 ล้านบาท หลังยอดการให้เช่าศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตเฉลี่ย 33% ต่อปีมาตลอด และเชื่อว่าจะรักษาอัตราการเติบโตในระดับดังกล่าวได้ต่อเนื่อง
     นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมียอดเช่ากว่า 500,000 ตารางเมตร ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ ยังคาดว่าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังบริษัทฯ มีลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังมีลูกค้าเดิมที่ขยายการเช่าศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มขึ้น
         ' กลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจจากต่างชาติ ที่ให้ความไว้วางใจศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทฯ เนื่องจากเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับพรีเมียม' นายแพทย์ สมยศ กล่าว
นายแพทย์สมยศ กล่าวต่อไปว่าบริษัทฯ คาดว่ารายได้ในปี 2556 จะทำได้ประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท เนื่องจากจะรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ของบริษัทฯ เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น และยังมีรายได้หลักจากค่าเช่าศูนย์กระจายสินค้าระดับพรีเมียมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
         ' ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า ซึ่งจะเช่าพื้นที่กระจายสินค้ากว่า 3,000-4,000 ตารางเมตร ภายในปีหน้า และยังมีลูกค้าที่จะเช่าพื้นที่ใหญ่ที่สุดประมาณ 70,000 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอีกด้วย' นายแพทย์สมยศ กล่าว
     นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเตรียมงบลงทุนในปี 2556 ไว้ที่ประมาณ 4 พันล้านบาท เพื่อขยายคลังเช่าศูนย์กระจายสินค้าระดับพรีเมียมของบริษัทฯ ให้เพิ่มมากขึ้น
          ' เราตั้งเป้าจะขยายโครงการของบริษัทฯ ปีละ 300,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้รองรับการเช่าของลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ส่วนปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอยู่จำนวน 14 แห่ง และมีไซด์งานอยู่ 35 โปรเจกต์ ซึ่ง คาดว่าจะต้องหาที่ดินเพิ่มมากขึ้น โดยได้เตรียมทีมงานสำหรับหาทำเลที่ตั้งในการสร้างคลังกระจายสินค้า เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต' นายแพทย์สมยศ กล่าว
     นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะลงทุนในต่างประเทศ โดยจะเริ่มขยายไปตามภูมิภาคอาเซียน เช่น กัมพูชา พม่าและเวียดนาม นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการลงทุนในประเทศจีน เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ ที่ทำธุรกิจในประเทศจีนสนใจชักชวนบริษัทฯให้เข้าไปก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าระดับพรีเมียม ส่วนแผนการขยายงานในประเทศแถบอาเซียน บริษัทฯ กำลังเจรจากับลูกค้า ซึ่งจะจ้างบริษัทฯ ให้ก่อสร้างคลังสินค้าในประเทศเวียดนาม คาดว่าจะเห็นข้อสรุปภายในปี 2556

* PTG ระบุ ระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ คาดกำไรปีนี้โตกว่าปีก่อนที่ 226 ลบ.

     นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า คาดว่ากำไรของบริษัทฯ ในปีนี้ จะเติบโตกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 226 ล้านบาท หลังจากในครึ่งปีแรกของปีนี้ มีกำไรเกินกว่า 200 ล้านบาทแล้ว ซึ่งถือว่าเพียงครึ่งปีแรกบริษัทฯก็มีกำไรมากกว่าปีที่แล้วทั้งปี
     ' ทั้งนี้กำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากบริษัทฯ ขยายปั๊มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับบริษัทฯ มียอดขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าปีนี้ค่าการตลาดของบริษัทฯ จะอยู่ที่ 80 สตางค์ต่อ
ลิตร ซึ่งจะทำให้บริษัทฯมีมาร์จิ้นเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เรายังมีกองรถขนส่งน้ำมันที่พอเพียงต่อการขนส่งน้ำมัน ทำให้มีปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น และช่วยลดต้นทุน รวมทั้งรักษาระดับมาร์จิ้นไว้ได้ นอกจากนี้หากปีนี้บริษัทฯมีกำไรก็สามารถปันผลได้ แต่กำไรในปีนี้ต้องหักการล้างขาดทุนสะสมก่อน' นายพิทักษ์ กล่าว
        สำหรับปัจจุบันบริษัทฯ มีขาดทุนสะสมอยู่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าก่อนหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด จะสามารถล้างขาดทุนสะสมได้หมด โดยครึ่งปีแรกกำไรที่ได้ก็อยู่ในระดับ 200 ล้านบาทแล้ว ส่วนรายได้ปี 2555 คาดว่าจะมีแตะ 4 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 27,800 ล้านบาท หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทฯทำรายได้ไปแล้วเกินว่า 20,000 ล้านบาท
         'โดยมองว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เติบโตขึ้น ทำให้การบริโภคน้ำมันปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีความต้องการเพียง 78 - 80 ล้านลิตรต่อวัน ประกอบกับบริษัทฯได้ขยายปั๊มในปีนี้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้มองว่าปัจจุบันโรงกลั่นในประเทศมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.2 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งในประเทศมีความต้องการเพียง 800,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งถือว่ายังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกมาก' นายพิทักษ์ กล่าว
         ขณะที่สิ้นปีนี้บริษัทฯ จะมีปั๊มน้ำมันประมาณ 580 ปั๊มทั่วประเทศ ซึ่งจะขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันที่มีจำนวนปั๊มทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่เป็นอันดับ 5 รอง
จาก ปตท. บางจาก เชลล์ และเอสโซ่
     'ปีนี้บริษัทฯ ใช้งบลงทุนในการเพิ่มจำนวนปั๊ม มากกว่า 150 ล้านบาท ในการขยายปั๊มใหม่ 100 แห่ง และปีหน้าคาดว่าจะเปิดปั๊มเพิ่มอีก 200 ปั๊ม โดยแต่ละสาขาจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5 ล้าบาท โดยจะเน้นการเช่าปั้มเก่าที่มีอยู่แล้ว เพราะต้นทุนจะถูกกว่าซื้อที่แล้วเปิดใหม่เลย' นายพิทักษ์ กล่าว
      ทั้งนี้ในครึ่งปีแรก บริษัทฯ มีปั๊มน้ำมันแล้วกว่า 500 สาขา แบ่งเป็นปั๊มน้ำมันที่บริษัทฯ บริหารและดำเนินงานเอง (COCO) ประมาณ 320 สาขา และเป็นปั๊มน้ำมันที่เป็นของผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์ หรือซื้อแฟรนไชส์ (DODO) จำนวน 180 สาขา โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 440 สาขา ส่วนปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายน้ำมันอยู่ที่ 1,300 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขายน้ำมันที่ 950 ล้านลิตร โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทฯ มียอดขายน้ำมันไปแล้วกว่า 650 ล้านลิตร และปัจจุบันมียอดขายหรือมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับที่ 6 ของตลาดค้าปลีกน้ำมัน
        'ทั้งนี้ จากที่บริษัทฯ มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ใช้น้ำมันเพื่อการขนส่ง และเกษตรกรที่ใช้น้ำมันสำหรับเครื่องจักรการเกษตร ทำให้บริษัทฯ ได้เปรียบเรื่องการเติมน้ำมันที่มีปริมาณมากกว่ารถปกติทั่วไป และรถที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ยังเติมน้ำมันอย่างเป็นประจำ ซึ่งทำให้เรามียอดขายอย่างสม่ำเสมอ' นายพิทักษ์ กล่าว
         นายพิทักษ์ กล่าวต่อไปว่าบริษัทฯ จะยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ในช่วงไตรมาส3 นี้ ซึ่งหลังจากการยื่นเสร็จก็รอเพียง ก.ล.ต. อนุมัติ สำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป หรือ IPO นั้น บริษัทฯ จะระดมทุนในสัดส่วน ประมาณ 25-30% ของทุนจดทะเบียนจำนวน 1.25 พันล้านบาท ส่วนเงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ จะนำไปใช้ขยายสถานีบริการน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน PT เพิ่มรถขนส่งน้ำมัน รวมทั้งการรีแบรนดิ้ง พัฒนาคุณภาพสถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท อีกด้วย
      ทั้งนี้คาดว่าหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป หรือ IPO จะทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ เปลี่ยนไป จากปัจจุบันที่มีอยู่ 3 กลุ่มหลัก ที่ถือหุ้นใหญ่สัดส่วนประมาณ80% หลัง IPO จะเหลือเพียง 60% ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มรัชกิจประการ หลัง IPO จะมีสัดส่วนประมาณ 30% จากเดิมถืออยู่ 40%