Hot News

 

 

         

                                                     
         
                                         
      
  ลุ้นปลดล๊อมาบตาพุด

        
 เซียนหุ้นลุ้น 23 ส.ค. นี้ สรุป 18 กิจการรุนแรงปลดล๊อมาบตาพุดฉุด PTTพ้นทุกข์ คาด ธุรกิจโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 ลุยเดินหน้า Q4/53 ส่งผลกำไร ปี54 โตเชิงรุก โบรกฯ มั่นใจ ปัญหาทั้งมาบตาพุต ,มอนทารา จะเคลียร์ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้ แนะซื้อPTT ให้ราคาเป้าหมายที่ 305 บาท ส่วน PTTCH มองจะเข้าสู่การเติบโตของกำไรรอบใหม่ แนะ“ซื้อ” ให้ราคาเหมาะสม 117 บาท ฟากบิ๊ก PTT ชี้ หากมาบตาพุดไม่ชัดเจน กระทบความมั่นใจต่างชาติแน่นอน



        
 ปัญหามาบตาพุดกำลังคลี่คลาย หลัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถสรุป 18 กิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงฯ ได้ภายในวันที่ 23 ส.ค.นี้ โดยกระทรวงทรัพยากรฯ จะเป็นหน่วยงานออกประกาศประเภทกิจการรุนแรง หลังพิจารณาเงื่อนไข ทั้งนี้ การออกประกาศดังกล่าว จะทำให้โครงการที่ถูกระงับการดำเนินกิจกรรมชั่วคราวอยู่ในขณะนี้ หากไม่ได้มีชื่ออยู่ในประเภทกิจการดังกล่าวก็จะสามารถกลับมาดำเนินการได้

* เซียนหุ้น ลุ้น 23 ส.ค. นี้ สรุป 18 กิจการรุนแรงปลดล๊อ มาบตาพุด

          นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในวันที่ 23 ส.ค. 2553 นี้จะมีการประเภท 18 กิจการรุนแรง ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจว่าผลการประกาศจะออกมาในทิศทางใด โดยตลาดโดยรวมคาดหวังว่าน่าจะเป็นข่าวดี ซึ่งคาดหวังว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTCH ไม่น่าจะเข้าข่าย แต่ทั้งนี้ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาว่ากลุ่ม PTT จะเข้าข่ายประเภท 18 กิจการรุนแรงหรือไม่เข้าข่ายก็ตามก็จะเป็นผลดีต่อราคาหุ้น และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย เนื่องจากจะมีความชัดเจน และสามารถทราบได้ว่าจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างใด โดยปัจุจบันโครงการของ PTT ก็อยู่ระหว่างการทำ HIA และ EIA ซึ่งก็จะทำให้โรงแยกแก๊สที่ 6 จะสามารถเริ่มผลิตได้ในช่วงปีหน้า แต่ทั้งนี้หากทางการมีการเลื่อนการประกาศออกไปก็จะส่งผลเสียต่อจิตวิทยาการลงทุน เพราะจะทำให้ไม่ทราบว่าแนวทางในอนาคตจะต้องดำเนินการอย่างไร
          ทั้งนี้สำหรับ PTT แนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 300 บาท โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรในปีนี้น่าจะเติบโตประมาณ19%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน PTTCH แนะนำซื้อ ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 113 บาท โดยมองว่าแนวโน้มผลประกอบการในปีหน้ายังมีการเติบโตที่ดี แม้ว่าในปีนี้ผลประกอบการจะลดลง หลังเสปรดปิโตรเคมีลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเสปรดปิโตรเคมีในไตรมาส 3/2553 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 4/2553 ซึ่งในปีหน้ายังได้รับผลดีหากโครงการไม่เข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง ซึ่งก็จะทำให้กำลังการผลิตของ PTTCH เพิ่มขึ้น และช่วยสนับสนุนผลประกอบการได้อีก

* เอเซียพลัส ชี้ หาก มาบตาพุดปลดล๊อ คาด ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ PTT เดินหน้า Q4/53 ส่งผลกำไร ปี54 โตเชิงรุก

          บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ภาพรวมธุรกิจ PTT ยังคงเติบโตตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ในแต่ละสายธุรกิจ โดยเริ่มจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักของ PTT โดยคาดโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 จะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในงวด 4Q53 หากในวันที่ 23 ส.ค. 2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมประกาศรายชื่อ 18 ประเภทกิจการรุนแรงฯโดยยังยึดหลักร่างรายชื่อของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตก๊าซฯจากโรงแยกก๊าซฯเพิ่มขึ้นอีก 63% จากปัจจุบัน อีกทั้งยังเดินหน้าก่อสร้างท่อส่งก๊าซฯเส้นที่ 4 ซึ่งจะทำให้กำลังการส่งก๊าซฯเพิ่มขึ้น 25% จากปัจจุบัน ซึ่งคาดจะแล้วเสร็จในปี 2556 นอกจากนี้ในช่วง 2H54 จะเริ่มมีการนำเข้าก๊าซ LNG มาขายในประเทศหลังจากการก่อสร้าง LNG Terminal แล้วเสร็จ ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีนั้นหากโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 เริ่มผลิตได้ก็จะส่งผลให้โรงงานใหม่ PTTPE (อีเทนแครกเกอร์ 1 ล้านตัน) ของ PTTCH เดินหน้าได้เต็มกำลังจากปัจจุบันเดินเครื่องอยูที่ 70% ทำให้ปริมาณการขายในปี 2554 เติบโตอย่างมีนัยฯ ประกอบกับ Spread น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วง 2H53 สำหรับธุรกิจโรงกลั่นแม้ในระยะสั้นแผนการควบรวมกิจการระหว่าง PTTAR และ IRPC จะเลื่อนออกไป แต่การเดินหน้าสร้างการเติบโตภายในบริษัทยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดย PTTAR อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการเข้าซื้อกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อต่อยอดการเติบโตในอนาคต อาทิ การเข้าซื้อกิจการค้าปลีก “คาร์ฟูร์” ซึ่งถือเป็นการต่อยอดกิจการ Retail Marketing ในส่วนของร้านค้า Jiffy ที่มีอยู่ในสถานีบริการปั๊มน้ำมัน หรือการเข้าซื้อโรงกลั่น ESSO หากมีแผนที่จะขาย จึงยังถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
         ฝ่ายวิจัยคาดผลการดำเนินงานในงวด 2H53 จะยังสามารถทรงตัวได้ใกล้เคียงกับงวด 1H53 ถึงแม้ธุรกิจโรงกลั่นจะเข้าสู่ช่วง Low season ในไตรมาส 3 และธุรกิจปิโตรเคมี
สายโอเลฟินส์ที่แนวโน้ม Spread อาจจะอ่อนตัวลงจาก Supply ใหม่ที่ยังเข้าสู่ตลาด แต่ทั้งนี้ยังคาดหวังได้ในประเด็นเรื่องการหยุด Shutdown ที่ไม่เป็นไปตามแผนสำหรับโรงกลั่น และโรงงานปิโตรเคมีที่มีต้นทุนสูงไม่คุ้มที่จะผลิต ซึ่งจะทำให้ Supply ออกสู่ตลาดน้อยกว่าคาดได้ และผลักดันให้ทั้งค่าการกลั่น และ Spread ปิโตรเคมีไม่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯในช่วง 2H53 ขณะที่ในส่วนของธุรกิจปิโตรเลียมนั้น คาดกำไรของ PTTEP ในงวด 2H53 ยังเห็นอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากปริมาณการผลิตและจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานโดยรวมของ PTT ไว้ได้ในช่วง 2H53
          นอกจากนี้คาดผลกำไรของ PTT จะกลับฟื้นมาเติบโตอีกครั้งในปี 2554 จากทุกธุรกิจ โดยเฉพาะ PTTEP ที่ในปี 2554 จะรับรู้รายได้จากโครงการใหม่เต็มทั้งปี อีกทั้งแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2553 รวมถึงโครงการที่ติดอยู่ในคดีความมาบตาพุดน่าจะกลับมาเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ได้หลังจากผ่านขั้นตอนตามที่ภาครัฐกำหนดไว้แล้วในช่วงต้นปี 2554 ทำให้สามารถเริ่มรับรู้รายได้จากโรงแยกก๊าซฯ 6 และโรงงานอีเทนแครกเกอร์ใหม่ของ PTTCH ได้เต็มกำลังผลิต อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2553-2554 สะท้อนการปรับปรุงสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 32 จาก 33 บาทต่อดอลลาร์ ตามค่าเงินบางที่แข็งตัวขึ้น
          ภายใต้ประมาณการใหม่มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2553 โดยวิธี DCF และ Sum of the Parts เท่ากับ 312.12 บาทต่อหุ้น (เดิม 316.08 บาท) โดยยังคงแนะนำซื้อ (เน้นทยอยสะสม) เนื่องจาก PTT ยังถือเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าผลการดำเนินงานนับจากปี 2554 ไป น่าจะเห็นอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากทุกธุกิจทั้งปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และโรงกลั่น อีกทั้งยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะกลับมาฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ความต้องการใช้พลังงานกลับมาเติบโตได้ อีกทั้งยังคาดหวังเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงวด 1H53 ได้ในอัตรา 5-6 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield สำหรับงวดครึ่งปีที่ 1.88-2.26%

*เคจีไอ มั่นใจ ปัญหา PTT ทั้งมาบตาพุต ,มอนทารา และการถูกจำกัดราคาเชื้อเพลิงบางประเภท จะเคลียร์ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้

          บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า เราเข้าประชุมกับ PTT วานนี้ จากสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและกำลังการผลิตของบริษัทฯ รวมถึงบริษัทในเครือที่เพิ่มขึ้น น่าจะมีส่วนช่วยหนุนผลประกอบการให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังคงมีความไม่ชัดเจนบางประการที่ยังคงเป็นประเด็นกดดันไม่ให้ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้น เราเชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่ยังค้างคาอยู่ เช่น ปัญหามาบตาพุต มอนทารา และการถูกจำกัดราคาเชื้อเพลิงบางประเภทโดยรัฐบาลโดยปัญหาดังกล่าวทั้งหมดได้กดดันราคาหุ้นมาตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2552 อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังมั่นใจว่าปัญหาค้างคาส่วนมากจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเราเชื่อว่าจะเริ่มคลายความกังวลและจะส่งผลให้ PTT สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ที่เราประเมินไว้ที่ 310 บาท ดังนั้นเราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่
          ปัญหามาบตาพุตน่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEB) สามารถประกาศประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในวันจันทร์ที่ 23 ส.ค. ตามที่นายกฯ ได้เคยกล่าวไว้ สำหรับ PTT บริษัทฯ มั่นใจอย่างยิ่งว่าโรงแยกก๊าซจะไม่ถูกประกาศให้อยู่ในประเภทกิจการดังกล่าว ซึ่งจะทำให้โรงแยกก๊าซ 6 สามารถเริ่มดำเนินงานได้ในปลายปี 2553 โดยเราเชื่อว่า PTT และ PTTCH* จะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าดังกล่าว ในขณะที่กลุ่มบริษัท PTT ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) สำหรับโครงการที่ถูกระงับไว้ทั้งหมดในปัจจุบัน แม้ว่าโครงการส่วนมากจะไม่ถูกจัดให้อยู่ในประเภทกิจการดังกล่าวแล้วก็ตาม
          บริษัทฯ ต้องการเวลาในการศึกษาแผนการควบรวมกิจการโรงกลั่นและบริษัทปิโตรเคมีในเครือมากขึ้น เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ปัจจุบันยังไม่มีกรอบเวลาในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ดี เราเห็นว่าตลาดฯ จะไม่แปลกใจกับการชะลอดังกล่าวอีกต่อไป เนื่องจากตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการควบรวมดังกล่าวแล้ว
          จากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ดี PTT เชื่อว่าอัตราการเติบโตของยอดขายก๊าซธรรมชาติในปี 2553 จะเพิ่มขึ้นเป็น 14% YoY จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ในช่วง 5.0-10.0% ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกต่อประมาณการในปัจจุบันของเรา ซึ่งคาดว่ายอดขายจะเติบโตเพียง 6.0% YoY ในปี 2554 ความต้องการก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีกประมาณ 4.5% YoY ในด้านอุปทาน PTT ยังคาดว่าก๊าซธรรมชาติในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเริ่มดำเนินงานของสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มาบตาพุตในไตรมาส 3/53 ทั้งนี้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกนำมาเฉลี่ยกับราคาก๊าซในปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงว่า PTT จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนในการอุดหนุนก๊าซธรรมชาติเหลวเหมือนกับที่เผชิญอยู่จากกรณีของ LPG และ NGVหุ้นได้ปรับตัวแย่กว่าตลาดในช่วงปีที่ผ่านมาจากปัญหายืดเยื้อต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นได้ในเร็ววันนี้ ดังนั้นเราคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 310 บาท

*ทิสโก้ แนะซื้อPTT ให้ราคาเป้าหมายที่ 305 บาท

          บทวิเคราะห์ บล. ทิสโก้ ระบุว่า ด้วยปริมาณขายก๊าซในครึ่งปีแรกที่ดีกว่าคาด ผู้บริหารจึงปรับเป้าหมายปริมาณขายก๊าซสำหรับปี 2553F ขึ้นประมาณ 7-8% มาอยู่ที่ใกล้เคียงระดับ 4,100 mmcfd อัตราการเติบโตปริมาณขายก๊าซโดยรวมสำหรับปี 2553-58 น่าจะอยู่ที่ 3.1% ต่อปี ความต้องการก๊าซที่สูงขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าจะรองรับด้วยการนำเข้า LNG (เริ่มในปี 2554) และการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากบงกชใต้และ M9 (ในปี 2556)
          ผู้บริหารคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในกรอบ 70-80 เหรียญฯ/บาร์เรล และอัตราค่าการกลั่นตลาดน่าจะอยู่ที่ 3-4 เหรียญฯ/บาร์เรลใน 3Q53 จากการผลิตที่ต่ำลงของโรงกลั่นในยุโรป ด้วยความต้องการที่ทรงตัวจากจีนและอินเดีย
          มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลประกาศรายชื่อกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงในวันที่ 23 สิงหาคม และโรงแยกก๊าซของ PTT (GSP 6) ไม่น่าจะรวมอยู่ในรายชื่อดังกล่าว GSP 6 น่าจะเริ่มดำเนินงานหลังจากบริษัทร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอถอนโครงการนี้รายชื่อโครงการที่ถูกระงับการลงทุน อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะเสนอรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้แก่องค์กรอิสระในเดือนกันยายนตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ
          ผู้บริหารยืนยันกลยุทธ์ระยะยาวในการรวมกิจการบริษัทโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี แต่ยังไม่ระบุกรอบเวลาสำหรับกระบวนการควบรวมดังกล่าว
          จากการประชุมนักวิเคราะห์ เราคงเป้าหมายผลประกอบการและราคาเป้าหมายที่ 305 บาท (SOTP) และยังแนะนำให้ “ซื้อ”

* ทรีนีตี้ ระบุ หากราคาน้ำมัน Q3/53ปิดสิ้นงวดสูงกว่า 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล เชื่อ ส่งผลกลุ่มโรงกลั่น PTT กลับรายการขาดทุนสิ้นค้าคงเหลือในQ2พลิกเป็นกำไร

          บทวิเคาะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า หากกรณีมาบตาพุดปลดล็อไปได้เรียบร้อย ช่วงปี 2554 คาดจะมีกำไรที่ดีขึ้นจากการรับรู้รายได้โรงแยกก๊าซ 6 และ PTTCH ผลิตได้เต็มกำลังการผลิตมากขึ้น และยิ่งราคาน้ำมันยืนระดับ 70-80 เหรียญฯ PTTEP ก็เป็นที่หมดห่วง น่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นหรือใกล้เคียงกับปี 2554 เรื่องให้วิตกกังวลในช่วง 2H53 คือสเปรดปิโตรเคมีที่ตกต่ำยังภาคอุตสาหกรรมนี้อยู่ แต่ช่วงนี้สเปรดก็รีบาวด์ดีขึ้นจากความไม่ย่ำแย่ของเศรษฐกิจในเอเชีย ทางด้านโรงกลั่นไตรมาส 3/53 จะเป็นตัวช่วยเชื่อว่าค่าการกลั่นจะทรงตัวหรือดีขึ้น แนะนำซื้อ PTT ราคาเป้าหมาย 365 บาท
          23 ส.ค. 53 หวังปลดล๊อโรงแยกก๊าซที่ 6: ในขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังมุ่งความหวังให้รัฐบาลปลดล๊อคโครงการที่ถูกสั่งระงับการดำเนินงานชั่วคราว โดยเรากำลังรอประกาศรายชื่อโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพที่คาดว่าจะออกมาภายใน23 ส.ค.53 ซึ่งจะทำให้โรงแยกก๊าซที่ 6 ของ PTT และโครงการอื่นๆของบริษัทลูกสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/54 โดยการปลดล๊อจะเป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อกลุ่มพลังงานโดยจะทำให้ 1.ปริมาณขายก๊าซของ PTTEP ปรับตัวสูงขึ้น2.PTT ได้รับ EBITDA เพิ่มขึ้นในปี 2554 กว่า 15,000 ล้านบาท 3.ทำให้ PTTCH สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตและมีกำไรกลับขึ้นมาสู่ระดับ 15,000-19,000 ล้านบาท
          แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบ 2H53 70-80 เหรียญฯ: คาดกรอบราคาน้ำมันดิบใน 2H53 แกว่งตัวในกรอบ 70-80 เหรียญฯ โดยในไตรมาส 3/53 เราคาดราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยราว 77-78 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างน่าพอใจและจะเป็นปัจจัยหนุนราคาขายผลิตภัณฑ์ทั้งของ PTT และบริษัทในเครือให้อยู่ในระดับที่ดี ประกอบกับหากราคาน้ำมันไตรมาส 3/53 ปิดสิ้นงวดสูงกว่า 75 เหรียญฯต่อบาร์เรลจะส่งผลให้กลุ่มโรงกลั่นสามารถกลับรายการขาดทุน Mark to Market สิ้นค้าคงเหลือในไตรมาส 2/53 ที่มีเป็นจำนวนมากกลับมากเป็นกำไรได้
          ประเมินมูลค่าเหมาะสม 365 บาท: จากวิธี Sum of the part valuation มูลค่าโดดเด่นที่สำคัญคือ PTT และ PTTEP แต่ปีหน้าจะมีมูลค่าของ PTTCH เข้ามาเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์กำไรของ PTTCH ที่โตขึ้นมากในปี 2554 จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมแล้วมูลค่าเหมาะสมของ PTT เท่ากับ 365 บาท

*เซียนหุ้น ชี้ PTTCH จะเข้าสู่การเติบโตของกำไรรอบใหม่ แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 117 บาท

          บทวิเคราะห์บล.ธนชาต ระบุว่า เชื่อว่ากำไรของ PTTCH ผ่านระดับต่ำสุดแล้วใน Q2 ถึงแม้ว่าแนวโน้มของ spreads จะยังอ่อนแอใน Q3 แต่การบันทึกผลการดำเนินงานของโรงแยกผลิตภัณฑ์ ใหม่น่าจะช่วยผลักดันกำไรได้ต่อเนื่องไปถึงปลายปี ราคาหุ้นในกลุ่ม PTT เริ่มปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลของเงินทุนไหลเข้าอีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการรอฟังการพิจารณาเรื่องโครงการในมาบตาพุดในวันที่ 23 ส.ค. ซึ่งเราเชื่อว่าโรงแยกก๊าซ 6 ของ PTT จะผ่านการตรวจสอบ EIA และ HIA ในมุมมองของเรากรณีมาบตาพุดที่เริ่มคลี่คลายปัญหาได้
          ขณะที่ PTTCH จะเข้าสู่การเติบโตของกำไรรอบใหม่ โดยคาดว่ากำไรปี 2010 จะกลับไปเท่ากับปี 2007 และจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 117 บาท

* PTTCH ปันผลระหว่างกาล 1.45 บาท/หุ้น กำหนดปิดสมุดทะเบียน 6 ก.ย.นี้

          บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)หรือ PTTCH แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในการประชุมครั้งที่ 6/2553 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2553 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผล
ระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2553 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ของบริษัทฯ ในอัตรา 1.45 บาทต่อหุ้นรวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 2,187 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
1.) เงินปันผลจำนวน 1.01 บาทต่อหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาสามารถขอเครดิตภาษีคืนได้ในอัตราร้อยละ 30 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประมวลรัษฎากรมาตรา 47 ทวิ
2.) เงินปันผลจำนวน 0.44 บาทต่อหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาไม่สามารถขอเครดิตภาษีได้ เนื่องจากเป็นเงินปันผลที่จ่ายจากเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
          ทั้งนี้กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผล ในวันที่ 6 กันยายน 2553 เวลา 12.00 น. และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 กันยายน 2553

* ธนชาต ชี้ aromatic spreads ที่อ่อนแอจะกระทบกำไรไปอีก 4 ไตรมาสข้างหน้า แนะขาย PTTAR

          บทวิเคราะห์บล.ธนชาต ระบุ่า PTTAR คาดว่ากำไรน่าจะฟื้นตัวในช่วง 3Q10 จาก 2Q10 ที่มีผลขาดทุน517 ลบ. ซึ่งไม่เหนือความคาดหมายของเรา เนื่องจาก GRM มีแนวโน้มแข็งแกร่งตามที่เรากล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ “โรงกลั่นยังคงมีแนวโน้มที่ไม่สดใส” ฉบับวันที่ 16 ก.ค.10 เนื่องจากเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีที่ 5.3 พันลบ. เหมือนเดิม กำไรงวด 2H10 ของ PTTAR จึงน่าจะมีสัดส่วน65% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา แต่เรายังคงมีมุมมองที่เป็นลบต่อaromatics spreads และคาดว่าน่าจะยังคงอ่อนแอไปอย่างน้อย 4 ไตรมาสเพราะอุปทานใหม่ยังคงเข้ามายังตลาดต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการทั่วโลกชะลอตัวลง เราจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบลงทุน PTTAR มีมูลค่าแพงที่ PE ที่ 15 เท่าในปี 2011F นอกจากนี้ PTTAR ยังมี downside riskต่อกำไรมากกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีสัดส่วนอะโรเมติกส์สูง และมีหนี้สูงที่ 1.2เท่า vs คู่แข่งที่ 0.6 เท่า แนะนำ “ขาย” โดยมี TP DCF ที่ 20 บาท/หุ้นกำไรดีขึ้นอย่างมากในช่วง 3Q10 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดไว้อยู่แล้วกำไรของ PTTAR แตะระดับต่ำสุดแล้วใน 2Q10 เนื่องจากการลดลงของGRM, aromatics spreads และขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลัง ผลการดำเนินงานงวด 3Q10 น่าจะกลับมามีกำไร หนุนโดย GRM ที่แข็งแกร่งและมีการเลือกน้ำมันดิบใหม่ ซึ่งทำให้ต้นทุนลดลง โรงผลิต AR2 จะดำเนินงานเต็มไตรมาส vs ช่วง 2Q10 ที่ปิดการดำเนินงาน 1 เดือน นอกจากนี้ เรายังไม่คาดว่าจะมีผลขาดทุนมหาศาลของ LCM อย่างในช่วง2Q10 เพราะเราไม่คาดว่าราคาผลิตภัณฑ์จะลดลงไปอีกอย่างมาก สำหรับต้นทุน 3Q10 ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจากการปิดโรงผลิตอะโรเมติกส์ยังคงเป็นปัจจัยลบกดดันกำไรไปอีก 4 ไตรมาสGRM ที่แข็งแกร่งเป็นบวกต่อ PTTAR เนื่องจากผลิตภัณฑ์โรงกลั่นคิดเป็น79% ของผลิตภัณฑ์รวม แต่การเพิ่มขึ้นของ GRM US$1/bbl จะเท่ากับการเพิ่มขึ้นเพียง US$7 ในเทอมตัน ขณะที่ aromatics spreads น่าจะลดลงมาอยู่ที่ US$50/tonne ในช่วงขาลง เช่นที่เห็นใน 2Q10 ขณะที่ PXspreads จะอ่อนแอต่อเนื่องไปยังกลางปี 2011 เนื่องจากกำลังการผลิตPTA ใหม่จะไม่ดูดซับ PX ส่วนเกินจนกว่าจะถึงปลาย 2011 นอกจากนี้เรายังคาดว่าแรงกดดันที่มีต่อ BZ spread จะเห็นชัดเจนในช่วง 2H10เนื่องจาก 1) จะมีอุปทานใหม่จำนวน 0.9 ล้านตันต่อปี จากเอเชีย และ 0.5-0.7 ล้านตันต่อปี จากสหรัฐฯ เข้ามา เนื่องจากหลักเกณฑ์ใหม่ของ US ซึ่งกำหนดให้โรงกลั่นในสหรัฐฯ ต้องลด BZ ที่ผสมในก๊าซโซลีนลงภายใน 1ม.ค.11 2) ความต้องการ BZ ที่อ่อนตัวลง เนื่องจากการผลิตยานยนต์ในจีนที่ชะลอตัวลง PX-naphtha และ BZ-naphtha spreads ในช่วง 3Q10 จนถึงปัจจุบัน ยังคงลดลงอย่างมาก 19% และ 21% จากระดับเฉลี่ยใน 2Q10กำลังศึกษาแผนที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ BZ
          นอกจากแผน CAPEX 5 ปีที่ US$360m ของ PTTAR ( 57% คือ การอัพเกรดผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตรงกับ Euro IV ซึ่งมีกำหนดการที่จะดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในเดืนม.ค. 2012) PTTAR กำลังศึกษาแผนการเพิ่มมูลค่าให้กับ BZ ที่บริษัทผลิต ซึ่งหากทำโครงการนี้ จะทำให้มี CAPEX เพิ่มขึ้นราว US$150m PTTAR ได้ลงทุนในโครงการ downstream 2 โครงการ ซึ่งใช้ BZ ที่บริษัทฯ ผลิต ซึ่งก็คือ cyclohexane และ 30% ในPTT Phenol

*บิ๊ก PTT ชี้ หากมาบตาพุดไม่ชัดเจน กระทบความมั่นใจต่างชาติแน่นอน

           นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวถึงกรณีการประกาศ 18 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า คงต้องรอติดตามในวันที่ 23 ส.ค. 2553 นี้ ตามกำหนดการที่รัฐบาลจะประกาศ 18 ประเภทกิจการดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม PTT ยืนยันว่าถึงแม้ว่าโครงการมาบตาพุดของ PTT อยู่หรือไม่อยู่ใน 18 ประเภทกิจการทาง PTT ก็ยังเดินหน้าทำเอกสารและขั้นตอนผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส
          ส่วนกรณีปัญหามาบตาพุดมองว่า ขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่รอเพียงความชัดเจนในเงื่อนไขต่างๆเพราะถ้าหากยังคงขาดความชัดเจนอาจมีผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนที่เขามาลงทุนในประเทศไทยได้

          อนึ่ง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดรายชื่อโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชมอย่างรุนแรงทั้งสิ้น 18 ประเภทกิจการ ซึ่งจะมีการจัดทำรายงานสรุปและเชิญนายกเข้าร่วมประชุมครั้งสุดท้ายในวันที่ 28 มิ.ย. 2553 เพื่อส่งมอบงานให้รัฐบาลไปดำเนินการต่อ
สำหรับ รายชื่อโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชมอย่างรุนแรง
1. โครงการหรือกิจการที่ต้องทำอีไอเอและอยู่ในพื้นที่แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถานโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ตามกฎหมายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าสวนพฤกษศาสตร์สวนรุกขชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมตามมติครม. เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ยกเว้นโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ที่ขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อน
2. การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด เช่น พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่นถ้าเป็นกรณีไม่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดต้องมี 300 ไร่ ขึ้นไป
3. การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม เพื่อกันคลื่นในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น
4. เหมืองต่างๆ ทั้งเหมืองแร่ใต้ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่ ยกเว้นเหมืองที่อยู่ในชั้นหินแข็งที่มีความแข็งตั้งแต่ 80 เมกาปาสคาลขึ้นไป เหมืองตามกฎหมายว่าด้วยการทำเหมืองแร่สำหรับแร่ตะกั่ว แร่สังกะสี แร่ทองคำหรือ เหมืองแร่โลหะอื่นที่ใช้ไซยาไนด์ หรือปรอทหรือ ตะกั่วไนเตรต ในกระบวนการผลิตหรือเหมืองแร่โลหะอื่น ที่มีอาร์เซโนไพไรต์ เป็นแร่ทุกขนาด นอกจากนี้ ยังมีเหมืองถ่านหิน เฉพาะกรณีลำเลียงออกนอก ขนาดตั้งแต่ 2 แสนตันต่อเดือน เหมืองแร่ในทะเล
5. นิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโรงงานปิโตรเคมี หรือ โรงงานถลุงแร่เหล็ก ตามที่กำหนดไว้ในโครงการหรือกิจกรรมลำดับที่ 6 และ 7
6. โรงงานปิโตรเคมี โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำ ทุกขนาด หรือขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 หรือใช้สารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 100 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำ ที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A หรือใช้เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 700 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป
7. โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ ทั้งโรงถลุงแร่เหล็ก โรงถลุงแร่เหล็กที่มีการผลิตถ่าน
COKE หรือที่มีกระบวนการ SINTERING ทุกขนาด โรงถลุงแร่ทองแดง ทองคำ หรือ สังกะสี โรงถลุงแร่ตะกั่ว โรงหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็ก และอะลูมิเนียม) โรงหลอมตะกั่ว
8. การผลิต หรือ กำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีทุกขนาด ยกเว้นในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา
9. โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ทุกขนาด ยกเว้น การเผาในหม้อเผาซีเมนต์ ที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นวัตถุดิบทดแทน หรือเป็นเชื้อเพลิงเสริม
10. เตาเผาขยะติดเชื้อ
11. สนามบิน และสนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง ที่มีความยาวทางวิ่งตั้งแต่ 1,100 เมตรขึ้นไป
12. ท่าเทียบเรือ ที่มีความยาวหน้าท่าเรือเข้าเทียบได้ ตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขุดลอกร่องน้ำ ยกเว้นการขุดลอกร่องน้ำเพื่อการบำรุงรักษาตั้งแต่ 100,000 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขนถ่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุอันตราย หรือกากของเสียอันตรายเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ 25,000 ตันต่อเดือนขึ้นไป หรือรวมกันทั้งปี ตั้งแต่ 250,000 ตันขึ้นไป
13.เขื่อนเก็บกักน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ขนาด 100 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือพื้นที่เก็บกักน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป
14.การชลประทานที่มีพื้นที่การชลประทานตั้งแต่ 80,000 ไร่ขึ้นไป
15.โรงไฟฟ้า ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาดกำลังผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 150 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 700 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมชนิด COMBINED CYCLE หรือ COGENERATIONขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 1,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด
16. การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก 25 ลุ่มน้ำสายหลักของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ทุกขนาดหรือการผันน้ำระหว่างประเทศ ทุกขนาด ยกเว้น กรณีภัยพิบัติหรือ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศที่เป็นการดำเนินการชั่วคราว
17. สิ่งก่อสร้างกั้นขวางการไหลของน้ำในแม่น้ำสายหลัก 25 ลุ่มน้ำสายหลักของคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกขนาด
18. การสูบน้ำเกลือใต้ดิน ทุกขนาด

          ทั้งนี้ปตท.ได้ รับหนังสือจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อ้างถึงคำสั่งศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดที่มีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐ สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม 76 โครงการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเปลี่ยน แปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการที่ได้รับการยกเว้นตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดจำนวน 11 โครงการ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการของ ปตท.และกลุ่ม ปตท.จำนวน 7 โครงการ นอกจากนั้น ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลปกครองกลาง โดย กรอ.แจ้งให้ผู้ประกอบการโครงการ(ยกเว้น 11 โครงการ) หยุดการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมทั้งหมดเป็นการชั่วคราว
          ทั้งนี้ โครงการในกลุ่ม ปตท.ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวมีทั้งหมด 25 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้ต่อทุน 1 ต่อ 1 แต่จากคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้อนุญาตให้เดินหน้าโครงการไปแล้ว 7 โครงการ และล่าสุด ปตท.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอเดินหน้าโครงการเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่มีผลกระทบรุนแรง และที่เหลือจะทยอยยื่นคำร้องขอต่อศาลต่อไป


                                  

 

F