efin Review

10 ข่าวเด่นตลาดหุ้นไทย 63

10 ข่าวเด่นตลาดหุ้นไทย 63

      ปี 63 ที่ผ่านมา ทั่วโลกต้องเผชิญกับมรสุมต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 ที่ระบาดทั่วโลกกระทบเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวเช่นกัน 

    ทางสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้รวบรวม 10 อันดับข่าวหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในปี 63 ไว้ดังนี้    

 

 

1 โควิดกด SET ดิ่งกว่า 600 จุด 

    วิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกหวาดผวา ส่งผลมายังตลาดหุ้นไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนมี.ค.63 ที่เป็นช่วงเริ่มของการระบาดในประเทศไทย สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก จนต้องเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก จนดัชนีปรับลดลงจากระดับ 1,604 จุดในเดือนม.ค. ไปสู่ระดับต่ำสุดของปีที่ 969 จุดภายในเวลา 2 เดือน คิดเป็นการปรับลดลงถึง 635 จุด หรือเกือบ 40% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น  

    ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องรีบออกมารับมือวิกฤตแรงเทขายหุ้นที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทั้งการปรับเกณฑ์ ซิลลิ่ง - ฟลอร์เป็น+/- 15% จากเดิม +/-30%  และ Circuit Breaker ปรับเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ -8% , - 15% ,-20%  พัก 30 ,30 , 60 นาที ตามลำดับ ในช่วงเดือนมี.ค.-มิ.ย.63 เพื่อเบรกตลาดขาลง  

 

 

2.   ต่างชาติขายหุ้นไทย 2.6 แสนลบ. 

    ผลพวงจากแรงขายของนักลงทุนในตลาดหุ้น หนึ่งในนักลงทุนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นไทยอย่างนักลงทุนต่างชาติ กลับมีสัดส่วนการขายสุทธิออกมาอย่างชัดเจนมากที่สุด โดย 10 เดือนของปี 63 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาถึง 3 แสนล้านบาท ก่อนที่จะมาเริ่มซื้อสุทธิกลับในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ภาพรวมทั้งปีกลับมาเป็นซื้อสุทธิได้ โดยสรุปทั้งปีแล้ว (ข้อมูล ณ 25 ธ.ค.63)ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปถึง 2.64 แสนล้านบาท   
    
    โดยหุ้นที่เป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติในการขายสุทธิ ยังคงเป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ - พลังงาน - สื่อสาร ทั้งหากพิจารณาจากข้อมูลการลงทุน พบว่าในรอบปีหุ้น 10 อันดับที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ มีดังนี้ (จากโปรแกรม eFin Stock Pickup วันที่ 1 ม.ค.-25 ธ.ค.63) ได้แก่ BBL-PTT-ADVANC-KBANK-INTUCH-EGCO-KTB-RATCH-CPALL-PTTEP   โดย 10 หุ้นดังกล่าวมีสัดส่วนขายสุทธิรวมกันกว่า  7 หมื่นล้านบาท  
 
3. DELTA หุ้นแห่งปี พุ่งกว่า 2,000% 
     
    กลายเป็นหุ้นที่ทุกสำนักยกให้เป็นหุ้นแห่งปี 63 ไปแล้ว สำหรับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่ราคาปลายปีทะยานอย่างร้อนแรง จากต้นปีเพียงแค่ 50 กว่าบาทเท่านั้น ทั้งนี้หากคิดจาดราคาต่ำสุด (27 บ.) ในวันที่ 13 มี.ค. กับราคา สูงสุด ( 686 บ.) วันที่ 25 ธ.ค.63 ส่วนต่างของ DELTA สูงถึง 659 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึงกว่า 1,544% ภายในเวลาเพียง 9 เดือนเท่านั้น ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของ DELTA พุ่งขึ้นมาแตะระดับกว่า 8.5 แสนล้านบาททันที   

    สำหรับสาเหตุที่ราคาหุ้น DELTA พุ่งขึ้นมาร้อนแรงกว่า 20 เท่าในปีนี้ ยังคงเป็นปริศนาว่ามีปัจจัยอะไรหนุนให้ราคาบวกขึ้นมาขนาดนี้ ขณะที่นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ   DELTA ยังยอมรับเลยว่ารู้สึกแปลกใจกับราคาหุ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จากไต้หวันไม่ได้มีแผนไล่ซื้อหุ้นเพื่อเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) อย่างที่มีข่าวลือในห้องค้าแต่อย่างใด เช่นเดียวกับที่ตลท.บอกว่ายังไม่พบความผิดปกติจากหุ้นดังกล่าวเช่นกัน 

 

 

4. MINT - CENTEL ขาดทุนครั้งแรก    
    
    ธุรกิจโรงแรมถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยตรง โดยเฉพาะ 2 บริษัทโรงแรมยักษ์ใหญ่ของไทย อย่าง  บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) หรือ MINT และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ที่ประกาศผลประกอบการ 9 เดือนของปี 63 ประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก  

    โดยผลประกอบการของ MINT รอบ 9 เดือนปีนี้ขาดทุนไปแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท จากที่งบรายปีของ MINT ย้อนหลัง 20 ปี ตั้งแต่ปี 43 พบว่ายังไม่เคยขาดทุนเลยแม้แต่ปีเดียว ขณะที่ราคาหุ้น MINT ในช่วงต้นปีดิ่งลงไปกว่า 60%  ส่วน CENTEL กลับมาขาดทุน 1.4 พันล้านบาทอีกครั้ง ในรอบ 10 ปี หลังจากเคยขาดทุนมาแล้วในปี 53 จากปัญหาการเมืองในขณะนั้น โดยราคาหุ้น CENTEL ก็ปรับลดลงไปถึง 48% ในช่วงเวลาเดียวกัน      
 

5 THAI - NOK เข้าแผนฟื้นฟู 

    อีกหนึ่งธุรกิจที่ถูกโควิด-19 ซัดจนน่วม นั่นคือธุรกิจการบิน เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก โดยเฉพาะสายการบินแห่งชาติอย่าง  บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ที่เผชิญปัญหาการเงิน และการเมืองภายในองค์กร มานานแสนนานแต่ทางฝ่ายบริหารก็จะแก้ไขปัญหาผ่านไปได้แบบประครองตัวได้ทุกที 

    แต่สถานการณ์โควิดครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ต่อภาคท่องเที่ยว - การบินทั่วโลก ทำให้ THAI ไม่สามารถแก้ปัญหาแบบถูๆ ไถๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นยิ่งทำให้ปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมและหมักหมมมานานโผล่ออกมาจนหมด ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่แบกไว้กว่า 3 แสนล้านบาท การเมืองภายใน และเรื่องทุจริตที่สะสมมานานถูกนำออกมาแฉอีกมากมาย จนทำให้ THAI ต้องก้มหน้ารับสภาพเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้ บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK ที่ THAI ถือหุ้นอยู่ก็เผชิญปัญหาทางการเงินและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฯ เช่นกัน        

 

6. CRC-SCGP ไอพีโอแสนล้าน  
 
    ในปี 63 มีหุ้นใหม่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัท และมี 2 ดีลของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับมูลค่าระดับแสนล้านบาท เข้ามาซื้อขาย 2 บริษัท นั่นบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC บริษัทค้าปลีกในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่เข้ามาซื้อขายในวันที่ 20 ก.พ.63  และ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จากัด (มหาชน) หรือ SCGP บริษัทลูกของ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC  
    
    โดยทั้ง 2 บริษัทมีมูลค่าการตลาดตามราคาไอพีโอที่ 2.65 และ 1.5 แสนล้านบาทตามลำดับ ส่งผลให้ทั้ง 2 บริษัทหลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ถูกเข้าคำนวณดัชนี SET50 โดยทันที นอกจากนี้ทั้ง 2 บริษัทยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มูลค่าการระดับทุนของตลาดหุ้นไทยปี 63 สูงที่สุดในอาเซียนเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันอีกด้วย    
     
7 SICT ไอพีโอ 4 ซิลลิ่ง  

 
    ยังอยู่กับหุ้นไอพี แม้ว่า CRC-SCGP เป็นหุ้นที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดในปีนี้ แต่หุ้นไอพีโอที่เรียกเสียงฮือฮาให้แก่นักลงทุนมากที่สุดกลับเป็นหุ้นที่ทำธุรกิจไมโครชิพสัญชาติไทย อย่าง บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SICT  เพราะนอกจากราคาเปิดซื้อขายวันแรกจะปรับขึ้นมาชนระดับสูงสุด(ซิลลิ่ง) ของวันที่ 200% การซื้อขายวันถัดไป ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นต่อชนระดับสูงสุดของวันต่อเนื่องอีก 3 วันทำการ (ตามเกณฑ์ซิลลิ่งชั่วคราว 15% ของตลท.) และวันที่ 5 ราคายังปรับขึ้นอีกกว่า 14% 
    
    โดยรวมทั้ง 5 วันแรกของ SICT หลังจากเข้าตลาดหุ้น ราคาปรับตัวขึ้นจากราคาจองที่ 1.38 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดถึง 418%    
 

 

 

8 BDMS ขาย BH 
    
    อีกหนึ่งการซื้อขายหุ้นที่สร้างความฮือฮา ในตลาดบ้านเรา ก็คือกรณี บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ขายหุ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH  ที่ถืออยู่ทั้งหมด 180,715,806 หุ้น หรือ 22.71% 

    หากใครติดตามข่าวทั้ง 2 โรงพยาบาลนี้จะทราบดีว่า ทาง BDMS พยายามจะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BH เพิ่มมาโดยตลอด แต่กลับถูกคัดค้านจากหลายฝ่ายเนื่องจากเกรงว่าจะนำไปสู่การผูกขาดทางธุรกิจโรงพยาบาล จนสุดท้าย BDMS ต้องถอดใจและขายทิ้งออกมาในที่สุด จนกลายเป็นที่มาของตัวละครลับชื่อว่า "สาธิต วิทยากร" ผถห.ใหญ่ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC  ที่เข้ามาเก็บหุ้น BH แทน 

9 หุ้นแบงก์ ต้นร้ายปลายดี  
 
    อีกหนึ่งกลุ่มหุ้นบิ๊กแคปที่เจอผลกระทบจากโควิด นั่นคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) จากความกังวลต่อเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อแนวโน้มหนี้เสียเพิ่มขึ้น จนมาสู่การตั้งสำรองหนี้สูญในช่วงไตรมาส 2/63 (ไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากโควิดมากที่สุด) ถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงการออกมาตรการพักชำระหนี้  ขณะที่ราคาหุ้นก็สะท้อนความกังวลดังกล่าวออกมาชัดเจน เห็นได้จากดัชนี SET กลุ่มแบงก์รอบ 10 เดือน ลดลงไปถึง 47% ขณะมาร์เก็ตแคป 10 ธนาคารที่หายไปถึง 8.27 แสนล้านบาท จากสิ้นปี 62 ที่มาเก็ตแคปอยู่ที่ 1.87ล้านลบ.  

    อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี หุ้นกลุ่มแบงก์กลับมีแรงซื้อเข้ามาอย่างหนาแน่นอีกครั้งจนดัชนีบวกขึ้นมาถึง 53% ในช่วงเวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าการตั้งสำรองที่ลดลง และทิศทางสินเชื่อช่วงปลายปี จนถึงปี 64 เป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกล้ากลับมาเก็บหุ้นแบงก์เข้าพอร์ตอีกครั้ง  

10 CP-CPALL ฮุบเทสโก้        

    ปิดท้ายด้วยดีลยักษ์ใหญ่ปิดท้ายปี กับการเข้าซื้อกลุ่มเทสโก้เอเชีย หรือที่เรียกันติดปากว่าเทสโก้ โลตัส  ของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์  โดยให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL  ลงทุนทางอ้อมผ่าน บริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด  

    การเข้าซื้อเทสโก้ครั้งนี้ มีมูลค่าสูงถึง  10,576 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 338,445 ล้านบาท ส่งผลกลุ่มซีพีได้สาขาของเทสโก้กว่า 2,000 สาขาไปครอง และขยายอาณาจักรค้าปลีกรวมเซเว่นอีเลฟเว่น -แม็คโคร-ซีพี เฟรชมาร์ท ทะลุ 14,000 สาขาทั่วประเทศ ทางด้านตลาดหุ้น นักวิเคราะห์ยังมีความกังวลต่อการลงทุนครั้งนี้ โดยเฉพาะภาระหนี้สินของ CPALL- CPF ที่จะเพิ่มขึ้น และระยะเวลาการรับรู้กำไรที่อาจจะยาวนานถึง 3 ปี  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh