efin Review

บันทึก 19 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มากับโควิด-19

บันทึก 19 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มากับโควิด-19

 ผ่านมาแล้วกว่า 4 เดือน ที่โควิด-19 ได้แพร่ระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วโลก ทำให้มีผู้ติดเชื้อจนถึงปัจจุบันทะลุ 3 ล้านคน และคร่าชีวิตผู้คนกว่า 2 แสนราย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดเหตุการณ์สำคัญในตลาดการเงินและตลาดทุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นำมาซึ่งความเป็น"ที่สุด"ของอีกหลายๆ เรื่อง 

 "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"  จึงได้รวบรวมเรื่องที่เป็น "ที่สุด" ที่เกิดขึ้นในยุคโควิด-19 อะไรบ้าง  

 

1.จีดีพีไทยติดลบ 5.3% - ศก.ไทยตกต่ำสุดรอบ 10 ปี 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ GDP ในปี  2563  มีโอกาสติดลบสูงถึง 5.3% หลังโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจรุนแรง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่เกิด Subprime ที่ติดลบแค่ 0.7% เท่านั้น ซึ่งปัญหาของกาารติดลบครั้งนี้มาจากภาคท่องเที่ยว เรียกว่านักท่องเที่ยวแทบจะเหลือศูนย์

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกจไทยติดลบ 5.6% โดยมองว่าการแพร่ระบาดของไวรัส กระทบภาคการท่องเที่ยวให้ติดลบ 67%

สอดคล้องกลุ่มธนาคารเกียรนาคินภัทร ได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตจีดีพีใหม่อยู่ที่ติดลบ 6.8% ให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงขึ้น

 

 

2.ดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการประชุมนัดพิเศษ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.00%  เป็น 0.75% ต่อปี ต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงิน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาตรการการคลังของรัฐบาลที่ได้ออกมาแล้วและจะออกมาเพิ่มเติม

 

 

3 ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุด 

ราคาน้ำมันในตลาดโลก ดิ่งลงหนักสุดในรอบ 29 ปี หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียเปิดฉากทำสงครามราคากับรัสเซีย นับตั้งแต่ต้นปีราคาน้ำมันดิบปรับลงกว่า 60% มากที่สุดและเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากปัจจัยบั่นทอนทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยอุปสงค์น้ำมันถูกกดดันจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่หดตัวจาก COVID-19 อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมจากอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นหลังมีการทำสงครามราคาระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซีย ซึ่งถือเป็นสงครามราคาครั้งใหญ่อีกครั้งในอุตสาหกรรมน้ำมันโลก
    
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสัญญาล่วงหน้า WTI  วันสุดท้ายของสัญญาส่งมอบเดือนพ.ค. ถูกเทขายจน “ติดลบ” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่การซื้อขายปกติราคาลงไปต่ำถึงระดับ 10 ดอลลาร์/บาร์เรล   

 

 

4. ตลาดหุ้น "เซอร์กิต เบรคเกอร์" มากสุดเป็นประวัติการณ์ 

"เซอร์กิต เบรคเกอร์" มาตรการระงับการซื้อขายชั่วคราวถูกนำมาใช้มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกวิกฤตในอดีต ตั้งแต่ต้นปีที่ COVID-19 เริ่มระบาด ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายประเทศต้องงัดเซอร์กิต เบรคเกอร์ มาใช้มากเป็นประวัติการณ์ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ต้องใช้เซอร์กิต เบรคเกอร์ ถึง 4 ครั้งในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ มากกว่าช่วงวิกฤต Hamburger ที่ใช้เพียง 2 ครั้ง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่มีการใช้เซอร์กิต เบรคเกอร์ ถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
 

 

5. หวยหยุดออกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 

สลากกินแบ่งรัฐบาลหยุดออกรางวัลครั้งแรกในชีวิต โดยเลื่อนออกรางวัลงวด 1 เม.ย. 63 เป็นวันที่ 16 พ.ค. 63 แทน และเลื่อนออกรางวัลติดกันถึง 3 งวด เซ่นพิษโควิด-19 คาดรัฐสูญรายได้รวมกันถึง 5,400 ล้านบาท

การงดขายสลากในแต่ละงวดนั้น ทำให้สำนักงานสลากฯ สูญรายได้งวดละ 1,800 ล้านบาท ซึ่งงดขายสลากถึง 3 งวด ทำให้สูญเสียรายได้ราว 5,400 ล้านบาท และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการเลื่อนออกรางวัลติดกันถึง 3 ครั้ง

 

6. แห่ขายทองมากเป็นประวัติการณ์ 

นายกสมาคมค้าทองคำ เผย อยู่ในวงการ 60 ปี เพิ่งเคยเจอ ประชาชนต่อคิวขายทองให้กับร้านทองย่านเยาวราชมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาทองพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี เพราะตั้งแต่ต้นปีราคาทองคำเพิ่มขึ้น 6,000 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาทองคำแท่งในประเทศ (30 เม.ย.) อยู่ที่ 26,200 บาทต่อบาททองคำ (จุดสูงสุดปีนี้ 26,400 บาท)

สมาคมค้าทองคำ ฟันธง แนวโน้มราคาทองยังขาขึ้น คาดมีโอกาสเห็น “นิวไฮ” รอบใหม่ หลัง 8 ปีก่อนทองคำแท่งในประเทศเคยทำสถิติสูงสุดที่ 27,100 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองคำตลาดโลกยังคงพุ่งต่อเนื่อง ปรับตัวทะลุดระดับ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี 

สำหรับราคาทองคำในประเทศ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปรับขึ้นมาแล้วราว 6,000 บาทต่อบาททองคำ ทำให้นักลงทุนที่เคยซื้อไว้ก่อนหน้านี้พากันมาเทขายทองคำ

 

7.ปีที่ไม่มีสงกรานต์ 

 13-15 เม.ย.63 นับเป็นสงกรานต์ครั้งประวัติศาสตร์ที่้ต้องจดจำ เมื่อประะเทศไทย เป็นอันต้องพร้อมใจลุกขึ้นตั้งรับโควิด-19 ทำเอาเทศกาลแห่งความหฤหรรษ์ต้องถูกพักชั่วคราว แล้วหันมา อยู่บ้าน ช่วยชาติ สู้ศึกไวรัสบุกโลก  งดรดน้ำญาติผู้ใหญ่ งดเดินทางกลับบ้านในภูมิลำเนา กลายเป็นกราบขอพรกันแบบออนไลน์ งดกิจกรรมทุกอย่าง สุราห้ามขาย เป็นสงกรานต์ประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

8.ตลาดหุ้นเปิดเทรดวันสงกรานต์  

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยกเลิกวันหยุดสงกรานต์ และเปิดทำการซื้อขายปกติ วันที่ 13-15 เม.ย.63 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

9. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุด 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 50.3 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัญหาหลักมาจากโควิด-19 กระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งรายได้ การหางานทำ และเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมยังประเมินครึ่งปีแรกของปี คาดเม็ดเงินจะหายออกจากระบบเศรษฐกิจถึง 1.5 ล้านล้านบาท

 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งเป็นการต่ำสุดเทียบเคียงได้กับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2541 และเมื่อประเมินเศรษฐกิจไทยขณะนี้ กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย จากภาวะเศรษฐกิจหดตัว การว่างงานเพิ่มขึ้น กระทบต่อรายได้ของผู้บริโภค กำลังซื้อลดลงในช่วงไตรมาส 2 และเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 3 กำลังซื้อจะชะลอตัว ดังนั้น ในช่วง 3 เดือนจากนี้ (เม.ย.-มิ.ย.) จะเป็นตัวประเมินว่าการควบคุมปัญหาจะคลี่คลายได้เร็วหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศ

 

 

10. สายการบินหยุดให้บริการ 

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศห้ามเครื่องบินจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยตั้งแต่ 3 เม.ย. – 30 เม.ย. 63 และขยายเพิ่มเติมไปจนถึง 31 พ.ค.63 รวมถึงสั่งปิดสนามบินภูเก็ตตั้งแต่ 10-30 เม.ย.63 ล้วนส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ ลดเที่ยวบินลงอย่างมากหรือหยุดทำการบิน เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID 19) รุนแรงมากยิ่งขึ้น และเพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินข้างต้นให้ยุติลงโดยเร็ว

 

 

11. 7-11 ปิดตอนกลางคืน 

จุดเด่นสำคัญของ 7-11 คือ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ดังสโลแกน หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา กระทั่งการเข้ามาและแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของโควิด 19 ในไทย รัฐบาลมีคำสั่งปิดสถานที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด รวมกระทั่งร้านสะดวกซื้อ 7-11 ปิดบริการระหว่าง 24.00 น.ถึง 05.00 น  จึงเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยาก คือ 7-11 ปิดให้บริการ

 

 

12. ห้างสรรพสินค้าปิดบริการ 

ไม่มีครั้งไหน ที่กรุงเทพมหานครจะโดนปิดห้าง 22 วัน กลุ่มผู้ให้เช่า นั่นก็คือ เจ้าของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก กลุ่มผู้เช่า นั่นก็คือ คนที่เช่าพื้นที่จากห้างเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบเต็มๆ คือ รายได้กลายเป็นศูนย์ในเวลา 22 วัน จากธุรกิจ สายการบิน โรงแรม คราวนี้วายร้ายโควิด-19 ได้มาเจาะเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยซึ่งก็คืออุตสาหกรรมค้าปลีก

 

13. โรงหนังปิดไม่ฉายหนัง 

เมเจอร์ ประกาศปิดโรงหนัง-โบว์ลิ่ง-คาราโอเกะ-ลานสเก็ต ทุกสาขาในประเทศไทย ทั้งในไทยและตปท.หลังโควิดยังระบาดหนัก ขณะที่ เอสเอฟซีนีมาร์ ปิดโรงหนังทั้ง 22 สาขา

 

 

14. ถูกล็อคดาวน์ทั้งประเทศ 

หนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสควิด-19 ที่ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดคือ“การปิดเมือง” แต่รัฐบาลหลายประเทศก็มีแนวทางในการปิดเมืองที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาด ประเทศที่ "ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ" ประกอบด้วย อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เอลซัลวาดอร์ เดนมาร์ก โปแลนด์ สหภาพยุโรป(อียู)เปรู มาเลเซีย ยูเครน และเบลเยียม
    

 

 

15. ร้านนวด สปา ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ปิดบริการ 
    
ร้านนวด สปา ร้านตัดผมปิดให้บริการทั่วประเทศ ต้องตัดผมเอง ป้องกันการแพร่ระบาด  

 

 

16. ร้านอาหารไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง  

"พาณิชย์"เผยสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 ดันยอดขายอาหารดิลิเวอรี่พุ่ง 2-3 เท่าตัว คำสั่งให้ประชาชนกักตัวเองที่บ้านเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และการให้บริการต่าง ๆ ก็ต้องหยุดชะงักลง ในภาวะวิกฤติแบบนี้ บริการส่งสินค้าและอาหาร พนักงานส่งอาหารวิ่งกันให้ควั่ก มีการประเมินโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ว่า บริการขนส่งอาหารน่าจะมีการเพิ่มขึ้น 35 - 40% จากช่วงเวลาปกติ

 

17.ท่องเที่ยวโลกหยุดชะงักต่ำสุดในรอบ 15 ปี 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากในช่วง 1-2 เดือน (มี.ค.-เม.ย.63) รัฐบาลในหลายประเทศสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาไม่ให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ก็คงจะต้องใช้ระยะเวลาอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กว่าที่กิจกรรมการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

สถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยาวนานขึ้นน่าจะส่งผลทำให้ในปี 63 จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศทั่วโลกอาจต่ำสุดในรอบ 15 ปี โดยคาดว่าจะมีจำนวน 800-900 ล้านคน หดตัวกว่า 38%-45% จากปีที่ผ่านมา หรือลดลง 550 – 650 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นรายได้การท่องเที่ยวทั่วโลกที่น่าจะหายไปไม่ต่ำกว่า 570,000-677,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ในปี 62 รายได้การท่องเที่ยวโลกน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของมูลค่าการส่งออกภาคบริการของโลก)

 

 

18.คนอยู่บ้านมากสุด 

ไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะบังคับให้คนทั้งโลกอยู่ติดบ้านได้มากเท่าเหตุการณ์นี้ โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นคนรวยหรือคนจน ล้วนแต่ต้องอยู่กับบ้าน ยังไม่นับรวมบางประเทศที่มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกจากบ้านในเวลากลางคืน 

 

 

19. อาชีพที่มั่นคงที่สุดถูกโจมตีแบบตั้งตัวไม่ทัน 

ใครจะไปคิดว่าอาชีพที่ครั้งหนึ่งถือว่ามีความมั่นคงที่สุด ไม่ว่า นักบิน แอร์โฮสเตส รายได้จะลดลง-ถูกเลิกจ้าง เจ้าของห้างสรรพสินค้า โรงแรม ถูกโจมตีแบบตั้งตัวไม่ทัน ทำให้คิดไปว่าโลกยุคใหม่มีรายได้ทางเดียวไม่พอ ต้องมีอาชีพสำรองไว้เผื่อฉุกเฉินเสมอ


 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh