efin Review

รู้หรือไม่ ? ตรวจเครดิตบูโรที่ไหนได้บ้าง

รู้หรือไม่ ? ตรวจเครดิตบูโรที่ไหนได้บ้าง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเวลาขอยื่นกู้กับสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นกู้หนี้ก้อนใหญ่ เช่น บ้าน หรือ รถ หรือแม้กระทั่งแค่บัตรเครดิตใบเดียว สถาบันการเงินก็จะให้เราเซ็นยินยอมเพื่อตรวจเครดิตบูโร โดยเครดิตนี้จะแสดงถึงประวัติการชำระหนี้ที่สะท้อนพฤติกรรมและวินัยทางการเงินของเจ้าของข้อมูล สถาบันการเงินจะใช้รายงานข้อมูลนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อด้วย


ขณะเดียวกัน ในความจริงแล้วหากเราไม่ได้ขอสินเชื่อเราก็ควรตรวจเครดิตอยู่เสมอ เพื่อเช็คว่ามีหนี้งอก หรือหนี้ที่ไม่ใช่ของเราหรือไม่ มีประวัติการค้างชำระหรือไม่ เมื่อชำระหนี้ที่ค้างไปหมดแล้ว มีสถานะปิดบัญชียอดหนี้เป็นศูนย์หรือไม่ด้วย


ซึ่งในวันนี้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้จัดทำสถานที่ตรวจเช็กข้อมูลเครดิตของตัวเองมากฝาก โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 

 แบบรอรับได้เลย เสียค่าบริการ 100 บาท ได้รับข้อมูลเครดิตภายใน 15 นาที ประกอบด้วย

1.ธนาคารอาคารสงเคราะห์สำนักงานใหญ่ เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์ โดยให้บริการตรวจข้อมูลบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และชาวต่างชาติ

2.ศูนย์ข้อมูลเครดิตบูโร-สถานีรถไฟฟ้า BTS สาลาแดง เปิดให้บริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. ให้บริการเฉพาะบุคคลทั่วไป และชาวต่างชาติเท่านั้น

3.ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สถานีรถไฟฟ้า BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ภายในสถานี) เปิดทำการวันจันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 09.00 น. – 18.00 น. ให้บริการตรวจสอบข้อมูลบุคคลธรรมดา และชาวต่างชาติ

4.ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – ห้างเจเวนิว (นวนคร) ติดโรงพยาบาลนวนครชั้น 3 ติดประกันสังคม เปิดทำการวันจันทร์ – อาทิตย์ เวลา 09.00 น. – 18.00 น. ให้บริการตรวจสอบข้อมูลบุคคลธรรมดา และชาวต่างชาติ

5.ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก ชั้น 3 (โซนธนาคาร) เปิดทำการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. หยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ให้บริการตรวจสอบข้อมูลบุคคลธรรมดา และชาวต่างชาติ

6.CITI สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, ศูนย์การค้าเมกา บางนา ให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-18.00 น. เสียค่าบริการ 100 บาท ได้รับภายใน 15 นาที

7.ธนาคารยูโอบี เปิดให้บริการที่สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และเดอะมอลล์ ท่าพระ โดยใช้เพียงบัตรประชาชน เปิดให้บริการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-18.00 น. เสียค่าบริการ 100 บาท ได้รับภายใน 15 นาที

สำหรับกรณีบุคคลธรรมดาใชับัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าวตัวจริงนำมาแสดง

กรณีนิติบุคคลสำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล ที่รับรองไว้ไม่เกิน 3 เดือน และลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการผู้มีอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริงนำมาแสดง ตราประทับของนิติบุคคล (ถ้ามี) เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิต

 

ส่วนประเภทที่ 2 คือ แบบส่งรายงานกลับไปให้ทางไปรษณีย์ ลงทะเบียน โดยเสียค่าบริการ 150 บาท ได้รับข้อมูลภายใน 7 วันทำการ ได้แก่ 

1.เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา , ธนาคารกรุงไทย , ธนาคารธนชาต ,ธนาคารอาคารสงเคราะห์?, ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ โดยแจ้งเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ พร้อมยื่นบัตรประชาชน

2.ใช้บัตร ATM กรุงไทย / ไทยพาณิชย์ โดยมีบัตรของธนาคารไหน ใช้ตู้ ATM ธนาคารนั้น โดยทำรายการผ่านหน้าจอ เมนู ตรวจเครดิตบูโร

3.ใช้โมบายแอปพลิเคชั่น สำหรับผู้ที่ลงทะเบียน ธนาคารมือถือกรุงไทย และ?ธนาคารธนชาต โดยทำรายการผ่าน ธนาคาร บนโทรศัพท์มือถือ

4.ใช้บริการธนาคารออนไลน์ของกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกรุงไทย

5.ที่ทำการไปรณีย์ เฉพาะสาขาที่ให้บริการ โดยสามารถสอบที่ 1545 หรือ www.thailandpost.co.th

 

แต่หากใครไม่สะดวกเดินทางไปขอเช็กเครดิตบูโรด้วยตัวเอง ก็สามารถมอบอำนาจได้ โดยเตรียมเอกสาร ดังนี้ 

1.บัตรประชาชนตัวจริง และสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง ของผู้มอบอำนาจ (ผู้ที่ต้องการตรวจเครดิตบูโร)

2.บัตรประชาชนตัวจริง และสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง ของผู้รับมอบอำนาจ 3.หนังสือมอบอำนาจตรวจสอบข้อมูลเครดิต สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ www.ncb.co.th

 

สำหรับในรายงานข้อมูลเครดิตนั้น แสดงประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังรวม 36 เดือน โดยข้อมูลล่าสุดจะแสดงอยู่ด้านบน สำหรับความหมายของสถานะบัญชีในปัจจุบันเป็นอย่างไร จะมีตัวเลขกำกับอยู่ เราลองไปดูความหมายของรหัสเลขต่าง ๆ กัน

10 – ปกติ แปลว่า บัญชีนี้มีการชำระสินเชื่อตามปกติ จ่ายครบ จ่ายตรงตามเงื่อนไข ไม่มียอดค้างชำระหรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน

11 – ปิดบัญชี แปลว่า สินเชื่อบัญชีนี้ได้มีการปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว ไม่มีหนี้ค้าง

12 – พักชำระหนี้ ตามนโยบายรัฐ แปลว่า ที่ผ่านมาเคยมียอดค้างชำระ แต่ตอนนี้เข้าโครงการพักชำระหนี้ตามนโยบายรัฐ จึงทำให้สถานะไม่เป็นการค้างชำระ

20 – หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน แปลว่า เคยค้างชำระในอดีต และปัจจุบันก็ยังค้างอยู่ ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นผลลบต่อตัวผู้เป็นลูกหนี้เจ้าของบัญชีนี้

การตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตัวเอง ก็คล้ายกับการตรวจร่างกายประจำปี อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารู้ว่าปีนี้ยังมีสุขภาพการชำระเงินที่แข็งแรงเหมือนเดิมอยู่ไหม อย่าลืมว่า "สุขภาพการเงินที่ดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง"

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh