efin Review

นายกฯ คนนี้ จีดีพีเท่าไหร่

นายกฯ คนนี้ จีดีพีเท่าไหร่

ทุกยุคทุกสมัยของแต่ละรัฐบาล มักจะมีคำถามเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ตลอดเวลา เพราะนั่นคือภาพสะท้อนถึงการบริหารงานของทั้งตัวนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนั้นๆ ซึ่งบางปีอาจจะเป็นปีที่สดใส หรือบางปีอาจจะเป็นปีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเข้ามา ทำให้จีดีพีอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  


ทางสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จึงได้รวบรวมผลงานด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีแต่ละคน ว่าสามารถทำให้จีดีพีเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน โดยจะเริ่มจากปี 2541 ซึ่งเป็นปีแรกหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 


ทั้งนี้ตัวเลขจีดีพีที่นำมาอ้างอิง มาจากตัวเลขของสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ถูกบันทึกในบัญชีเศรษฐกิจเงินทุนของประเทศไทย โดยปี 2541 -2556 จะเป็นตัวเลขสุดท้ายที่ถูกบันทึกใน 5 ปีย้อนหลัง หลังจากสภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ  ส่งผลให้บางปีตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงไปจากการประกาศในครั้งแรก  
                          

* ชวน หลีกภัย
 ( ดำรงตำแหน่ง พ.ย.40 - ก.พ.44)

 

นับเป็นเผือกร้อนของ นายชวน หลีกภัย ที่กลับเข้ามาบริหารประเทศจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ล่มสลายจากวิกฤตต้มยำกุ้งภายใต้การบริหารงานของพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ์ ที่ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท 


โดยงานสำคัญในการกลับมานั่งตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 ของนายชวน หลีกภัย คือการประกาศให้ประชาชนช่วยกันรัดเข็มขัดช่วยชาติ ซึ่งได้รับการร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี รวมถึงการเร่งทยอยปลดหนี้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จำนวน 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  จนจีดีพีที่ติดลบ 10.5% ในปี 2541 ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ก่อนจะมาโต 4.4% ในปี 2542 และ 4.6% ในปี 2543   
                

* ทักษิณ ชินวัตร 
(ดำรงตำแหน่ง  สมัยที่ 1 : ก.พ.44 - มี.ค.48 / สมัยที่ 2 : มี.ค.48 - ก.ย. 49)  

    

นับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลต่อการเมืองและเศรษฐกิจไทยมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามาอย่างถล่มทลายทั้ง 2 สมัย การมาของพ.ต.ท.ทักษิณ สร้างปรากฏการณ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมกับประชาชนชาวรากหญ้าเป็นอย่างมาก ทั้งโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน 


แม้ว่าในปีแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่งจีดีพีจะโตเพียง 2.2% แต่หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถเสกตัวเลขจีดีพีให้โตได้ถึง 7.1% ในปี 2546  โดยรวมระยะเวลาประมาณ 6 ปี ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ  ของพ.ต.ท.ทักษิณ ทำจีดีพีเฉลี่ยโตปีละ 5%                            


* สุรยุทธ์ จุลานนท์ 
( ดำรงตำแหน่งต.ค.49 - ม.ค.51)  
 
  

หลังจากการปฏิวัติโค่นอำนาจระบอบทักษิณ ของ  คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)ในเดือนกันยายนปี 2549 ทาง คปค.ได้ตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีขึ้นมาโดยการนำบุคคลากรอาวุโสชั้นนำด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศมาร่วมรัฐบาล จนได้รับสมญาว่าเป็นรัฐบาลขิงแก่  
    

ผลงานด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้หวือหวามากนักเนื่องจากเป็นรัฐบาลขัดตาทัพเพื่อรอการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็สามารถประคองจีดีพีในปี 2550 โตได้ถึง 5.4% 
    

อย่างไรก็ตามยังพอจะมีเรื่องที่กล่าวขวัญถึง คือนโยบายของ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือการออกมาตรการกันสำรองเงินลงทุนต่างชาติ 30% จนตลาดหุ้นไทยปรับลดลงไปวันเดียวกว่า 100 จุด จนหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรได้ฉายาจากวงการตลาดทุนว่า "หม่อมอุ๋ยร้อยจุด"    
          

* สมัคร สุนทรเวช 
(ดำรงตำแหน่ง ม.ค.51-ก.ย.51) 

     
บรรยากาศการเลือกตั้งในประเทศกลับมาอีกครั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ คปค. โดยครั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยแรงหนุนจากฐานเสียงของกลุ่มเดิมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็ตามตำแหน่งนายกฯ ของนายสมัครได้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากคดีเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ที่มีการกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการทำรายการโทรทัศน์  

    
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลา 9 เดือนของรัฐบาลนายสมัคร  มีนโยบายเด่นที่กระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนอยู่บ้าง ทั้ง การยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% การคุมราคาสินค้าอาหาร มาตรการภาษี  และนโยบายประชานิยมอย่าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม รถเมล์-รถไฟฟรี โดยจีดีพีปี 2551 นั้นเติบโต 2.5%  
       

* สมชาย วงสวัสดิ์ 
( ดำรงตำแหน่งก.ย.-ธ.ค.51)


หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทางสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนให้ นาย สมชาย วงสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งแทน แต่ขณะนั้นนายสมชาย ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล เพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงยึดพื้นที่ไว้ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร จึงใช้สนามบินดอนเมืองเป็นที่ทำการแทน  


ด้วยระยะเวลาการทำงานในระยะสั้น และการเมืองที่ร้อนแรง นโยบายเศรษฐกิจของนายสมชายจึงเป็นพียงการสานต่อนโยบายจากรัฐบาลเดิมเท่านั้น  ก่อนที่นายสมชายจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จากกรณีที่ศาลสั้งยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการทุจริตการเลือกตั้ง  


* อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 
( ดำรงตำแหน่ง ธ.ค.51 - ส.ค.54)

    

การเมืองที่ร้อนแรงทั้งนอกและในสภาในช่วงเวลานั้น ส่งผลให้การเมืองเปลี่ยนขั้ว หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าฝ่ายค้านอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้รับคะแนนเสียงจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมชาย 

    
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ต้องเผชิญกับสถานการณการเมืองที่ร้อนแรงอย่างหนัก จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในปี 2552 และปี 2553  จนเกิดเหตุกาณณ์สลายการชุมนุมจนสร้างความเสียหายอย่างหนักจากการเผาสถานที่สำคัญทั่วประเทศ  
    
    
ในแง่การบริหารเศรษฐกิจตลอดช่วงเกือบ 3 ปี ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในปี 2552 จีดีพีได้ลงไปติดลบ 2.3 จากความกังวลการเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต่อเนื่องมาจากปี 2551 จนรัฐบาลต้องออกนโยบายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะคล้ายกัน ภายใต้ชื่อ "เช็คช่วยชาติ" มูลค่า 2,000 บาท เพื่อเป็นการรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว  ก่อนที่ในปี 2553 จีดีพีจะกลับมาโตถึง 7.8% จากฐานที่ต่ำ และแผนเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  
    


* ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 
(ดำรงตำแหน่ง ส.ค.54-พ.ค.57)

     
    
ถือเป็นการเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ ที่เจองานยากตั้งแต่เริ่มทำงานสำหรับ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย อย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี 2554 แต่เพียงเริ่มทำงานได้ไม่กี่เดือน ต้องเจอกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี  ทำให้จีดีพีในปี 54 ดิ่งลงเหลือโตเพียง 0.8%  

      
อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยมาได้ ปี 2555 จีดีพีกลับโตขึ้นมาอย่างโดดเด่นมาโตที่ 7.2% เพราะนอกจากได้ฐานที่ต่ำในปี 2554 ช่วยแล้ว นโยบายต่างๆ ในรัฐบาลชุดนี้ก็กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายค่าแรง 300 บาท รถคันแรก รวมถึงการจำนำราคาข้าว       
   
    
แต่หลังจากอัดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิมาอย่างเต็มที่ในปี 2555 แล้ว ในปี 2556 ตัวเลขเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาสู่ความจริงมากขึ้นเพราะโตเพียง 2.7%  ก่อนที่ปี 57 รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกความท้าทายจากการชุมนุมครั้งใหญ่ในประเทศอีกครั้ง ก่อนจะถูกรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2556  โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)     
     


* ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
(ดำรงตำแหน่ง สมัย1 : ส.ค.57-มิ.ย.62 / สมัยที่ 2 : มิ.ย.62 - ปัจจุบัน)

    
จากการทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 การเข้ามาทำงานท่ามกลางการเมืองที่ร้อนแรง และการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เข้ามาจากระบอบประชาธิปไตย ทำให้การเมือง - เศรษฐกิจไทยในปี 2557 อยู่ในช่วงสุญญากาศไประยะหนึ่ง ทำให้จีดีพีในปี 2557 โตเพียง 1% 
    
          
อย่างไรก็ตามการบริหารงานด้านกิจของรัฐบาลคสช.ในปีต่อๆ มา หลังจากจัดระบบระเบียบการเมืองในประเทศเข้าที่แล้ว ก็เริ่มให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินหน้าโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ค้างท่อ ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ท่าเรือ รวมถึงนโยบายการกระตุ้นการส่งออก ส่งผลให้จีดีพีในปี 2558 , 2559 , 2560 และ 2561 เติบโตมาที่ 3.1, 3.4 , 4.0 และ 4.1% ตามลำดับ   
   
    
ส่วนในปี 2562 นี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กลับต้องเผชิญศึกหนักจากทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขั้วการเมืองที่เป็นเสียงปริ่มน้ำในสภา ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลมีความเสี่ยงอยู่ทุกครั้งในการผ่านร่างจากสภาฯ ส่วนในต่างประเทศมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กระทบการค้าทั่วโลก 

    
ขณะที่ล่าสุด สหรัฐฯยังออกมาประกาศตัดสิทธิ์ พิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(จีเอสพี) แก่ประเทศไทยหลายรายการสินค้า นั่นเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชี้ว่าสหรัฐฯกำลังหันมาทำสงครามการค้ากับไทยด้วยเช่นกัน จึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะทำให้จีดีพีในปี 2562 อาจจะโตได้ไม่ถึง 3% ตามเป้าที่วางไว้ และจะเป็นตัวเลขต่ำสุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำได้          


 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh