efin Review

มีเงิน 10,000 บาท ก็เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าได้

มีเงิน 10,000 บาท ก็เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าได้

     “หุ้นโรงไฟฟ้า” ถือเป็นสินทรัพย์ทรัพย์อีกหนึ่งทางเลือกที่นักลงทุนมักจะหาจังหวะเข้าหลบภัย ในยามที่สภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวน รับผลกระทบปัจจัยทั้งใน และนอกประเทศรุมเร้า แม้นักลงทุนสถาบันทั้งไทยและเทศ จะเทขายหุ้นไทยมากน้อยแค่ไหน “หุ้นโรงไฟฟ้า” ก็ยังยืนอยู่ได้ด้วยการทำผลประกอบการให้แข็งแกร่ง จากการมีใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้ากับทางภาครัฐแบบระยะยาว 20-25ปี ดังนั้น จึงทำให้ “หุ้นโรงไฟฟ้า” เป็นหุ้นที่มีความโดดเด่น และยังคงน่าสนใจ
      แต่คำถามคือจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ถึงจะเป็นเจ้าของ “หุ้นโรงไฟฟ้า” ได้ ซึ่งหุ้นนั้นก็มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ จึงทำให้มีราคาหุ้นมีความแตกต่างกันไปตามขนาด ทั้งนี้นักลงทุนอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อ และจะได้กี่หุ้นโรงไฟฟ้ากี่หุ้นมาครอบครอง

    ทาง"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงแนะนำให้นักลงทุนเห็นภาพว่า หากใช้เงินเพียง 10,000 บาทนั้น จะสามารถซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าในแต่ละตัวได้จำนวนเท่าไหร่กันบ้าง

    เริ่มกันที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO หนึ่งผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ราคาอยู่ที่หุ้นละ 328 บาท จะต้องใช้เงินจำนวน 9,840 บาท เพื่อให้ได้หุ้น EGCO มาจำนวน 30 หุ้น มาต่อกันที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ผู้ประกอบการที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภท IPP ขนาดกำลังการผลิต 5,000MW ราคาหุ้นอยู่ที่หุ้นละ 145.50 บาท หากใช้เงินจำนวน 9,899 บาท ก็จะทำให้เราได้หุ้น มาจำนวน 68 หุ้น
    ขณะที่บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เจ้าของโรงไฟฟ้าหลายแห่งในไทย รวมถึงยังมี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีราคาหุ้นอยู่ที่หุ้นละ 72.75 บาท หากใช้เงินจำนวน 9,966 บาท ก็จะทำให้เราได้หุ้น มาจำนวน 137 หุ้น ด้านบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เรือธงด้านธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่มปตท. มีราคาหุ้นอยู่ที่ 73.50 บาท ซึ่งจะต้องใช้เงินจำนวน 9,996 บาท ก็ทำให้เราได้หุ้นมาครอบครองจำนวน 136 หุ้น
 
   ฟากผู้ประกอบการที่เป็นอีกหนึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานลม และแสงอาทิตย์ใหญ่ลำดับต้นๆ ของไทย และในอนาคตจะมีโรงงานแบตเตอรี่อย่างบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA มีราคาหุ้นอยู่ที่ 46.25 บาท หากเราใช้เงิน 9,990 บาท ก็จะทำให้ได้ถือหุ้นจำนวน 216 หุ้น ส่วนบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP รายใหญ่ของไทย ในอนาคตตั้งเป้าจะมีไฟฟ้าครบ 5,000MW ราคาหุ้นอยู่ที่ 38.75บาท ทั้งนี้หากใช้เงินจำนวน 9,997บาท ก็ส่งผลให้เรามีหุ้น BGRIM จำนวน 258หุ้น
    ในส่วนของบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เจ้าโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบและในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย สปป.ลาว จีน และญี่ปุ่น มีราคาหุ้นอยู่ที่ 19.20 บาท เราจะต้องใช้เงินประมาณ 9,984 บาท ก็จะทำให้มีหุ้น จำนวน520 หุ้น ด้านบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP หนึ่งในเจ้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรี ขนาดกำลังผลิต 1,280 MW ราคาหุ้นอยู่ที่ 6.05 บาท จะต้องใช้เงิน จำนวน 9,982 บาท ถึงจะได้หุ้น จำนวน1,650 หุ้น
    สำหรับบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เจ้าของโรงไฟฟ้าขยะ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ราคาหุ้นอยู่ที่ 5.25 บาท ดังนั้นเราจึงต้องใช้เงินประมาณ 9,975 บาท ทำให้ได้หุ้น TPIPP จำนวน 1,900 หุ้น และปิดท้ายกันที่ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER เป็นเจ้าของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี มีราคาหุ้นอยู่ที่ 0.63 บาท ซึ่งจะใช้เงินจำนวน 9,954 บาท ก็ทำให้ได้หุ้นของ SUPER มาจำนวน 15,800 หุ้น
 



    เพียงใช้เงินประมาณ 10,000 บาท ก็จะสามารถทำให้เราเป็นเจ้าของหุ้นโรงไฟฟ้า ที่ปลอดภัยจากภาวะในยามที่ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนได้แล้ว ทั้งนี้การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรหาข้อมูล และตัดสินใจก่อนการลงทุน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh