efin Review

IPO ครึ่งแรกปี 62 ใครรอด...ใครร่วง

IPO ครึ่งแรกปี 62 ใครรอด...ใครร่วง

      ช่วงเวลา 6 เดือนแรกของปี 2562 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้ทำการสำรวจข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนเข้าใหม่หรือที่เรียกกันว่า หุ้น IPO พบว่า นับตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นมิ.ย.62 หุ้น IPO ดูไม่คึกคัก สิ่งที่เห็นคือหุ้นจองที่เข้าตลาดวันแรกมีราคาปิดต่ำจองมากขึ้นเรื่อย ๆ ฟากโบรกฯ เชื่อครึ่งปีหลังสัญญาณดีขึ้น เหตุภาวะตลาดเอื้อ คาดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นในครึ่งปีหลัง

หุ้นใหม่ 9 บริษัท ที่เข้าตลาดตั้งแต่ต้นปี มาดูกันว่า ใครรอด...ใครร่วง
    จากการรวบรวมข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงครึ่งปีแรกมีหุ้นเข้าจดทะเบียนทั้งหมด 9 บริษัท กับ 1 กองทุน โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 2 บริษัท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 7 บริษัท และทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท (SPRIME) รวมมูลค่าระดมทุนไอพีโอ 8,528.64 ล้านบาท
    พบหุ้นที่ราคาปิดวันแรกปรับตัวเหนือราคา IPO มีจำนวน 5 บริษัท สามารถสร้างผลตอบแทนให้นักล่า IPO ได้สูงสุดเพียงแค่  47.06% คือ บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) GSC ขณะที่มีบริษัทที่ให้ผลตอบแทนติดลบ หรือราคาปิดการซื้อขายวันแรกต่ำกว่าราคาจองมี 2 บริษัท และอีก 2 บริษัทที่ราคาปิดเท่ากับราคาจอง จากนั้นผ่านไปครึ่งปีพบราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนหลุดราคาจองกันเป็นแถว
    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบราคาหุ้นที่เข้ามาซื้อขายแล้ว ส่วนใหญ่ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 62 บริษัทที่จดทะเบียนภายในปีนี้ ส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวลดลงและต่ำกว่าราคาไอพีโอ โดยมีจำนวน 7 บริษัท ที่ราคาไม่สามารถยืนเหนือราคาไอพีโอได้ คงเหลือเพียง 2 บริษัท ที่ราคาสูงกว่าราคาเสนอขายให้แก่ประชาชนในครั้งแรก

บริษัทที่ราคาปรับตัวลดลงมากที่สุด
     คือ 1.บริษัท ซี เอ แซด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) CAZ ราคาปิด (28 มิ.ย.62) อยู่ที่ 2.36 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 3.90 บาท ถึง 39.48% อันดับ 2. บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) GSC ราคาปิด 1.14 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 1.70 บาท คิดเป็น 32.94% อันดับ 3.บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) SAAM ราคาปิด 1.30 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 1.88 บาท คิดเป็น 27.77% อันดับ 4. บริษัท วี.แอล.เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) VL ราคาปิดที่ 1.50 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 1.75 บาท คิดเป็น 14.28% อันดับ 5.บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) MITSIB ราคาปิด 2.24 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอ ที่ 2.50 บาท คิดเป็น 10.40% อันดับ 6.บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ALL ราคาปิด 4.48 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 4.90 บาท คิดเป็น 8.57%  และอันดับ 7. บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) VRANDA ราคาปิด 9.90 บาท ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ 10.00 บาท คิดเป็น 1%
    
บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงกว่าราคาไอพีโอ
     หรือให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากที่สุด คือ 1.บริษัท ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ACG ราคาปิด (28 มิ.ย.62) อยู่ที่ 1.59 บาท สูงกว่าราคาไอพีโอ ที่ 1.44 บาท คิดเป็น 10.41% และอันดับ 2.บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ZEN ราคาปิดอยู่ที่ 13.80 บาท สูงกว่าราคาไอพีโอที่ 13.00 บาท คิดเป็น 6.15%

กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนที่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นช่วงครึ่งปีแรก 2562 

บริษัท ไตรมาส 1/62 ไตรมาส 1/61 เปลี่ยนแปลง(%)
ACG 15.75 -2.71 681.18
VL 23.42 14.32 63.54
ZEN 32.12 24.14 33.05
GSC 3.89 3.21 21.18
ALL 97.06 84.32 15.10
CAZ 19.23 16.83 14.26
MITSIB 16.62 18.53 -10.31
SAAM 4.59 5.99 -23.37
VRANDA 58.11 121.04 -51.99

ที่มา : สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย     

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ให้ความเห็นว่า แนวโน้มหุ้นไอพีโอในครึ่งปีหลัง จะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะมีบรรยากาศของการลงทุนที่สดใสมากขึ้น จากปัจจัยของต่างประเทศ และปัจจัยภายในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องขึ้นอยู่กับธุรกิจของบริษัทว่าจะมีความสนใจมากน้อยแค่ไหนรวมถึงการตั้งราคา
    โดยปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีทิศทางในลักษณะออกด้านข้าง และลดลง ตามนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งมีโอกาสที่จะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมาดีขึ้น จากกระแสเงินทุนจากภายนอก
    ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศจะเป็นบวก เพราะได้ผ่านการเลือกตั้งแล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมามีการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลคสช. จึงทำให้เกิดข้อจำกัดของการลงทุนจากต่างชาติ และส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาถูกกว่าตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆ โดยจะเห็นได้จากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยที่ระดับ 60,000-70,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูง

    ด้านนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า ภาพรวมของหุ้นไอพีโอในครึ่งปีหลังจะดีกว่าในครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน เพราะว่าสภาพตลาดหุ้นไทยขณะนี้เอื้ออำนวยมาก เนื่องจากปัจจัยของทิศทางอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายทั่วโลก
    โดยทำให้คาดว่าจะมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายอย่างหนาแน่น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ทั้งนี้ เมื่อภาวะดอกเบี้ยมีแนวโน้มในระดับต่ำจึงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรลดลงจึงทำให้ตลาดหุ้นกลับมาเป็นที่น่าสนใจ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh