Stock Insight

ทำไมหุ้น WORK ยังไม่กลับมาเวิร์ค?

ทำไมหุ้น WORK ยังไม่กลับมาเวิร์ค?

          หุ้น บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK เคยเวิร์คอยู่พักหนึ่งและเรียกแขกได้มากมายในช่วงขาขึ้น เพราะเคยเป็นหุ้นหลักร้อย จนตอนนี้เหลือหุ้นหลักสิบ เพราะกำไรที่ผันผวนตามรายได้โฆษณาจากทีวีที่่จะต้องปรับผังเอาใจ “พฤติกรรมผู้บริโภค” ซึ่งเปลี่ยนเร็วมาก

          ทำให้กระแสของรายการ The Mask Singer ที่เคยดังเป็นพลุแตกเมื่อปลายปี60 และดันกำไร All Time High ให้ WORK จึงมาเร็วไปเร็วและที่สุดแล้ว ทำให้มนต์เสน่ห์ของหุ้น WORK หายวับไปกับหน้ากากนักร้อง หลังจบ season แรก    

          มูลค่าตลาดรวมหุ้น WORK ในปลายปี60 จาก 46,000 ล้านบาทลดเหลือประมาณ 11,000 ล้านบาทในเดือน มี.ค.62 ภายในระยะเวลาแค่ปีเศษ

              มูลค่าตลาดหุ้น WORK ที่หายไปถึง 76% หรือราว 35,000 ล้านบาท เป็นไปตามราคาหุ้นที่ลดเหลือ 25 บาท/หุ้น จากที่เคยแตะจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 105 บาท/หุ้น เมื่อปลายปี60

รูปกราฟรายเดือนหุ้น WORK 

          ล่าสุด บริษัทแจ้งงบปี61 ผลประกอบการที่ออกมาก็ไม่ได้ผิดไปจากที่คาด นั่นคือกำไรที่ปรับลดลง และเมื่อมาดูโครงสร้างรายได้ของ WORK จะเห็นว่ารายได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่รายการโทรทัศน์ถึง 82%  และรายได้ดังกล่าวก็ปรับลดลง 15% YoY

          WORK ชี้แจงว่าการลดลงของรายได้ธุรกิจรายการโทรทัศน์มาจากการลดลงของรายได้ช่อง WORKPOINT เป็นหลักเนื่องจากสภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น

   WORK จึงมีแผนที่จะปรับผังรายการใหม่ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และคาดว่าความนิยมของช่อง WORKPOINT จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

          ส่วนฝั่งของต้นทุนการผลิตรายการโทรทัศน์ก็ “เพิ่มขึ้น” สาเหตุหลักๆ เกิดจากต้นทุนค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์    

 

ภาพโครงสร้างรายได้ WORK ส่วนใหญ่มาจากรายการโทรทัศน์

          จะเห็นได้ว่ารายได้หลักของ WORK ยังกระจุกตัวอยู่ที่ธุรกิจสื่อ คือ รายการโทรทัศน์ช่อง WORKPOINT ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้คนส่วนใหญ่หันไปเสพคอนเทนต์ผ่านทางแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงจากที่พึ่งพิงอยู่จากรายการโทรทัศน์ไปยังธุรกิจอื่น ย่อมลดทอนความผันผวนของรายได้หลักที่ยังคงอิงอยู่กับค่าขายโฆษณา เพราะหากรายการไม่ดัง เรตติ้งไม่ดีก็ยากที่จะขึ้นค่าโฆษณาได้  

          สิ่งหนึ่งที่บริษัทฯ พยายามกระจายความเสี่ยง คือ การเข้ามารุกตลาดสุขภาพและความงาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Me Vio และผลิตภัณฑ์สกินแคร์ Let Me In

          แต่ว่ายี่ห้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อาจจะยังไม่ติดตลาดมากนักและยังมีแค่ไม่กี่รายการ เมื่อเทียบกับบริษัทกลุ่มสื่ออย่าง อาร์เอส ที่ล้ำหน้าไปกว่ามาก หลังปรับโมเดลธุรกิจมารุกด้านพาณิชย์จนปัจจุบันรายได้แซงธุรกิจสื่อไปแล้ว ทำให้ยังต้องติดตามยอดขายสินค้ากลุ่มนี้ต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ภาพในระยะสั้น คือ ไตรมาสแรกปีนี้ วงการมองว่าตัวที่กดดันต้นทุนมากๆ อย่างลิขสิทธิ์กีฬาเอเชี่ยนเกมส์และค่าใช้จ่าย SG&A น่าจะลดลงและจะทำให้กำไรดีขึ้น QoQ แต่กำไรจะลดลง YoY ตามภาวะอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา

          โดย บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มกำไร Q1/62 ดีขึ้น QoQ จากต้นทุนลิขสิทธิ์กีฬาและค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลง และไม่มีขาดทุนจากบริษัทร่วม และคาดหวังว่าปีนี้กำไรจะฟื้นตัวตามรายได้ช่อง WORKPOINT หลังปรับผังใหม่

          บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการ Q1/62 อ่อนตัว YoY ต่อเนื่องตามภาวะอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา และเปลี่ยนคำแนะนำเป็น REDUCE ราคาเป้าหมาย 22.40 บาท

          บล.เคทีบี มองว่าอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูงและ Digital disruption จะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเน้นการบริโภคสื่อผ่านทางออนไลน์มากขึ้นและ เนื่องจากเป็นธุรกิจ Sunset การปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจของ WORK ต้องใช้เวลา

            แนะนำ “ถือ” จนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนเป้าหมาย 25 บาท

       ขณะที่ค่าย บล.บัวหลวง คาดว่าปีนี้ต้นทุนการผลิตจะลดลง 150-200 ล้านบาทแค่เพียงต้นทุนดังกล่าวหายไป กำไรจะปรับสูงขึ้น 43-58% มาอยู่ที่ 496-546 ล้านบาท และคาดว่าธุรกิจดิจิทัลทีวีจะกลับมาฟื้นตัวในปีนี้  

           ราคาหุ้น WORK เทรดอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจดิจิทัลทีวีหากรายการใหม่สามารถที่จะชนะใจผู้ชมได้คาดจะหนุนราคาหุ้นแรลลี่ได้ แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท

          แผนการปรับผังรายการใหม่ จะทำให้ความนิยมของช่องเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างเป็นเพียงการคาดการณ์พฤติกรรมคนดู ที่เราต้องยอมรับว่าเปลี่ยนเร็วมากซึ่งเป็นโจทยสำคัญของ WORK ในการสร้างความต่อเนื่องของเรตติ้งและด้วยพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนเร็วนี่เองที่ทำให้ความแม่นยำในการคาดการณ์กำไรมีน้อยลง

 

   

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh