Stock Insight

ทำไมนักวิเคราะห์ถึงเชียร์ SEAFCO?

ทำไมนักวิเคราะห์ถึงเชียร์ SEAFCO?

            หนึ่งในหุ้นรับเหมาตัวเล็กที่นักวิเคราะห์ชื่นชอบ คือ บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) และส่วนใหญ่แนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 11.24 บาท (จาก 9 โบรกเกอร์) ราคาสูงสุด 11.80 บาท และต่ำสุด 10.50 บาท

            SEAFCO เป็นผู้รับก่อสร้างงานเสาเข็มเจาะ งานฐานรากและงานโยธาทั่วไป โดยรับงานทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทั้งโดยตรงจากเจ้าของโครงการหรือรับงานช่วงต่อ (Sub-contract) จากผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก (Main Contractor)

            มาดูเหตุผลหลักๆ ที่นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” SEAFCO  สรุปได้ดังนี้

 

  • กำไร Q3/61 สูงสุดรายไตรมาส ประกาศอออกมาแล้ว 105 ลบ.โต 133%

  • คาดว่ากำไรปี 2561-2562 จะโตเฉลี่ย 10% ต่อปีโดยประมาณ  

  • แบ็กล็อคสูงสุดเป็นประวัติการณ์  2.8 พันลบ. มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

  • ยังรอลุ้นผลงานประมูลในช่วงที่เหลือของปี  และจะยื่นงานใหม่อีกมาก

  • ฐานะการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี  D/E ต่ำแค่ 0.3 เท่า (ณ สิ้น Q2/61)

  • แนวโน้ม SG&A ลดลง  จากการประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้น ตามรายได้ที่เติบโต  

 

            ธุรกิจของ SEAFCO ดูดีขึ้นกว่าอดีต เมื่อย้อนไปดูในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารายได้ทรงๆ อยู่ราว 1.8-1.9 พันล้านบาท กำไรทรงๆ 150 ล้านบาท เพิ่งฟื้นแตะจุดสูงสุดเดิมที่ 210 ล้านบาทเมื่อปีที่60 ทำให้ราคาขึ้นมาแตะ 9 บาท จากราว 4-5 บาท ก่อนจะขึ้นมาทำ All Time High ที่ 10.10 บาทในเดือน พ.ย.61   

*ราคา All Time High เมื่อวันที่ 8 พ.ย.61   

 

            ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ สังเกตได้ว่าปริมาณการสะสมหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ  (หรืออาจจะคนไทยก็ได้) ที่ซื้อผ่าน NVDR พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่การถือครองหุ้นผ่าน NVDR นิ่งๆ อยู่ที่ 9-10 ล้านหุ้น แต่หลังประกาศงบ Q2/61 วอลุ่มสะสมได้ทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ที่ 40 ล้านหุ้น

*การสะสมของ NVDR แบบรายเดือน

*การสะสมของ NVDR แบบรายวัน

 

            ขณะที่นักลงทุนสถาบันอย่าง บลจ.กรุงไทย ได้รายงานการเข้าซื้อหุ้น SEAFCO เมื่อปลายเดือนตุลาคมเพิ่มอีก 0.18% รวมถือในมือเป็น 5.07% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มให้ความสนใจกับหุ้นรับเหมาฐานรากไซส์เล็กตัวนี้ และเห็นอนาคตเพราะเป็นการเข้าซื้อโดยยอมจ่ายในช่วงที่ราคาเข้าใกล้จุดสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย  

            นอกจาก บลจ.กรุงไทย จะพบว่ามีนักลงทุนสถาบันทั้ง บลจ. และประกันชีวิตถือครองหุ้น SEAFCO กันอยู่หลายราย เช่น กองทุนเปิด ทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้,กองทุนเปิด ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 , กองทุนเปิด เค โกรทหุ้นระยะยาวปันผล และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เป็นต้น ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็นตระกูล “ทัศนนิพันธ์”  

            ความเสี่ยงของบริษัทที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ การก่อสร้างที่ล่าช้าเพราะจะทำให้รายได้ที่คาดว่าจะได้รับไม่เป็นไปตามที่คาด หรือความเสี่ยงจากโครงการใหม่ที่น้อยกว่าคาด ต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น แต่นักวิเคราะห์มองว่าประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงในเชิงบวกมากกว่า  

            บล.ทิสโก้ เป็นโบรกฯ ที่ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 62 สูงที่สุด คือ 11.80 บาท พร้อมแนะนำ “ซื้อ” จากงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทิสโก้คาดผลประกอบการ SEAFCO ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 12.4% และปรับมูลค่าที่เหมาะสมจาก P/E 23.4 เท่าของปี 2561 เป็น 21.4 เท่าสำหรับปี 2562 ทำให้มูลค่าที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 11 บาท เป็น 11.80 บาท

            บล.เออีซี ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 62 ที่ 11.60 บาท อิง P/E 25.3 เท่า บนคาดการณ์กำไรโตราว 10.4% ด้วยแรงหนุนจากการทยอยรับรู้งานในมือ 2.8 พันล้านบาท บวกกับมีแผนประมูลงานใหม่กว่า 5-6 พันล้านบาท

        สรุป ภาพการเติบโตของ SEAFCO เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในปีนี้ ดูจากแบ็กล็อคในมือตอนนี้แล้ว การันตีรายได้ในปีหน้าได้อย่างสบาย ซึ่งยังไม่นับรวมงานใหม่ที่จะได้เพิ่มอีกเพราะล่าสุดผู้บริหารบอกว่ามี ลุ้นอีกประมาณ 1,000 ลบ. ในเร็วๆ นี้ ส่วนกำไรปีนี้แค่ 9 เดือนก็ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเรียบร้อยแล้วที่ 251 ล้านบาท ทั้งที่ยังเหลืออีก 1 ไตรมาสสุดท้าย ดังนั้นปีหน้าเราอาจจะต้องมาลุ้นจุดสูงสุดใหม่ของราคาหุ้นกันอีกรอบ เพราะราคาย่อมสะท้อนผลประกอบการในที่สุด   

 

 



 

    







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh