Special Interview

รู้จักกับ “Satang Pro” เว็บเทรดคริปโตสัญชาติไทย  

รู้จักกับ “Satang Pro” เว็บเทรดคริปโตสัญชาติไทย  

           ทุกคนคุ้นเคยกับการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นกันอยู่แล้ว สำหรับนักลงทุนในฝั่งของตลาดทุน มีทั้งที่สั่งซื้อแบบออนไลน์หรือบางคนอาจจะสั่งซื้อผ่านมาร์เก็ตติ้ง แต่วันนี้ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาทุกทานข้ามมาที่ฝั่งของตลาดคริปโตเคอเรนซีกันบ้าง

           การซื้อขายคริปโตเคอเรนซี จะทำผ่านเว็บไซต์ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ซึ่งตอนนี้มี 6 บริษัทที่ได้ยื่นขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

           วันนี้จะพาไปรู้จักกับเว็บ “Satang Pro” (ชื่อเดิม TDAX) 1 ใน Exchange ที่ยื่นขออนุญาต ไปคุยกับ “หนึ่ง ปรมินทร์ อินโสม” ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชัน จำกัด และเขายังมีชื่อเสียงในฐานะคนไทยที่สร้างเหรียญ “Zcoin” (XZC) ซึ่งเคยมีมาร์เก็ตแคปติด 1 ใน 100 อันดับแรกของเว็บระดับโลกอย่าง Coinmarketcap

*** เดิมชื่อ “TDAX” สานต่อโปรเจกต์ส่งประกวด

           “หนึ่ง ปรมินทร์” เล่าถึงที่มาที่ไปของเว็บ “Satang Pro” ว่าชื่อเดิมคือ “TDAX” ย่อมาจาก Thai Digital Asset Exchange โดย TDAX เป็นโปรเจกต์ที่เขาเริ่มต้นขึ้นและส่งเข้าประกวดในงาน FinTech Challenge ของ ก.ล.ต. และก็ได้รางวัลที่ 1 ด้านนวัตกรรม จากนั้นก็มาสานต่อโปรเจกต์อย่างจริงจังเกิดเป็นเว็บเทรดคริปโต TDAX และเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560

           ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ปีนี้ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีผลบังคับใช้ ทำให้บริษัทซึ่งประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย คริปโตอยู่ก่อนแล้วจึงต้องมาขออนุญาตภายใต้กฎหมายดังกล่าว พร้อมกับเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 50 ล้านบาท  และหลังจากยื่นขอใบอนุญาตก็ได้รีแบรนด์จาก “TDAX” เป็น “Satang Pro”

           “เราอยากให้คนมองว่า Satang Pro คล้ายๆ กับ Streaming Pro โปรแกรมซื้อขายหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ที่ทุกคนรู้จักอยู่แล้ว โดยคำว่า Pro ย่อมาจาก Professional  คือสำหรับมืออาชีพที่ซื้อขายคริปโตเคอเรนซีอยู่แล้ว ก็เลยเป็นที่มาของชื่อนี้”

*** ชูจุดเด่นฝาก-ถอนเงินบาทได้ทันที

           เมื่อเราถามถึงจุดเด่นของ Satang Pro “หนึ่ง ปรมินทร์” เล่าว่า ระบบหลังบ้านที่นี่ใช้มาตรฐานสากลคือ “MultiSig” ซึ่งจะเน้นเรื่องความปลอดภัยในระดับสูง ขณะที่ทีมพัฒนาของบริษัทมีศักยภาพ ยกตัวอย่างเช่น การที่บริษัทเคยนำเหรียญ  “RPX” ซึ่งเป็นโทเคนที่อยู่บนนีโอแพลตฟอร์ม ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จัก แต่ TDAX คือกระดานเทรดที่ได้ลิสต์เหรียญดังกล่าวเป็นแห่งที่ 2 ของโลก

           ข้ามมาที่งานหน้าบ้านกันบ้าง ปัญหาที่นักเทรดทั้งหลายประสบพบเจอจากเว็บ Exchange ต่างๆ และมันเป็น Pain Point คือ การฝาก-ถอน ที่จะต้องรอเวลา ซึ่งแม้เพียงไม่กี่วินาทีมันก็มีผลต่อการทำกำไร โดยเฉพาะการทำอาบิทราจ ในจุดนี้ระบบเทรดของ Satang Pro เข้ามาแก้ปัญหาโดยทำให้การฝาก-ถอนเงินบาท สามารถทำได้ทันทีเลย ที่นี่ที่เดียว และทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

           ส่วนเหรียญที่จะลิสต์บนกระดานเทรดของ Satang Pro ประสบการณ์ในอดีตสอนว่าวอลุ่มซื้อขายไม่ได้เพิ่มตามปริมาณเหรียญ แม้จะมีเหรียญให้เลือกซื้อจำนวนมากในกระดาน แต่วอลุ่มกลับไม่ได้เพิ่มตาม หากเหรียญนั้นไม่มีคุณภาพและไม่เป็นที่นิยม ทำให้ปัจจุบันเว็บเขามีแค่ 4-5 เหรียญให้เลือกซื้อขายเท่านั้น แต่มั่นใจว่าเหรียญที่เทรดอยู่มี Liquidity แน่นอน

           “ไม่ใช่ว่าถ้าอยากจะซื้อสัก 500,000 ซื้อไม่ได้ แบบนี้ไม่มี เพราะว่าตัวออเดอร์ของเรา เราดึงออเดอร์มาจากกระดานต่างประเทศด้วย เพื่อเอามาโชว์ให้คนที่เทรดเห็นแล้วก็สามารถที่จะเทรดด้วยจำนวนวอลุ่มมากๆ ได้”

           ปัจจุบันวอลุ่มเทรดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือประมาณ 66-90 ล้านบาท  

***มีเดโม่เทรดดิ้งให้มือใหม่ได้ทดลองเทรด

           “ต้องบอกว่า Satang Pro  เป็นรายแรกด้วยซ้ำที่มีเดโม่เทรดดิ้ง  นอกจากในไทยที่เป็นเจ้าแรกแล้ว แม้แต่ไปเทียบกับกระดานต่างประเทศเราก็ยังเป็นที่แรกที่ทำด้วย อันนี้เราไม่รวมในส่วนของโบรกเกอร์ของพวก Forex เขามีอยู่แล้ว แต่เรากำลังเปรียบเทียบกับเว็บเทรดคริปโตอย่าง Binance กับ Bittrex  พวกนั้นก็ยังไม่ได้มี หรือแม้กระทั่งเว็บเทรดคริปโต Upbit ของเกาหลีใต้ก็ยังไม่มีเดโม่เทรดดิ้ง”

*** มองอนาคตตลาด Digital Asset จะมีผู้เล่นหลากหลาย

           เขาเล่าว่าจากนี้ไปตลาด Digital Asset จะไม่ใช่มีเพียงแค่ผู้เล่นรายย่อยที่เป็น Exchange 5-6 รายในไทยเท่านั้น แต่จะมีผู้เล่นจากต่างประเทศเข้ามาด้วย รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่จะลงมาเล่นในตลาดนี้ ซึ่งอาจจะเปิดกระดานเทรดคริปโตเอง หรือวางสถานะตัวเองเป็น บล.เหมือนเดิม แต่ว่าจะทำการเชื่อมต่อกับหลายๆ กระดานเทรดคริปโต เป็นต้น

           อย่างไรก็ตาม ภาพการแข่งขันในอีก 3 ปีจะเริ่มนิ่ง แม้ช่วงแรกผู้เล่นแต่ละรายจะแข่งขันกันด้านฟีเจอร์ต่างๆ แต่ที่สุดแล้วก็พัฒนาตามกันได้ ไม่ต่างกันมาก แต่สิ่งที่ต่างคือ การบริการลูกค้า และ ความน่าเชื่อถือ

           ส่วนรายใหญ่ก็จะลงมาในสนามนี้เช่นกัน โดยทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ก็มีโรดแมปชัดเจนในการวางแผนสู่ตลาด Digital Asset แต่ช่วงแรกอาจจะยังไม่ใช่การลงมาเล่นใน Asset ประเภทคริปโตเคอเรนซี แต่จะเป็น “หุ้น” ที่จะนำมาทำ “Tokenize” เป็นโทเคน เป็นต้น  

*** Zcoin เป้ามาร์เก็ตแคป 1 พันล้านเหรียญ

           “หนึ่ง ปรมินทร์” ยังเป็นคนไทยที่สร้างเหรียญ Zcoin และในช่วงพีคของตลาดคริปโต มาร์เก็ตแคป Zcoin เคยขึ้นไปติด 1 ใน 100 อันดับแรกของเว็บไซต์ คริปโตชื่อดังอย่าง coinmarketcap และปัจจุบัน Zcoin ก็ซื้อขายกันอยู่ที่กระดาน Satan Pro ของเขาด้วย ซึ่งหากพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีของเหรียญดังกล่าว คือการเป็นคริปโตเคอเรนซีที่เน้นในเรื่อง Privacy หรือ “ความเป็นส่วนตัว” ไม่สามารถตรวจสอบต้นทางได้ แต่หากพูดถึงในเรื่องของตัวเลขมาร์เก็ตแคปเหรียญ Zcoin "หนึ่ง ปรมินทร์" กล่าวว่า 

           “ผมอยากจะให้มาร์เก็ตแคปมันไปแตะที่ระดับ billion อยู่แล้วซึ่ง Zcoin เคยไปแตะที่ 0.5 billion มันยังไม่ไปถึง billion มันยังเป็นเป้าหมายที่ผมต้องการให้มันไปถึง แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันจะไปถึงเมื่อไหร่ มันก็ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดด้วย ซึ่งสภาพตลาด ณ ปัจจุบันยังอีกไกลอยู่”

*** มองตลาด ICO จะเล็กลง-อยู่รอดเฉพาะของจริง

           “หนึ่ง ปรมินทร์” มองว่าในภาพรวมตลาดการระดมทุนแบบ ICO ในระดับโลก ไม่น่าจะเติบโตไปมากกว่านี้แล้ว และแนวโน้มขนาดตลาดน่าจะเล็กลง ซึ่งมูลค่าการระดมทุนของตลาดทั่วโลกใน 1 ปีที่ระดับ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คงไม่น่าจะโตไปกว่านี้ เพราะจากนี้คนจะเลือกลงทุนเฉพาะในโปรเจกต์ที่ดีจริงๆ เท่านั้น ส่วนโปรเจกต์ที่ไม่ดีจริงคนก็จะไม่เข้าไปลงทุน   

           “ผมมองว่าตลาด ICO จะมีขนาดเล็ก เหมือนกับว่าคงไม่โตไปกว่านี้แล้วครับ ด้วยระดับ 5 billion ภายใน 1 ปี ผมมองว่าคือ คงไม่ใหญ่ไปกว่านี้ และน่าจะเล็กลงไปเรื่อยๆ  แต่ว่าก็คงจะยังมีอยู่ เพราะว่ามันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการระดมทุนที่ คนระดมทุนไม่ต้องเสียความเป็นเจ้าของของบริษัทออกไป”

           กลับมามองในไทยสิ่งที่ทุกรออยู่ตอนนี้ คือ บริษัทใดจะได้ใบอนุญาต ICO Poratal เป็นรายแรก ซึ่งเมื่อได้ใบอนุญาตแล้วเขาเชื่อว่ามีหลายบริษัทรอที่จะระดมทุน “ปรมินทร์” มองว่าไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาแน่นอน และหากอยากได้เงินเต็มจำนวนอาจจะต้องลดมูลค่าการระดมทุนให้เล็กลง เช่น จาก 600 ล้านบาท อาจจะลงมาเหลือสัก 20-30 ล้านบาท เพราะจังหวะเวลาของตลาดมันไม่ใช่แล้ว และมองข้ามไปยังปีหน้าก็ยังมองไม่เห็นว่าจะเป็นปีที่สดใสของตลาด ICO

           “คนส่วนมากยังเข้าใจว่า ระดมทุนแบบ ICO นั้นจะได้เงินเยอะเหมือนกับ ICO ที่ผ่านๆ มา  แต่ผมมองล่วงหน้าเลยว่าไม่ใช่ทุกโปรเจ็กต์ที่ผ่าน ICO Portal รายแรกของประเทศไทย จะระดมทุนได้เงินตามจำนวนที่เขาคาดหวังไว้  หรือไม่เช่นนั้นเขาก็ต้องลดจำนวนเงินลง”

           นอกจากนี้ กฎหมายเกี่ยวกับการเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลของกรมสรรพากร ก็มีส่วนทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดคริปโต และตลาด ICO และคนน่าจะเข้ามาระดมทุนมากขึ้นหากเรื่องของภาษีมีความชัดเจนแล้ว เพราะเรื่องการเสียภาษีเป็นเรื่องหลักที่คนจะเข้ามาลงทุนในคริปโตเคอเรนซี หรือมาลงทุนใน ICO ยังกังวลอยู่

           “คนที่ได้ตัวโทเคนตัวนั้นไป แล้วถ้าเขาเทรดแล้วเขาได้กำไร  เขาต้องเสียภาษีด้วยหรือเปล่า แล้วถ้าเขาไปเทรดต่างประเทศ แล้วเขาเอากลับมาในไทย เขาต้องเสียภาษีพวกนี้เป็นแบบ income tax หรือ capital gain ต้องบอกว่าเรื่องพวกนี้มันยังไม่ได้ถูกครอบคลุม แล้วมันขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรมสรรพากรอีก ซึ่งต้องบอกว่าพอขึ้นอยู่กับดุลพินิจเมื่อไหร่ มันทำให้นักลงทุนเกิดความไม่สบายใจและความหวาดระแวง ”

 


















 

 




 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh