Special Interview

KWM พระเอกชาวไร่ ปูสตอรี่โตต่อปี 20%

KWM พระเอกชาวไร่ ปูสตอรี่โตต่อปี 20%

บมจ.เค.ดับบลิว.เม็ททัล เวิร์ค (KWM) เป็นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพิ่งจะเข้าซื้อขายวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ความน่าสนใจของ KWM คือ ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทนั่นคือ “ใบผาล” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์

วันนี้ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาไปทำความรู้จักธุรกิจของบริษัทและโอกาสในการเติบโตในธุรกิจนี้จากประธานกรรมการบริหาร KWM “คุณเอกพันธ์ วนโกสุม”  

*** จุดเริ่มต้นของการผลิต “ใบผาล” มาจากคูโบต้า  

“เดิมธุรกิจเราสร้างเครื่องจักรการเกษตรเฉยๆ สร้างเสร็จก็จบ มันไม่มีความยั่งยืน สร้างไป 1 ที่ก็ต้องไปหางานใหม่ แต่ถ้าทำใบผาล ใบเกลียว ใบดันดิน พอสึกหรอก็จะซื้อใหม่ มีอัตราการซื้อซ้ำดีกว่า บริษัทจะมั่นคงขึ้น ผู้ถือหุ้นก็อยู่กับเรานานๆ ผลประกอบการก็โตทุกปี ไม่ใช่ขึ้นๆ ลงๆ”

คุณเอกพันธ์ เล่าว่า แรกเริ่มนั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเครื่องจักรการเกษตร และจุดเริ่มต้นของการผลิตสินค้า “ใบผาล” คือปี 2552 ตอนที่ก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ ผู้บริหารจาก คูโบต้า มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพ “ใบผาล” ที่ซื้อมาจากจีน เนื่องจากกระบวนการผลิตของจีนอาจจะมีปัญหา เช่น แหล่งที่มาของเหล็ก กระบวนการผลิต และคุณภาพเหล็ก พอนำเข้ามาก็มีปัญหาเสียหาย แตกบ่อย ทางคูโบต้าอยากหาซื้อใบผาลจากซัพพลายเออร์รายใหม่

“เขาก็ถามว่าเราสนใจไหม ผมผลิตเครื่องจักรอยู่แล้ว เลยบอกสนใจนะ แต่ขอไปดูงานที่จีนก่อน ผมสร้างเครื่องจักร ผมรู้ว่าข้อบกพร่องที่จีนเราจะแก้ไขอย่างไรนี่คือจุดเริ่มต้น...ก็ขอเวลาเขา 6 เดือนซื้อที่สร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร พอปลายปี 2552 ออกมาใบแรกก็ไปเทสต์คุณภาพ 3-6 เดือน ปรากฎว่าคุณภาพดี จากนั้นมา คูโบต้าก็สนใจเราจึงเริ่มผลิตให้คูโบต้าตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา”

ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้จากใบผาลประมาณ 50% ใบดันดินประมาณ 10% ใบเกลียวประมาณ 20% และที่เหลือโครงผาล เพราะฉะนั้น รายได้หลักมาจากใบผาล

 

*** เริ่มพัฒนาสินค้าที่คุณภาพสูงขึ้น โดยใช้เหล็ก “โบรอน”

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีตัวแรกมันเป็นเทคโนโลยีที่มาจากที่คูโบต้าที่พา KWM ไปดูงานและศึกษาร่วมกัน ทำให้รายได้ของบริษัทจึงมาจากสินค้าที่ขายให้คูโบต้าเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ บริษัทสนใจสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าที่จีนผลิต คือ ใบผาลที่ใช้กับรถไถรุ่นใหญ่ ซึ่งจะต้องใช้เหล็กอีกประเภทหนึ่งที่แข็งแรงกว่า หรือเรียกว่า “เหล็กโบรอน”  

 

คุณเอกพันธ์ เล่าถึง การวางแผนกลยุทธ์ไว้อย่างน่าสนใจ มันเริ่มต้นขึ้นจากที่ช่วงแรกผลิตใบผาลขนาดกลางอยู่แล้วส่งขายคูโบต้า แต่เนื่องจากเริ่มสนใจอยากทำใบผาลขนาดใหญ่ในระหว่างนั้นก็ได้วางแผนกับบุตรชายซึ่งเรียนอยู่ที่เยอรมัน เพื่อให้ศึกษาแนวทางในการต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะการผลิตเหล็กที่แข็งแรงกว่าแบบเดิม จึงเป็นที่มาของการทำงานวิจัยและเนื่องจากเป็นงานวิชาการจึงสามารถขอข้อมูลจากผู้ประกอบการเหล็กมาได้ไม่ยาก

 

“โพรเฟสเซอร์ที่เยอรมันก็สนใจ เพราะว่ามันไม่เคยมีงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับงานที่เอาเหล็กโบรอนมาทำ ปรากฏงานวิจัยได้ที่ 1  โพรเฟสเซอร์สนใจมาก เพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้เหล็กมีทั้งความแข็ง ความเหนียว…ลูกชายดีใจเราทำสำเร็จเราสามารถจะต่อยอดบริษัทได้ ”

 

เพราะหากบริษัทมันยังอยู่ในธุรกิจเดิม ในอนาคตข้างหน้าจีนอาจจะพัฒนาคุณภาพสินค้าได้เท่าทัน ก็จะนำมาแข่งขัน แต่เมื่อ KWM สามารถขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่งแล้ว เชื่อว่าจีนน่าจะตามทันได้ยาก

 

*** โอกาสของธุรกิจใบผาล ยังมีอีกมาก เล็งขยายตลาด ตปท.

 

ยอดขายใบผาลในไทยต่อปีประมาณ 1 ล้านใบ ยังไม่นับรวมตลาดในต่างประเทศซึ่ง KWM ยังไม่ได้เข้าไปทำการตลาด เพราะต้นทุนตอนนี้ยังสู้ยุโรปไม่ได้  อย่างไรก็ตาม โอกาสที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดและน่าจะเห็นได้ในอีกไม่นานนับจากนี้ คือตลาดที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพราะเป็นประเทศเกษตร และใช้เหล็กโบรอนมาก

 

“แผนใกล้ๆ นี่ล่ะครับ เพราะว่าคุณภาพเราตอนนี้เราถึงละ เราไปทดสอบมาเหล็กเรากับเหล็กยุโรปผมว่าเราไม่หนีกันเลย บางคนบอกว่าเหล็กเราดีกว่าด้วย ผมยอมรับวันนี้เหล็กเราดีกว่าเยอะมันทำยากผมบอกได้เลยทำยาก และผมไม่เชื่อว่าจีนทำได้  ผมการันตีตรงนี้เลย ถ้าทำได้ทำไปนานแล้ว”

 

แม้ว่า KWM จะไม่มีโรงผลิตเหล็กเป็นของตนเอง แต่ทว่าสามารถที่จะเจรจากับซัพพลายเออร์ เพื่อให้พัฒนาคุณภาพเหล็กได้ตามที่ต้องการ เนื่องจากปริมาณการสั่งซื้อมากจึงสามารถเจรจากับทางโรงงานได้

 

“ตอนนี้เราไม่มีโรงเหล็ก เพราะโรงเหล็กถ้ามีมันต้องเป็นโรงเหล็กใหญ่ แต่เรามีซัพพลายเออร์ที่ทำเหล็กให้รางรถไฟในจีน 80% เขายอมที่จะพัฒนากับเรา  ผมว่ามีบริษัทเมืองไทยไม่กี่บริษัท ที่ทำอย่างผมได้ สามารถที่จะซื้อเหล็ก ให้เหล็กผสมได้ตามที่กำหนด เพราะว่าเหล็กที่ใช้กับงานโบรอน ผมว่าผสมกันยาก ต้องใช้ ความละเอียดในการผสมเหล็กสูงมาก”

 

*** ลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มมาร์จิ้น

 

เงินที่ได้จากการขายไอพีโอ นอกจากนำไปชำระหนี้แล้ว KWM ยังนำไปซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้น สำหรับใช้ในการผลิต “ใบเกลียว” นั่นคือ เครื่องรีดใบเกลียว และเครื่องชุบแข็ง เพราะเดิมการผลิตใบเกลียวลำเลียง บริษัทจะต้องจ้าง บริษัทภายนอกชุบแข็ง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายต่อปีในการชุบแข็งประมาณ 10-20 ล้านบาท แต่เมื่อลงทุนเครื่องชุบแข็งแล้ว ก็ประหงัดงบส่วนนี้ไปได้

 

“ในแต่ละปี เราเสียค่าชุบแข็งประมาณ 10-20 ล้าน วันนี้เราก็มองดูแล้วว่า ทำไมจะต้องไปจ้างข้างนอก เราเลยคิดว่าไม่ต้องจ้างข้างนอก วันนี้เราก็เอาเงินส่วนหนึ่งไปชำระค่าเครื่องจักรเพื่อจะมาทำเอง ดังนั้น กำไรที่จะให้ข้างนอกก็เอากลับมาให้ที่บริษัท”   

 

*** มั่นใจกำไรปีนี้โตกว่า 20%

คุณเอกพันธ์ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกบริษัทฯ ทำกำไรได้ 17 ล้านบาท เกือบจะเท่าปีก่อนทั้งปีที่มีกำไรสุทธิ  20 ล้านบาท ดังนั้น ภาพค่อนข้างชัดเจนว่าการเติบโตของกำไรปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อน

 

“มันเห็นง่ายๆ เลยปีที่แล้วกับปีนี้ผมโตแน่นอน ที่เป็นไปได้ต้องมากกว่า 20% สำหรับกำไรที่เติบโต ยอดขายก็โต ซึ่งที่เล่ามานี้เป็นแค่เหล้าเก่า คือ ผลิตภัณฑ์เดิม ส่วนของใหม่ยังไม่เข้ามา มีโบรอน กำลังทำตลาด ตอนนี้ตลาดก็ตอบรับแล้ว มีออเดอร์บ้างแล้ว”

 

*** ปีหน้ามีสินค้าใหม่ “เครื่องผสมปุ๋ย” - “ใบตีดิน”

“เครื่องผสมปุ๋ย”

เมื่อถามต่อว่าปี 2562 จะดีมากขึ้นไปอีกเท่าไหร่ คุณเอกพันธ์ กล่าวว่า มันมีอีก 1 ตัวเร่งคือ “เครื่องผสมปุ๋ย”  แต่ก่อนโรงปุ๋ยจะผสมปุ๋ยครั้งละเป็นจำนวนมาก 2-3 ตัน แล้วมาแบ่งแพ็คขาย 50 กิโลกรัม แต่เนื่องจากการผสมปริมาณมากในคราวเดียว ทำให้คุมคุณภาพปุ๋ยได้ยาก เกิดปุ๋ยปลอมขึ้นมากมามายในท้องตลาด แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว รัฐเข้มงวดในการตรวจสอบและเอาผิด ผู้ประกอบการจึงต้องปรับแผนมาผสมปุ๋ยทีละ 50 กิโลกรัม ซึ่งจะมีค่าความแม่นยำสูงกว่า ทำให้มีความต้องการ “เครื่องผสมปุ๋ย” เกิดขึ้นในตลาดนั่นเอง  

“ปีหน้าผมว่ามันเป็นส่วนเพิ่มจากตัวนี้ขึ้นมาอีกนะครับ จากธุรกิจเดิมมาทำเครื่องผสมปุ๋ยแล้วมีคนตอบรับมาค่อนข้างดี ตอนนี้สั่งผลิตแล้ว ผลประกอบการปีหน้าเราคุยกัน 20% อัพอยู่ละ แต่เท่าไหร่นี้ผมคงพูดมากไม่ได้หรอก แต่ผมเชื่อว่า 20% เป็นตัวเลขที่เราพยายามตั้งไว้ตลอดเวลา”

ส่วนเป้าหมายอัตรากำไรสุทธิ ปีหน้าน่าจะเป็นเลข 2 หลักจากปีนี้ที่เป็นเลขหลักเดียว เพราะลดต้นทุนได้หลายเรื่อง เช่น ใบเกลียวเดิมจ้างข้างนอกชุบแข็งเปลี่ยนเป็นชุบแข็งเอง แม้ยอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่มาร์จิ้นจะเพิ่มขึ้น

 

“ใบตีดิน”

เงินที่ได้จากกการขายไอพีโอ ส่วนหนึ่งยังได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรในการผลิตสินค้าตัวใหม่ คือ “ใบโรตารี่” หรือ ใบตีดิน ซึ่งลงทุนไป 10 กว่าล้านบาทถือว่าไม่มาก เพราะประหยัดได้จากการที่บริษัทผลิตเครื่องจักรได้เองจากความเชี่ยวชาญดั้งเดิมที่มีอยู่ จึงประหยัดเงินลงทุนได้มาก จากปกติเฉพาะเครื่องจักรก็ประมาณ 100 กว่าล้านบาทแล้ว

 

ผู้บริหารกล่าวถึงอนาคตของ “ใบตีดิน” ว่ามีมาร์จิ้นใกล้เคียงกับ “ใบผาล” หรืออาจจะมากกว่า ทำให้บริษัทลงทุนขยายการผลิต ใบตีดิน  ตอนนี้ได้สั่งเครื่องจักรไปแล้วคาดว่าจะเข้ามาประมาณเดือนเมษายนปี 2562

 

“รอบในการขายสินค้า ถ้าใบผาล 2 ปี แต่ใบโรตารี่ที่เรากำลังทำใหม่นี่ 2 เดือน ใบผาลราคาแพงกว่า แต่รอบขายของใบโรตารี่เร็วกว่า และวอลุ่มขายใบโรตารี่เยอะกว่ามาก เป็นตลาดที่มากกว่าใบผาล”  

 

***มอง KWM เป็นหุ้นเติบโต-รักษาระดับไม่ต่ำกว่า 20%

 

แม้คุณเอกพันธ์ จะไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่า ส่วนตัวเขาวางสถานะของ KWM เป็นหุ้นแบบไหน แต่สิ่งที่เขาอธิบาย บอกเป็นนัยว่าต้องการเห็น KWM เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 20% ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่ควรจะต้องรักษาไว้

 

“วันที่ผมจะมาเข้าตลาดหุ้นผมไม่ได้นึกถึงเรื่องตรงนี้เลย แต่วันนี้ผมต้องนึกแล้ว เพราะเพื่อนๆ คนที่ลงทุนกับเรา เขาเริ่มมีคำถาม เอาเป็นว่าถ้าดูหลักการ (กำไร) ขึ้นมา 20%  แล้วหุ้นจะไปยังไงก็คิดเอาเอง ปีนี้กำไร 20% ปีหน้ากำไร 20% ตามประมาณการที่เราคาดหวัง คนลงทุนจะรู้แล้วว่า Growth ยังไง เขาจะเล่นยาวหรือเล่นสั้นคิดเอาเอง ผมว่า 5 ปีนี้อัตราการโต  จะรักษาระดับแบบนี้”

 









 

  


 

 








 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh