Special Interview

จำนำทะเบียนรถ ภารกิจเร่งด่วน "ออมสิน" สู่ Social Bank

จำนำทะเบียนรถ ภารกิจเร่งด่วน "ออมสิน" สู่ Social Bank

     "ภารกิจเร่งด่วนและสำคัญที่สุด คือ การหมุนให้ธนาคารออมสิน เป็น Social Bank หรือ ธนาคารเพื่อสังคม ที่มุ่งเน้นช่วยลูกค้า สังคม ชุมชน ผู้มีรายได้น้อย หรือ กลุ่มฐานราก รวมถึงหวังช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคม " นี่คือ คำยืนยันอันหนักแน่น ของ “นายวิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 17

    โดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายวิทัย ถึงภารกิจเร่งด่วนภายหลังจากเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา โดย มีความมุ่งหวังที่จะปรับออมสินให้เป็นธนาคารเพื่อสังคม อุดช่องโหว่ด้านความเหลื่อมล้ำ และเกิดอิมแพคที่ดีในสังคมด้วย

 

** งานเร่งด่วนต้องขยายลูกค้าฐานราก

    โดยนายวิทัย เปิดเผยว่า ปกติธนาคารพาณิชย์ทั่วไปจะมีลูกค้า 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรีเทล หรือ บุคคล และกลุ่มธุรกิจ ขณะที่ธนาคารออมสิน นอกจาก 2 กลุ่มดังกล่าว จะมีลูกค้ากลุ่มฐานราก เข้ามาเพิ่ม ซึ่งธนาคารอื่นจะไม่ได้ทำ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง แต่นี่ “คือตัวตนของเรา และภารกิจของเรา”

    ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารออมสินจะทำ คือ การนำแบรนด์ดิ้ง อิมเมจ จากภาพรีเทล มาทำในกลุ่มฐานรากด้วย เพื่อขยายฐานลูกค้าดังกล่าวให้เพิ่มขึ้น เป็น 20% จากปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าดังกล่าวที่ประมาณ 7% เท่านั้น

    “เราจะเน้นไปที่ผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น เช่น จากการจัดพีอาร์ มาเป็นการจัดกิจกรรมฝึกอาชีพให้มาก ให้มีรายได้ ให้มีอาชีพ ให้มีงานทำ อุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ประกาศว่าจะเป็นธนาคารเพื่อสังคมแล้วพีอาร์ออกไปแล้วจบ แต่ไม่ใช่ เราต้องการสร้าง Positive Impactให้เกิดขึ้นในสังคม มันถึงจะช่วยคนได้ หากทำแล้วไม่เกิด Impact ไม่รู้จะทำไปทำไม”นายวิทัย กล่าว

 

** จำนำทะเบียนรถจุดบอดของความเหลื่อมล้ำ 

    นอกจากการมุ่งขยายฐานลูกค้าฐานรากแล้ว สิ่งที่เราจะทำ และต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงแล้ว คือ การรุกตลาดกลุ่มจำนำทะเบียนรถ ซึ่งสิ่งนี้คือการสร้างอิมแพคให้เกิดขึ้นจริงในสังคม เพราะเราเห็นว่า ปัจจุบันดอกเบี้ยกลุ่มนี้ในตลาดแพงเกินความเป็นจริง และมันสามารถปรับลดลงมาได้ บนพื้นฐานที่ผู้ประกอบการอยู่ได้ มีความเป็นธรรมกับประชาชน

    “เราต้องการดึงดอกเบี้ยลงมา เพราะเราเห็นว่ามันสูงเกินความจริง โดยผู้ประกอบการก็อยู่ได้ ประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือที่ต้องการพึ่งตลาดนี้ก็อยู่ได้ด้วยความเป็นธรรม นี่คือการสร้างอิมแพค และผมก็หวังว่า ดอกเบี้ยจะปรับลดลงจริงๆ และตอนนี้ก็เริ่มเห็นดอกเบี้ยลดลงมาแล้ว”นายวิทัย กล่าว

    และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของการเป็นธนาคารเพื่อสังคมที่เราจะทำ นอกจากเรื่องอื่นๆ ซึ่งตอนแรกหลังจากประกาศ มีคนเข้าใจผิดว่าเราจะตีนอนแบงก์ในทุกตลาด เช่น ตลาดบัตรกดเงินสด แต่ไม่ใช่ ที่เราจะเน้น คือ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเท่านั้น ซึ่งจำนำทะเบียนมีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ว่าดอกเบี้ยสูงมาก สูงเกินจริง หากปรับลงมาได้ จะช่วยคนได้เยอะ

 

** ย้ำดอกเบี้ยจำนำทะเบียนต้อง 16-18%

    นายวิทัย เล่าต่อว่า ปัจจุบันในนอนแบงก์มีสินเชื่อในระบบอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนมีประมาณ 100,000 ล้านบาท มีคนใช้ประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งหากเราช่วยให้ดอกเบี้ยลดลงมาได้จะได้ประโยชน์ในส่วนต้น และมีแนวโน้มให้ดอกเบี้ยอีกสองส่วนลดลงมาด้วย ทั้งสินเชื่อเครดิต และสินเชื่อบัตรกดเงินสด

    ยกตัวอย่าง ครั้งแรกที่เรากู้ซื้อรถผ่อน 4 ปี แบงก์ให้ดอกเบี้ย 8-10% พอผ่อนหมดรถเป็นของเราแปลว่า เรามีการจ่ายชำระดี และได้รถกลับมา แต่วันหนึ่งเราขาดเงิน และต้องวิ่งไปหาตัง จึงตัดสินใจไปพึ่งพากลุ่มคาร์ว้อย โดยมีขั้นตอนอนุมัติ 3-7 วัน แต่ได้วงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ 12-13% แต่ใช้เวลานาน

    ในขณะที่นอนแบงก์ครึ่งชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมงได้เงิน แต่ได้วงเงินได้นิดเดียว อาจจะครึ่งหนึ่งของที่ควรจะได้ แต่ดอกเบี้ย 24-28% และมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถามว่า มันถูกหรือ เราจึงอยากจะดึงดอกเบี้ยลงมา ซึ่งเราตั้งเป้าจะลดดอกเบี้ยกลุ่มนี้ที่เราจะทำลงมาอยู่ที่ 16-18%

 

** เล็งซื้อกิจการ-ร่วมทุนเจาะจำนำทะเบียน

    ในเบื้องต้นนั้น เราตั้งใจจะทำเอง แต่พบว่า เราไม่สามารถทำได้โดยโครงสร้างของธนาคาร เนื่องจากขั้นตอนจะต้องมีทั้งการตรวจเครดิตบูโร วิเคราะห์ฐานะทางการเงิน ดังนั้น เชื่อว่า ต่อให้ทำ ความรวดเร็วในการอนุมัติสินเชื่อก็คงไวสู้กับนอนแบงก์ไม่ได้ ดังนั้นจึงง่ายมาก เราจึงคิดที่จะร่วมทุน หรือ ซื้อบริษัทสักบริษัทหนึ่ง แต่ยังไม่ได้เล็งว่าจะเป็นที่ไหน

    ตอนนี้เรามีทางเลือก คือ ร่วมกับใคร หรือ ซื้อกิจการใคร คือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ และมันต้องใช้เวลา แต่ที่ผ่านมาคณะกรรมการธนาคารก็เห็นด้วยที่เราจะทำ ทุกคนพร้อมสนับสนุน ทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะมันช่วยคน ทุกคนยินดีมากเพราะว่ากำไรมันสูงกว่าการทำธุรกิจแบงก์ปกติ ผมแค่ให้กำไรที่สูงเกินไปสูงน้อยลงมา ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ผู้ประกอบการก็อยู่ได้ ถามว่าแบงก์อยู่ได้ไหม ก็ได้เพราะมันเป็นธุรกิจที่กำไรมากกว่าธุรกิจแบงก์ปกติ มันก็ตอบโจทย์ทุกอย่าง เป็นหนึ่งในเรื่องที่จะทำเป็น social bank

    “สำหรับขั้นตอนการซื้อ หรือการหาพันธมิตร ก็เป็นกระบวนการภายใน ยังไม่ตกผลึก รู้ว่าต้องทำ และตอนแรกจะทำเองแต่ไม่ได้ เพราะมันติดเรื่องความเร็ว รวมถึงติดขายหนี้ไม่ได้ ประกาศกฎกระทรวงของเรายังขายหนี้ไม่ได้ ก็จบ ทำไม่ได้ เพราะหากเราทำเองเป็นหนี้เสียขึ้นมา มันขายไม่ได้ ถ้าต้องเก็บรถไว้ฟ้อง 5 ปี ก็ไม่ได้ เพราะพวกนี้มันต้องทำเร็วมันมีค่าเสื่อม“นายวิทัย กล่าว

 

** กดปุ่มสตาร์ทได้ในไตรมาส 1/64

    สำหรับเรื่องการหาพันธมิตร หรือ การซื้อกิจการนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องขอกระทรวงการคลัง เพียงแค่คณะกรรมการธนาคารอนุมัติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเรื่องนี้ก็อยู่ในแผนที่เราวางในช่วง 6 เดือนอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการดำเนินการเรื่องลดดอกเบี้ยกลุ่มจำนำทะเบียน ก็ไม่จำเป็นต้องขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพราะเรื่องนี้ มันไม่ได้กระทบอะไร แต่เป็นการดึงดอกเบี้ยลงมา แต่ยังมีกำไรที่เหมาะสม

    โดยในแผนที่วางไว้นั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือน หรือ เริ่มเปิดดำเนินการในธุรกิจดังกล่าว ประมาณไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป
    

 

    “สำหรับการวางเป้าเป็น Social Bank นั้นเราจะทำเรื่อยๆ แต่ไม่ได้หมายถึงกลุ่มลูกค้าอื่นเราจะไม่ทำ เรายังเดินหน้าไปพร้อมกัน แต่กลุ่มฐานรากเราจะทำเพราะเราอยากช่วยสังคมจริงๆ ไม่ใช่เอาแต่ได้ สนแต่กำไร แต่ไม่เอาสังคม แต่การเอาสังคมก็ไม่ใช่การทำ ซีเอสอาร์บริจาคเงินแล้วจบ มันไม่ใช่ แต่ทำอย่างไรให้แข็งแกร่ง แบงก์เองก็ต้องแข็งแรง มันต้องแข็งแรงทั้งภายนอกและภายในองค์กร”นายวิทัย กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh