Special Interview

“ปริญญ์ พานิชภักดิ์” เปิดมุมมองอนาคตบล็อกเชน-คริปโต 2019

“ปริญญ์ พานิชภักดิ์” เปิดมุมมองอนาคตบล็อกเชน-คริปโต 2019

           “ผมคิดว่าหลายคนยังไม่เข้าใจถึงโอกาสว่า บล็อกเชน มันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง หลายๆ คนอาจจะรู้แค่บางส่วนว่ามันใช้เก็บข้อมูลได้ดี ดึงข้อมูลได้ง่าย แต่อาจจะยังไม่เข้าใจรายละเอียดลึกซึ้งว่า เอาไปพัฒนายังไงให้กับธุรกิจตัวเองได้บ้าง”

           “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” กับมุมมองต่อเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนอย่าง “บล็อกเชน” (Blockchain) เราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรในตลาดคริปโต สตาร์ทอัพที่ต้องการระดมทุน หรือแม้กระทั่งภาครัฐและภาคเอกชนไทย  

           “ปริญญ์” เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) พ่วงด้วยกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

            ด้วยงานหลักที่ต้องคลุกคลีอยู่กับตลาดทุน และเป็นคนที่ก้าวทันเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ในระยะหลังเขาได้รับเชิญไปบรรยายในหลากหลายเวที ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี,เป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลักสูตร"Cryptoasset Revolution Course : CAR" ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของไทยที่สอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน การระดมทุนใน Cryptocurrency  และ ICO รวมถึงได้รับเชิญเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA),กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

           ภาพของ"ปริญญ์" ในวันนี้จึงครบเครื่องทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ การลงทุน ทั้งในฝั่งของตลาดคริปโตเคอเรนซีและตลาดหุ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามามีผลกระทบ และนวัตกรรมของการระดมทุน    

***คนไทยตื่นตัวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่ยังอยู่ในวงจำกัด

           #แต่คนยังมองบล็อกเชน-คริปโต ในแง่เก็งกำไรมากกว่าประโยชน์อย่างอื่น

           เขากล่าวว่า หากมองในภาพรวมความตื่นตัวของประชาชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนเริ่มมีมากขึ้น แต่ยังไม่ขยายวงกว้าง คนส่วนใหญ่รู้ว่ามีเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามา แต่จะไปโฟกัสเรื่องบล็อกเชน เรื่องเหรียญสกุลดิจิทัล คริปโตเคอเรนซี เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการลงทุนหรือการเก็งกำไร มากกว่าที่ว่าจะนำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์ในด้าน อื่นอย่างไร เช่น พัฒนาคุณภาพกิจการบริษัทเอกชน การให้บริการของภาครัฐ รวมไปถึงพัฒนาคุณภาพในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป

           “ผมคิดว่าหลายคนยังไม่เข้าใจถึงโอกาส ว่าบล็อกเชนมันเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างหลายๆ คนอาจจะรู้บางส่วนว่ามันใช้เก็บข้อมูลได้ดี ดึงข้อมูลได้ง่าย แต่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ รายละเอียดลึกซึ้งว่าเอาไปทำ พัฒนายังไงให้กับธุรกิจตัวเองได้ บางคนผมว่า ก็ยังติดกับดักทางความคิดว่า เทคโนโลยีแบบเดิมมันยังใช้ได้อยู่ ทำไมต้องรีบเปลี่ยนตอนนี้ด้วย รอให้คนอื่นเค้าขยับไปก่อนมั๊ย แล้วเราค่อย ขยับตามทีหลังก็ได้”

           #กลุ่ม FinTech เริ่มนำบล็อกเชนมาใช้ในการปล่อยสินเชื่อแบบ P2P

           หากมองในฝั่งของเอกชนไทย จะพบว่า ภาคอุตสาหกรรมการเงินเริ่มนำบล็อกเชนเข้ามาประยุกต์ใช้แล้วในกลุ่ม FinTech เพื่อนำมาแก้ไขจุดอ่อน (Pain Point) ของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ด้วยเศรษฐกิจไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ คนตัวเล็กยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก แบงก์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้เพราะกลัวจะเป็นเอ็นพีแอล

           แต่บริษัท FinTech กล้าปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ให้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรม โดยการนำบล็อกเชนเข้ามาช่วยวิเคราะห์สินเชื่อ วิเคราะห์คุณภาพเครดิตก่อนให้กู้ และใช้วิธีการปล่อยสินเชื่อแบบ Peer to Peer Lending (P2P) หรือ การให้สินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

           #แนะ ธปท.ทบทวนเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อแบบ P2P มอง 15% ต่อปีไม่เวิร์ค

           แต่ก็ต้องยอมรับว่าในการนำบล็อกเชนมาใช้งานอาจจะติดขัดเรื่องของกฎหมายอยู่บ้าง ซึ่งทางแบงก์ชาติมีแนวทางอยากจะจำกัดเพดานของสินเชื่อ P2P ให้เก็บดอกเบี้ยได้แค่ 15% ต่อปีซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับหนี้นอกระบบที่บางรายชาร์จลูกค้า 300% กว่าต่อปี จึงอาจจะต้องพิจารณาว่าควรขยายเพดานดอกเบี้ยให้สูงกว่านี้ไหม เพราะหากไม่มีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ มันจะทำให้การปล่อยสินเชื่อแบบ P2P โตได้ไม่ดีนัก เพราะคนที่เข้ามาทำธุรกิจนี้ในตลาดประเทศไทย แน่นอนว่าเขาก็ต้องแสวงหาผลกำไรระดับหนึ่ง

***บล็อกเชน พิสูจน์ตัวตน - ช่วยสืบสวน Naked Short

           เมื่อถามถึงการเตรียมตัวของตลาดหลักทรัพย์ฯ กับเทคโนโลยีบล็อกเชน “ปริญญ์” กล่าวว่า เชื่อว่าทาง ตลท.ศึกษาอยู่ว่าจะนำมาใช้ทำอะไรได้บ้าง เช่น การเก็บใบหุ้น ระบบเซ็ทเทิลเมนต์ หรือระบบการซื้อขายหุ้นในอนาคต

           ส่วนในมุมที่ว่าระบบบล็อกเชนนั้นสามารถที่จะเขียนโปรแกรมให้ทำ Peer to Peer Trading (P2P) ในการแมทช์ออ เดอร์ซื้อขายกันได้ ตรงนี้ความรวดเร็วมันจะน้อยลงไปและบล็อกเชนเป็นระบบเปิด ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นระบบปิดซึ่งทำได้เร็วและ Realtime มากกว่าบล็อกเชนมาก

           “บล็อกเชน มันก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีคุณอาจจะตรวจสอบได้หมดว่าในอดีตใครถือหุ้นบ้าง เวลาไหน ยังไง แต่ข้อเสียก็คือว่า ความล่าช้า ในการซื้อขาย เพราะฉะนั้น ก็ต้องคิดดูให้ดีว่าตัวบล็อกเชนจะมีการพัฒนาตัวเทคโนโลยีให้การใช้งานรวดเร็วขึ้นยังไง ได้อีกมั๊ย”  

           เขากล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์กำลังปวดหัวกับสิ่งที่เรียกว่า “Naked Short Selling”  หรือการขายหุ้นโดยที่ไม่มีหุ้นอยู่ในครอบครอง ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทในอเมริกา ชื่อว่า “Overstock” ที่ได้นำบล็อกเชนมาใช้ในการพิสูจน์ว่าใครเป็นคนถือหุ้น ณ วินาที หรือนาทีนั้นที่ขายหุ้นออกไป เพราะฉะนั้น ตลท.อาจจะดูเป็นแนวทางว่าจะเอาบล็อกเชนมาใช้ได้หรือไม่ ในการพิสูจน์ตัวตนว่าหุ้นตัวนี้ใครถืออยู่ ณ เวลาไหน

           “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องช่วยคิด เพื่อที่จะลดภาระให้กับสมาชิก การจะไปไล่ปรับสมาชิกเรื่อง Naked Short Selling อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป ต้องคิดดูว่าเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการกับสมาชิกยังไงได้บ้าง ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์อยากจะทำ แต่อาจจะใช้เวลาในการศึกษาเทคโนโลยีและปรับใช้ ทดลองใช้ด้วย”

***ตลาดคริปโตเสี่ยงสูงมาก-เพิ่งเกิดใหม่ ต้องใช้เวลาพัฒนา

           หลังจากที่คุยถึงฝั่งของ “ตลาดหุ้น” ว่าจะนำบล็อกเชนมาใช้อย่างไรได้บ้าง เราก็ได้ถามต่อถึงฝั่งของ “ตลาดคริปโตเคอเรนซี” ซึ่งมีบล็อกเชน เทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังว่า สำหรับประเทศไทยนั้นตลาดคริปโต มีโอกาสหรือข้อจำกัดในการเติบโตอย่างไรบ้าง

           คุณปริญญ์ กล่าวว่า “ตลาดคริปโตเคอเรนซี” ในไทยอาจจะเรียกว่าเป็น สินทรัพย์ใหม่ที่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมูลค่าที่แท้จริงของมันนัก แต่ก็มีคนเข้าไปเก็งกำไรกันมากเกินควรทั้งที่เสี่ยงสูงมาก ซึ่งจากข้อเท็จจริงจะพบว่าในเรื่องพื้นฐานความรู้ทางการเงิน การออม ของคนไทยยังน้อยกว่าหลายประเทศในโลกนี้ด้วยซ้ำ  เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ อย่างคริปโต จึงต้องศึกษาให้ดีและถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้หรือไม่

           “จะทำอะไรต้องระวังให้ดี อย่าเอาแต่ฟังเพื่อนเพราะฟังเพื่อนอย่างเดียวปีนี้ (2018) ก็ขาดทุนเยอะ...คริปโตนี่ปรับตัวลดลงมาแรงมาก เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่า การเจ็บตัวรอบนี้ จะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร ระยะสั้น ให้รู้ว่าความเสี่ยงของการที่มาลงทุนในเหรียญดิจิทัลมันมีสูงมากจริงๆ ถึงสูงมากที่สุด”

           #ลงทุน ICO ต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ

           เช่นเดียวกับการเข้าลงทุนในเหรียญ ICO ต่างๆ จะต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจที่เสนอขาย ICO ว่าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กเพราะฉะนั้นเสี่ยงสูงอยู่แล้ว การที่เรากล้าเข้าไปซื้อสิทธิในการเป็นเจ้าของหุ้น หรือสิทธิในการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของในเหรียญที่ใช้ได้จริง หรือเป็น Utility Coins หรือเหรียญหลายประเภทที่ออกมาก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น

           “ผมเชื่อว่าเป็นตลาดที่เพิ่งเริ่มต้น เพิ่งเกิดใหม่ และยังต้องใช้การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในการลงทุนในเชิง  เหรียญคริปโต หรือการเทรดเก็งกำไร จะเป็น Chart บางคนบอกอ่าน Chart Technical เก่ง อ่านอะไรเก่ง แต่บางทีมันก็ไม่ใช่  เพราะว่าประวัติศาสตร์ของเหรียญคริปโตที่เก่าแก่ที่สุดอย่างบิตคอยน์ ก็แค่ 10 ปีเอง”

           นอกจากนี้ เรื่องความต้องการซื้อ ความต้องการขายหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเหรียญบางเหรียญมีกลุ่มคนใหญ่ๆ แค่ 10-20 คนในโลกที่อาจจะถือครองไว้เกิน 50% ของมูลค่าการซื้อขายต่อวัน ซึ่งตรงนี้มันก็มีความเคลื่อนไหวของราคาที่ผิดปกติได้ ความเสี่ยงตรงนี้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรเหรียญดิจิทัลต้อง เข้าใจให้ดีว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่กับมัน!   

           #นะศึกษากองทุนคริปโต กระจายเสี่ยงจากเดิมซื้อเหรียญเอง

           “ปริญญ์” กล่าวว่า ในอนาคตก็หวังว่าคนกลุ่มที่เคยลงทุนหรือเก็งกำไรในตลาดคริปโตจะสนใจศึกษาเรื่องการลงทุนในกองทุนมากขึ้น เพราะว่าตอนนี้วิวัฒนาการของการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี  มันก็เริ่มมีกองทุนดีๆ ที่ตั้งในต่างประเทศ เช่น Pantera Capital เป็นต้น บางทีอาจจะต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในกองทุนเหรียญคริปโตหรือไม่ อาจจะเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อเหรียญเอง   

***แนะ ก.ล.ต. ปรับกระบวนการออก ICO ให้กระชับขึ้น

           ถามถึงท่าทีของหน่วยงานกำกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพ์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เขากล่าวว่า เป็นหน่วยงานที่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่ และมีทีมที่ขยันขันแข็งมาก และเขาได้เคยเสนอแนะปรับกฎเกณฑ์บางอันที่มันอาจจะยังไม่ครอบคลุมถึง miner หรือคนที่ขุดเหรียญ หรือกฎเกณฑ์บางอย่างที่มากเกินไปจนทำให้หลายเหรียญไม่สามารถลิสต์ได้ หรือกระบวนการออก ICO ช้า ก็อาจจะดูว่าปรับเกณฑ์หรือกระบวนการอย่างไรที่จะทำให้อนุมัติเร็วขึ้น

***กระทุ้งสรรพากร ยกเว้นภาษี ICO-ซื้อขายคริปโต

           นอกจากกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับที่ไม่ควรมากจนเกินไปแล้ว “หัวใจหลัก” ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชน การระดมทุนแบบ ICO และตลาดคริปโต ก็คือเรื่อง “ภาษี” ซึ่งการระดมทุนแบบ ICO ต้องเสียภาษีที่แพง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่ชาร์จภาษีที่แพงเกินไป หรืออาจจะต้องยกเว้นภาษี ICO ให้หรือไม่ ให้เหมือนกับที่มีการยกเว้นภาษี IPO

            เพราะฉะนั้น ควรทำอย่างไรให้คนที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ICO เกี่ยวกับคริปโต ได้รับการยกเว้นภาษี มีกฎหมายที่แน่นอน รวมถึงการคำนวณภาษีที่คนซื้อขาย กับคำนวณภาษีรายได้  ทำอย่างไรไม่ให้มันซับซ้อน เข้าใจยาก ให้มันมีความคงที่และก็อาจจะลดภาระภาษี ตรงนี้จะทำให้พวกสตาร์ทอัพ พวกที่มีไอเดียดีๆ ไม่หนีไประดมทุนต่างประเทศ

           “เพราะตอนนี้มันก็เริ่มมีบางโปรเจกต์ที่ไประดมทุนต่างประเทศ ด้วยความที่อาจจะมีกฎเกณฑ์เรื่องภาษีตรงนี้ไปเก็บเค้า 27% โดนนิติบุคคล 20% โดน VAT อีก 7% บางคนก็บอกว่า อ้าวอย่างนี้เราไประดมทุนที่ต่างประเทศดีกว่า มันก็มีคนที่คิดอย่างนั้น และเริ่มทำอย่างนั้นบ้างแล้ว”  

           #ICO ปีนี้จะบูมหรือไม่ ต้องดู กม.ร่วมทุนต่างด้าวด้วย

           เราถามต่อว่า ในเมื่อปีนี้เราน่าจะเห็นการทยอยประกาศรายชื่อ ICO Portal จากสำนักงาน ก.ล.ต. และจากนั้นเหล่าสตาร์ทอัพก็จะสามารถออก ICO อย่างถูกกฎหมายได้ซึ่งน่าจะช่วยให้ตลาด ICO ไทยกลับมาบูมได้อีกครั้งหรือไม่? หลังจากต้นปีที่ผ่านมาบูมมาก ก่อนจะค่อยซบเซาลงตลอดช่วงที่เหลือของปีที่ผ่านมา

           “ปริญญ์” เชื่อว่าจะมีคนสนใจมากขึ้น แม้ในช่วงหลังราคาเหรียญสกุลดิจิทัลผันผวนแรงในเชิงลดลงมา แต่มันกลับจะดีในแง่ที่ว่าจากนี้น่าจะเห็นคุณภาพดีๆ ของ ICO มากกว่าคุณภาพแย่ๆ เมื่อมี ICO คุณภาพดีๆ โปรเจกต์ดีๆ ก็น่าจะทำให้คนมีโอกาสได้ลองลงทุน และลองศึกษา

           ส่วนการที่ ICO จะบูมไหม? จะรอดหรือไม่? จะต้องนึกถึงภาพใหญ่มากกว่าแค่การมองว่าโปรเจกต์ดี ซื้อขายเหรียญแล้วมีกำไร แต่ต้องมองไปว่าเราจะพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ สตาร์ทอัพเก่งๆ  ได้อย่างไรให้เขามีโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม มีกฎหมายที่เปิดให้เขาแข่งขันกับคนตัวใหญ่ๆ ได้ มันจึงไม่เกี่ยวกับกฎหมาย ICO อย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับกฎหมายที่ไปช่วยสตาร์ทอัพ กฎหมายเรื่องการร่วมทุนของต่างด้าว เปิดให้ต่างด้าวให้มาลงทุนเต็มที่ในฟินเทคได้ แต่ ณ ขณะนี้ อุตสาหกรรมฟินเทคยังไม่ยอมให้ต่างด้าวมาถือหุ้นเกิน 50%

           “หลายๆ โปรเจกต์มันต้องการเงินจากต่างชาติ  ต้องการทั้งทุน ต้องการทั้งความรู้ ทรัพยากรมนุษย์ คนเก่งๆ เผลอๆ คนพัฒนา โปรแกรมเมอร์บล็อกเชนเก่งๆ ที่จะมาอยู่บ้านเรา และเขาอาจจะต้องการหุ้นใหญ่ ต้องการหุ้น 51% ตรงนี้กฎหมายจะยอมมั๊ย มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโจทย์ว่า เวลามองว่าบูมไม่บูม และสำเร็จระยะยาวได้ต้องมองภาพใหญ่ และให้เข้าใจเหมือนกันว่า วัฏจักรของสตาร์ทอัพ ของพวกบล็อกเชน เป็นยังไง”

***แนะภาคธุรกิจเปิดใจ-กล้าทดลองใช้บล็อกเชน

           ต่อคำถามที่ว่าภาคธุรกิจไทย ควรเตรียมตัวอย่างไรกับเทคโนโลยีนี้ ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และยังรู้จักในวงไม่กว้าง “ปริญญ์” กล่าวว่า อันดับแรกภาคธุรกิจไทยต้องเปิดใจ ตื่นตัว ตื่นรู้ และกล้าที่จะทดลองใช้ แม้บล็อกเชนไม่ได้จะมาช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตประจำวันหรือของบริษัทได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคิดแล้วว่า บล็อกเชนมีจุดดีคืออะไร มีจุดด้อยคืออะไร  แล้วในจุดดีนั้นเราสามารถนำมาใช้กับธุรกิจตรงจุดไหนที่เป็น  Pain Point ได้บ้างหรือไม่ อย่างไร เมื่อธุรกิจไทย เริ่มเห็นตรงนี้แล้ว ก็จะต้องเริ่มกล้าที่จะไปคุยกับ Blockchain Developer ซึ่งก็เริ่มมีหลายบริษัทที่นำเสนอบริการนี้ ต้องเริ่มคุยกับโปรแกรมเมอร์ ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

        บางธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องซัพพลายเชน เช่น ธุรกิจการค้า ธุรกิจค้าปลีก หลายธุรกิจที่ต้องใช้เรื่อง Global ซัพพลายเชน ที่ใช้บล็อกเชนเข้ามาช่วยได้  หรือธุรกิจการเงิน จะใช้อย่างไรให้มันเป็นประโยชน์ ต่อยอดอุตสาหกรรมการเงินหรือในอนาคต อุตสาหกรรมเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม มีเดีย มันมากระทบได้หมด

 

  


 

 



 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh