Special Interview

รู้จักบล็อกเชน-คริปโต เทคโนโลยี ปฏิวัติโลก!

รู้จักบล็อกเชน-คริปโต เทคโนโลยี ปฏิวัติโลก!

“บล็อกเชน คือ อินฟราสตรัคเจอร์ตัวต่อไป ซึ่ง บิตคอยน์ เป็นแค่แอปพลิเคชันอันแรก คล้ายกับเรามีอินเทอร์เน็ตเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ และมีเฟซบุ๊กเป็นแอปพลิเคชัน วงการบล็อกเชนยังไม่มี  “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" เพราะว่ามันเกิดมาได้แค่ 9 ปี แต่ก็ทำให้แบงก์ทั่วโลกต้องปรับตัวกันอย่างมหาศาล”

“ท๊อป” จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในวงการคริปโตเคอเรนซีและเทคโนโลยีบล็อกเชน กล่าวกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” เมื่อเราขอให้อธิบายคำว่า “บล็อกเชน” แบบเข้าใจง่ายๆ

เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอายุยังไม่ถึง 30 ปี แต่มีศรัทธาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าใน เทคโนโลยี บล็อกเชน ว่ามันจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน นอกจากนั่งตำแหน่ง CEO แล้ว “ท๊อป จิรายุส” ยังคงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการบรรยาย ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ให้สัมภาษณ์สื่อทุกแขนง และให้ความรู้ผู้คนในทุกๆ เวทีที่เขาได้รับเชิญ เพราะอยากให้คนไทยรู้จักกับเทคโนโลยีอันทรงพลังดังกล่าว

นักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ จากเดิมที่สนใจแต่เรื่อง “หุ้น” หลายท่านเริ่มศึกษาเรื่องของ คริปโตเคอเรนซี เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งบทสัมภาษณ์ “ท๊อป จิรายุส” จะเปิดโลกของ “บล็อกเชน เทคโนโลยี” ให้ใกล้ตัวคุณมากยิ่งขึ้น และฉายภาพให้คุณเห็น “โอกาส” ของการลงทุนใน Asset Class ต่างๆ ในอนาคตอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน  

 

>> บล็อกเชน เทคโนโลยี คืออะไร?

หากจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายที่สุดมันคือเลเยอร์ที่ 2 ของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็นมูลค่า (Value) ได้ ถ้าเปรียบเทียบ 20 ปีแรก เราเพิ่งมีเลเยอร์แรกของอินเทอร์เน็ตที่เราเรียกว่า  TCP/IP มันทำให้เราแลกเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็นข้อมูล (Information) พอมี TCP/IP มันทำให้โลกของเราเกิดแอปพลิเคชัน Facebook ,Skype,LINE สิ่งที่ส่งสวัสดีกันได้ในทุกๆ เช้า ก็เพราะว่าเทคโนโลยีหลังบ้านของ LINE มันคือ TCP/IP

"ส่วนบล็อกเชน มันคือเลเยอร์ที่ 2 มันมาทำให้เราแลกเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็นมูลค่า (Value) โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางอีกต่อไป  เพราะฉะนั้น เราสามารถโอนถ่าย เงิน ที่ดิน คอนโดฯ เพชร ทอง ทุกอย่าง แลกเปลี่ยนกันได้ Peer to Peer  โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง เช่น แบงก์ โบรกเกอร์ นายหน้า หรือร้านขายทอง ทุกอย่างตัวกลางจะหายไป จะทำให้โลกเคลื่อนได้เร็วขึ้น"

 

>> เทคโนโลยี บล็อกเชน  มีกี่ประเภท

บล็อกเชน จะมีทั้งหมด 3 ชนิด 1.Public บล็อกเชน 2. Private บล็อกเชน และ 3.Consortium บล็อกเชน ซึ่งการเกิดขึ้นมาของดิจิตอลเคอเรนซี หรือจะเรียกว่า คริปโตเคอเรนซี ส่วนใหญ่จะเกิดที่ Public บล็อกเชน เพราะว่า Public บล็อกเชนเป็นระบบนิเวศน์แบบเปิดเหมือนกับโลกอินเทอร์เน็ต ใครๆ ก็เข้ามาโลกอินเทอร์เน็ตได้ และด้วยลักษณะของระบบนิเวศน์แบบเปิดนี้ มันทำให้คนพร้อมจะโกงกันได้ตลอดเวลา ดังนั้น การที่มีโทเคน มันจะทำงานคล้ายๆ กับเป็น incentive ให้แต่ละ player เข้ามา เพื่อที่จะป้องกันระบบไว้ให้มันปลอดภัย

ดังนั้น การขุดบิตคอยน์คือการป้องกันระบบให้มันปลอดภัย แต่คนไม่ได้จะมาขุดบิตคอยน์ให้เรา หรือให้กับทุกคนฟรีๆ คนที่ขุดจะได้บิตคอยน์ใหม่ในระบบ ซึ่งมันมีมูลค่า เพราะฉะนั้น คนก็เลยมาขุดบิตคอยน์ให้ ซึ่งอีกมุม การขุดบิตคอยน์ คือการ ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม (Verify Transaction) เวลาคนโอนเงินกันทั่วโลก คือ เป็นกระดูกสันหลังหลักของ บิตคอยน์ บล็อกเชนเลย

แต่หากเป็น Private บล็อกเชน อย่างเช่น โครงการอินทนนท์ ของแบงก์ชาติ จะมีเหรียญคริปโตหรือไม่มีก็ได้ ใช้แค่บล็อกเชนอย่างเดียวก็ได้เพราะว่า มันทำงานอยู่ในระบบนิเวศน์แบบปิดที่ทุกคนเชื่อใจ เชื่อมั่นในผู้เล่นในระบบว่าจะไม่โกงกัน  

 

>> ทำไมถึงเชื่อว่า บล็อกเชน จะเข้ามาเปลี่ยนโลก?

Disruptive Technology มันไม่ได้มาบ่อยๆ  หลายๆ Generation มันจะมาที อย่าง Disruptive แพลตฟอร์มอันแรกของโลก เราจะเรียกมันว่า Personal Computer ที่ออกมาตอน 1975  ตอนนั้น Personal Computer มันเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ให้คนอย่าง "บิล เกตส์" สร้างเป็นซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า ไมโครซอฟต์ข้างใน แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งทุกวันนี้ ทุกๆ บริษัท ทุกๆ วงการใช้คอมพิวเตอร์ หมดแล้ว ไม่มีวงการไหนไม่ใช้  

เฟสที่สองของโลก Disruptive Technology เราจะเรียกมันว่า อินเทอร์เน็ต  หรือ TCP/IP ตอน 1990 ซึ่งมันเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ให้ คนอย่าง  "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" สร้างเป็นเฟซบุ๊ก และก็มาเปลี่ยนแปลงโลก ให้คนอย่าง "แลร์รี เพจ" สร้างเป็นกูเกิ้ล แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงโลก ทุกๆ วันนี้ ทุกๆ บริษัท ทุกๆ วงการก็ใช้ อินเทอร์เน็ตหมดแล้ว

หลังจากนั้น ปี 2009 บล็อกเชน มันเป็นอินฟราสตรัคเจอร์อันต่อไป ซึ่ง บิตคอยน์ เป็นแค่แอปพลิเคชันอันแรก แต่ในวงการนี้มันยังไม่มี  "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" หรือ "แลร์รี เพจ" เลย เพราะว่ามันเกิดมาได้แค่ 9 ปีออกมาตอนปี 2009 แต่แค่ออกมาได้ 9 ปี แบงก์ทั่วโลกปรับตัวกันอย่างมหาศาล  "เวสเทิร์น ยูเนี่ยน" ปรับตัวอย่างมหาศาล

“บล็อกเชน กระโดดมาวงการระดมทุน ที่เราเรียกว่า ICO ปีเดียวสามารถระดมทุนได้มากกว่า Venture Capital (VC) ทั่วโลกรวมกัน  หรือเราดูแค่เทรนด์จากการลงทุน อย่างที่ Silicon Valley การลงทุนในวงการ บล็อกเชน มากกว่าตอนที่อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมาหลายเท่า เพราะฉะนั้น  คนที่ Silicon Valley เป็นคนที่ฉลาด เป็นคนที่ผลักดันเทคโนโลยีของโลกไปข้างหน้าอยู่แล้ว เค้าจะเห็นเทรนด์ เข้าใจเทรนด์”

 

>> บล็อกเชนจะมาเปลี่ยนวงการการเงิน-การลงทุน อย่างไร?

"Financial Products ปัจจุบันยังมีน้อยมาก เช่น หุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ เงิน ทองแดง น้ำมัน แต่พอเทคโนโลยี บล็อกเชน มาแล้วมันสามารถทำให้เราแปลงทุกอย่างที่เป็นมูลค่าในรูปแบบดิจิตอล (Digitize)ได้ บล็อกเชน จะทำให้เกิด Financial Products ในอนาคตเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าจากปัจจุบัน เกิดเป็น Financial Instruments (เครื่องมือทางการเงิน) แบบใหม่ๆ จนในอนาคตจะนับไม่ถ้วน นั่นหมายถึงโอกาสการลงทุนก็มีอีกมากมายมหาศาลเช่นกัน"

“ท๊อป จิรายุส” ฉายภาพไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอนาคตตลาดหลักทรัพย์ก็จะซื้อขายหลายๆ ชนิด Asset Class จะมีมากมายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบซึ่งเป็นสิ่งที่มีมูลค่า เช่น ทองคำ ที่ดิน มันสามารถ Digitize เป็นโทเคนแล้วมาซื้อขายที่ตลาดกลางที่เรียกว่า ตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต แต่ตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องเปลี่ยนชื่อไปเป็น “Digital Asset Exchange” ไม่ใช่ “Stock  Exchange” ซึ่ง Stock หรือหุ้นก็เป็นเพียงแค่สับเซ็ตของ Digital Asset ชนิดหนึ่งเท่านั้น !


>> มุมมองต่อการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี

ส่วนตัวเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว และเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีบล็อกเชน ประกอบกับการที่เขาเรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ จึงทำให้เข้าใจกลไกของอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ได้ง่ายและเร็ว อย่างกรณีของ บิตคอยน์ “ท๊อป จิรายุส” มองในมุมของเศรษฐศาสตร์ว่า 

“มันเป็น Asset Class ชนิดใหม่ มันเป็น Transactional Protocol หรือตัวกลางในการโอนถ่ายเงินข้ามประเทศ แต่ในเมื่อบิตคอยน์มันมีลิมิตแค่ 21 ล้าน บิตคอยน์ทั่วโลกซัพพลายมันจำกัด แต่ Demand มันเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะคนรู้จักมากขึ้น โอนเงินด้วยบิตคอยน์เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ Demand เคิร์ฟมันขยับไปทางขวาทุกๆ ปี Supply เคิร์ฟ  มัน Vertical ตามหลักเศรษฐศาสตร์มันต้องมี Capital Gain”

คล้ายๆ กับทองคำ ช่วงแรกทองคำก็ไม่กี่บาท ระยะสั้นมันอาจจะขึ้นลงๆ แต่ระยะยาวกราฟมันขึ้น เพราะว่า Supply ของทองทั่วโลก มันมีจำนวนจำกัด แต่บิตคอยน์มันดีกว่าทองตรงที่ว่ามันโอนข้ามอินเทอร์เน็ตได้ โอนข้ามไปประเทศอื่นได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแบกเป็นถุงๆ  ขึ้นเครื่องบิน

 

>> คริปโต กับ หุ้น มีความเสี่ยงต่างกันอย่างไร?

คริปโตเคอเรนซี ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการซื้อขายหุ้นไม่ได้  อย่างเวลาซื้อขายหุ้นเราสามารถดู P/E Ratio , D/E Ratio , Discounted cash flow และมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มาควบคุม แต่วงการคริปโตเคอเรนซี ไม่สามารถคำนวณแบบหุ้นได้ แต่จะดูที่ “เน็ตเวิร์คเอฟเฟ็กต์” เพราะ มูลค่า (Value) จริงๆ มันมาจาก เน็ตเวิร์ค หรือ จำนวนของคนใช้ เช่นเดียวกับ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์

ดังนั้น นักลงทุนยุคใหม่ก็ต้องดูว่า บล็อกเชนตัวไหนที่จะมี มี Ecosystems ที่คนเข้ามาใช้งานมากที่สุด บล็อกเชนไหนที่มีเน็ตเวิร์คใหญ่ที่สุดจะเป็นบล็อกเชนที่มีมูลค่ามากที่สุด

“ส่วนความเสี่ยงมันคล้ายๆ กับหุ้น ตรงที่ว่า ถ้าใครไม่มีในเรื่องของ Financial education ก็มีความเสี่ยงหมด ไม่ว่าคุณจะลงทุนในหุ้น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในทอง มีคนล้มละลายหมดทุกวงการถ้าคุณไม่รู้เรื่องของ Financial education และอีกอย่างคือถ้าเป็นเงินที่ไม่ใช่เงินเย็น แต่เป็นเงินที่ต้องใช้ภายใน 1 เดือน 2 เดือน ผมไม่แนะนำให้เข้ามาลงทุน”   

 

>> ทราบว่ากลุ่ม Bitkub ได้ยื่นขอใบอนุญาต Exchange license ด้วย

กฎหมาย ก.ล.ต.จะแบ่งเป็น 2 ฝั่งหลักๆ คือ ฝั่งของ Exchange คือ ตลาด รอง (Secondary Market) ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาตคือ Exchange license, Broker license และ Dealer license ส่วนอีกฝั่งคือ ตลาดแรก (Primary Market) หรือแหล่งเงินทุนอันดับแรกซึ่งก็คือคนออกเหรียญ อันนี้จะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ICO Portal ซึ่งตอนนี้กฎเพิ่งออกมาทั้ง 2 ฝั่ง และอยู่ในช่วงของการยื่นใบสมัครไปแล้ว

กลุ่ม Bitkub ได้ยื่นใบสมัครเพื่อขอใบอนุญาตในการให้บริการ Exchange license  และเป็น  1 ใน 7 บริษัทที่ยื่นไปเรียบร้อยแล้ว อยู่ในช่วง ก.ล.ต.ที่เข้ามาตรวจสอบหลังจากนั้นก็จะส่งเรื่องเข้าบอร์ด ก.ล.ต. แล้วค่อยส่งไปยังกระทรวงการคลัง คาดว่าน่าจะปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ก็น่าจะได้ใบอนุญาตและประกาศได้เป็นทางการ   

 

>> กลุ่ม Bitkub ทำตลาด Exchange ด้วย แล้วต่างจากที่อื่นอย่างไร?

เรามองว่าจุดเด่นของ Bitkub.com คือ การที่เรามีความเชี่ยวชาญ ในการเป็นผู้ให้บริการตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซี ที่ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถเปิดให้บริการได้ 24 ชั่วโมงโดยมีพนักงานคอยดูแลและตอบคำถาม และระบบการใช้งานของเราง่ายกว่าที่อื่น, เว็บไซต์เรามีข้อมูลเยอะที่สุด ,ใช้งานได้ง่ายที่สุด ดูทันสมัยมากที่สุด และดูดีที่สุดครับ.

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 







 

 











 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh