Special Interview

BGRIM กับภารกิจเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 7,200 MW

BGRIM กับภารกิจเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 7,200 MW

     บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศไทย ที่ครอบคลุมทั้งในด้านการพัฒนาโครงการ การจัดการด้านการเงิน การก่อสร้าง และการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างใหม่ กับภารกิจปรับเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 7,200 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2568 จากเดิมที่วางเป้าหมายจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 5,000 MW ท่ามกลางวิกฤตและโอกาสมากมายในอนาคต BGRIM จะหาโอกาสลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน และคลายข้อสงสัยของแหล่งเงินทุน 1.8 แสนล้านบาท รวมถึงยืนยันว่าทำไมถึงไม่ต้องเพิ่มทุน

    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BGRIM ฉายภาพว่า ปัจจุบันนี้บริษัทมีโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการจ่ายไฟเข้าระบบแล้ว จำนวน 47 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 3,019 MW ซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 1,905 MW แบ่งเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 71% ที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ 6 แห่ง และที่เหลืออีก 29% มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่งโครงการพลังงานทดแทนส่วนหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศเวียดนาม มีจำนวน 677 MW โดยแบ่งเป็นหนึ่งโครงการที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนซึ่งมีกำลังการผลิต 420MW

    ขณะเดียวกันยังมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3,628 MW เบื้องต้น ได้แก่ พัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ระบบพลังงานความร้อนร่วมโคเจนเนอเรชั่น สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) รวม 7 โครงการ แบ่งเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนของเดิมเพื่อต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 5 โครงการ และโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 2 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งสุทธิรวม 980 MW ซึ่งจะเห็นว่าบริษัทมีการเติบโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะมีวิกฤตการณ์ทางการเงิน หรือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และในอนาคตมีโอกาสที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกมาก

*** แผนและโอกาสที่จะสร้างฝันให้เป็นจริงกับเป้าหมาย 7,200 MW ในอีก 5ปีข้างหน้า

    สำหรับโอกาสที่กำลังศึกษาอยู่นั้น จากเดิมที่ตั้งเป้าจะมีกำลังการผลิต จำนวน 5,000 MW ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จึงทำให้บริษัทต้องปรับเพิ่มประมาณการกำลังการผลิตที่จะมีในมือเป็น 7,200 MW ซึ่งอาจจะส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนของธุรกิจไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50:50 จากเดิมที่เป็นการลงทุนในประเทศ 75% และเป็นการลงทุนในประเทศ 25% อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการบริหารจัดการดูเรื่องความเสี่ยงด้านต่างๆ ของการลงทุน ซึ่งการลงทุนในแต่ละโครงการจะต้องเป็นการลงทุนในรูปแบบสัมปทานมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งในทุกๆ โครงการบริษัทจะมีสัดส่วนการลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่

    เช่น โครงการโรงไฟฟ้าจากก๊าซ LNG ที่เวียดนาม ซึ่งบริษัทกำลังศึกษาอยู่หลายโครงการ แต่เบื้องต้นบริษัทคาดหวังว่าหากได้โครงการใดโครงการหนึ่งก็จะทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเข้ามาอีก 3,000 MW ซึ่งประเทศเวียดนามมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ประกอบกับจำนวนประชากรในพื้นที่มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 97 ล้านคน อีกทั้งยังมีอัตราการเกิดของประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงการที่รัฐบาลเวียดนามมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จึงมีการให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศ

*** จะต้องใช้เงินลงทุนอีก 1.8 แสนลบ.แต่ยืนยัน 100% ไม่ต้องเพิ่มทุน

    บริษัทต้องใช้เงินเตรียมการลงทุนตามแผนโครงการขนาดใหญ่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จำนวน 180,000 ล้านบาท ซึ่งได้เตรียมแผนการลงทุนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว จะทยอยการลงทุนตั้งแต่ปี 63-68 ปีละประมาณ 20,000-40,000 ล้านบาท โดยการที่บริษัทจะก่อสร้างโครงการใหม่นั้นจะได้รับการตอบรับที่ดีจากสถาบันการเงิน ฉะนั้นจะใช้เงินส่วนทุนเพียง 25% ของเงินลงทุน 180,000 ล้านบาท และมีเงินสดในมือ 20,000 ล้านบาท รวมถึงมีเครดิตวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีก 9,000 ล้านบาท และการที่โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้วนั้นก็ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทมาโดยตลอด ดังนั้น จึงทำให้บริษัทยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน

    "ยืนยัน 100% ว่าจะไม่มีการเพิ่มทุน เพราะว่าเราวางแผนระยะยาวมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่จะต้องลงทุน หรือแหล่งเงินทุน จะดูควบคู่กันไปตลอดเวลา" นางปรียนาถ กล่าว

    โดยมีวิธีหลายอย่างที่จะสร้างความเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การที่บริษัทมีความน่าเชื่อถือก็ส่งผลให้มีพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญทางการก่อสร้าง และพันธมิตรทางการเงิน พร้อมที่จะเข้ามาลงทุนกับบริษัท ขณะนี้ก็มีพันธมิตรให้ความสนใจเข้ามาติดต่อเจรจาเพื่อขอร่วมลงทุนกับบริษัทแล้วเป็นจำนวนหลายราย ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินด้านอื่นๆ เช่น การออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจังหวะที่เหมาะสม หรืออาจจะเป็นวิธีการระดมทุนที่ประเทศเวียดนามก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาส

***แจงโรงไฟฟ้าเลื่อนจ่ายไฟไม่กระทบกำไร

    ประเด็นที่กดดันราคาหุ้นคือ การที่โรงไฟฟ้า 2 แห่ง เลื่อนกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ เรื่องนี้ขอชี้แจงว่าโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ที่มีการย้ายการก่อสร้างจากนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดราชบุรี ไปยังนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดอ่างทอง จะต้องเลื่อนการจ่ายไฟเข้าระบบออกไปอีก 11 เดือน หรือทำให้ต้องจ่ายไฟเข้าระบบในปี 66 เนื่องจากบริษัทได้รับใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าที่เลื่อนจากแผนการเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทั้งสองโครงการดังกล่าวได้เตรียมการก่อสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว และจะไม่มีผลกระทบต่อประมาณการกำไร เพราะบริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ทยอยจ่ายไฟเข้าระบบมาเติมเต็มอย่างต่อเนื่อง

*** ผลบวกที่ได้รับคือราคาก๊าซฯลดลง กับโอกาสในการลุย "ไมโครกริด"

    ปัจจัยบวก ส่วนหนึ่งคือการที่บริษัทได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้นำเข้า LNG ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงรายละเอียดของกระบวนการนำเข้า ขณะเดียวกันถือเป็นโอกาสของประเทศอีกด้วย เพราะประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงกว่า 70% และต้นทุนในการผลิตก็มาจากก๊าซธรรมชาติ 70% เช่นกัน ดังนั้นเมื่อราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ก็จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย ปัจจัยบวกอื่นๆ เพิ่มเติมและเป็นกุญแจที่สำคัญคือ การที่ บี.กริม มีทีมงานที่เชี่ยวชาญ กระจายการลงทุนไปยังพลังงานทดแทน และการลงทุนไปยังต่างประเทศ

    รวมถึงโอกาสในอนาคตที่จะไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งหันมาใช้รูปแบบ ระบบไมโครกริด (Microgrid) เนื่องจากในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมยังมีบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของ บี.กริม อยากมีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งถ้าราคาก๊าซฯลดลง ก็ทำให้บริษัทดังกล่าวอยากมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่เป็นผู้ผลิตเอง ก็สามารถทำได้ เพราะบริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านสายส่งไฟฟ้าในนิคมฯ บริษัทมองว่าลักษณะดังกล่าวถือเป็นแนวโน้มธุรกิจในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น
    
    สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่บริษัทให้ความสำคัญอยู่เสมอ คือกฎเกณฑ์ในการพิจารณาข้อกฎหมายของในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน รวมถึงวัฒนธรรมบางประเทศที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้บริษัทจะต้องพิจารณา และประเมินความเสี่ยงอยู่เสมอ


*** ปีนี้กำไรโตจากปีก่อน 10-15% อานิสงส์ต้นทุนลด

    ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร บี.กริม ก็ยังมีผลงานที่ดีต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ที่ผลประกอบการที่ขึ้นต่อเนื่อง เพราะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมได้กลับมาซื้อไฟฟ้าในอัตราปกติแล้ว จึงทำให้กำไรในไตรมาส 3/63 ควรที่จะทำสถิติสูงสุดเหมือนกับที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งในไตรมาส 2/63 บริษัททำกำไรได้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจากนี้ไปก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะทยอยจ่ายไฟเข้าระบบ รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่จะถูกลงทำให้ต้นทุนของบริษัทลดลงตามไปด้วย

    ทั้งนี้ คาดการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติของ ปตท.ระบุว่า ในสิ้นปีจะลดลงเหลือ 220 บาทต่อล้านบีทียู จากในต้นปี 63 ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 267-270 บาทต่อล้านบีทียู และในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 240 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งการที่ราคาก๊าซธรรมชาติลดลง 1 บาทต่อหน่วย มีผลทำให้กำไรโดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 15 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่ากำไรสุทธิในปี 63 จะเพิ่มขึ้นกว่าปี 62 ราว 10-15% และในปีถัดไปก็จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

*** ทำไมต้องลงทุนหุ้น BGRIM

    บริษัทยึดมั่นทำธุรกิจแบบโอบอ้อมอารี ไม่เอาเปรียบและไม่ทำผิดกฎเกณฑ์ จะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ต่อตนเอง แต่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับ รวมถึงลูกค้าผู้ถือหุ้น อีกทั้งคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะตอบแทนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ฉะน้ันไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใด บี.กริม ก็มั่นใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเมื่อจะได้รับกระทบก็ได้เตรียมวางแผนล่วงหน้าไว้ ดังนั้นหุ้น BGRIM จึงเป็นหุ้นที่มีการเติบโตแบบมั่นคงและยั่งยืน จึงอยากขอฝากความมั่นใจที่จะเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลสูง มีกำไรสม่ำเสมอ มีเงินปันผลให้กับนักลงทุน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh