Special Interview

ATP30 ทยอยปลดค่าเสื่อม-ดันรายได้ 3 ปีโตขั้นต่ำ 20%

ATP30 ทยอยปลดค่าเสื่อม-ดันรายได้ 3 ปีโตขั้นต่ำ 20%

     พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทที่จะได้รับอานิสงส์บวก  มีหลายแห่ง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ บมจ.เอทีพี 30 (ATP30) รวมอยู่ด้วย เพราะบริษัททำธุรกิจรถรับส่งพนักงานจากที่พักอาศัยไปยังโรงงานอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออก
    ฐานลูกค้าของบริษัทกระจายอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายจังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร  ปราจีนบุรี  และสระบุรี
    ATP30 เข้าตลาดหุ้นปี 2558 และมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนนับแต่เข้าตลาด โดยเฉพาะงวด Q1/60 กำไรโตแรงจึงน่าสนใจว่ารวมทั้งปีบริษัทฯ จะรักษาระดับการเติบโตได้ดีแค่ไหนหลังทำสถิติไว้ดี "ปิยะ เตชากูล" กรรมการผู้จัดการ ATP30 ได้เล่าถึงทิศทางธุรกิจในอนาคตกับ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ไปติดตามกันเลย       

#ส่ง "มินิบัส" รองรับแรงงานยุค 4.0 ในพื้นที่อีอีซี 
    อีอีซี จะนำมาซึ่งอุตสาหกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นในไทย และภาพที่ "ปิยะ" มองเห็นคือ จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใช้ปริมาณคนมาก แต่เน้นที่คุณภาพของคน ซึ่งคนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นคนที่มีคุณภาพสูง ระดับการศึกษาที่สูง จึงเชื่อว่า บุคคลเหล่านี้ย่อมต้องการสวัสดิภาพ สวัสดิการ ที่บริษัทจัดให้พวกเขาในมาตรฐานที่สูงขึ้น
    ATP30 จึงเตรียมการรองรับไว้ 2 เรื่อง คือ 1. สร้างมาตรฐานสากลด้านการบริหารความปลอดภัยในการเดินรถ หรือ มาตรฐาน ISO39001 ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงคุณภาพของบริษัทฯว่าได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทางถนน ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่เขต อีอีซี ย่อมจะมองในจุดนี้เช่นกัน เพราะถือเป็นสวัสดิภาพของพนักงานในบริษัท 
    2.ขนาดรถ ATP30 เป็นบริษัทแรกๆ ที่ได้เริ่มนำรถ "มินิบัส" มาให้บริการ ซึ่งขนาดของตัวรถจะใหญ่กว่ารถตู้ แต่เล็กกว่ารสบัสและมีที่นั่งประมาณ 20-30 ที่นั่ง หลังจากเริ่มทดลองใช้พบว่าตอบโจทย์ลูกค้าได้ค่อนข้างดี เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมต่อจากนี้จะไม่ใช่กลุ่มที่เป็น labour intencive ดังนั้น รถบัสขนาดใหญ่อาจจะมีความต้องการที่ลดน้อยลง 

#เดินหน้าขยายกองรถปีนี้ 45 คัน งบ 120-150 ลบ.
    กองรถบัสที่มากขึ้น จะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ มากขึ้น ซึ่ง ณ ปลายปี60 บริษัทฯ มีจำนวนรถโดยสาร 328 คัน ปีนี้มีแผนขยายกองรถเพิ่มอีก 45 คัน ด้วยงบลงทุนประมาณ 120-150 ล้านบาท แล้วแต่ชนิดของรถ โดยแหล่งที่มาของเงินทุนจะมาจาก 2 แหล่ง คือ1.การทยอยแปลงสิทธิ์วอร์แรนต์  ซึ่งจะมีการแปลงสภาพไปจนถึงกลางปีหน้า และ 2.ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทลิสซิ่งในข้อเสนอที่ดี 
    "เพราะฉะนั้น การลงทุนรถส่วนนี้ เราอาจจะแทบไม่ต้องใช้เงินสดของบริษัทเลยด้วยก็ได้ เพราะว่าเราได้เงื่อนไขที่ดีมากจากการที่เราเป็นบริษัทจดทะเบียน และเรารักษาเครดิตที่ดีมาโดยตลอด" 

#เป้ารายได้ปีนี้โต 20% อัตรากำไรสุทธิ 10% 
    "ปิยะ" เล่าว่า ปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้โต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 348 ล้านบาท มาจาก 2 เหตุผลหลักๆ ได้แก่ 1.ลูกค้าเก่าที่ได้เพิ่มขึ้นมาในปีที่แล้วจะรับรู้รายได้เต็มปีในปีนี้ และ 2.ลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้
    “ถ้าเรายังรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้ครบถ้วนทุกราย และก็มีลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามา เราก็มั่นใจว่ารายได้ 20% ที่จะโตขึ้นมาน่าจะมีความเป็นไปได้”
      นอกจากนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำอัตรากำไรสุทธิปีนี้ให้อยู่ที่ 10% ซึ่งเป็นตัวเลขเท่ากับที่ทำได้ในไตรมาสแรก และยังดีขึ้นจากปีก่อนทั้งปีซึ่งอยู่ที่ 7.5% มาจาก 3 เหตุผลหลักคือ 1.ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากรถที่ทยอยผ่อนหมดในแต่ละปี 2.การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และ 3.ภาระการตัดค่าเสื่อมรถที่ทยอยหมดลง 
    โดย “ปิยะ” ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากปีนี้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง และการมีอำนาจต่อรองกับทางซัพพลายเออร์มากขึ้น จะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ประกันภัย อะไหล่ และค่าซ่อมบำรุง  รวมถึงการมี  economy of scale ทำให้สร้างรายได้เติบโตในอัตราที่มากกว่าการเติบโตของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A)
    ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลในช่วง 3 ปีมานี้ในงวดไตรมาสแรก พบว่าไตรมาสล่าสุดปีนี้ SG&A ของบริษัทเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ ซึ่งสะท้อนถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีแม้ในภาวะที่ต้องขยายธุรกิจ โดยไตรมาส 1/61 SG&A โต 10.79% รายได้โต 26.58% ต่างจาก 2 ปีก่อนโดยในไตรมาส 1/59 SG&A โต 20.20% รายได้โต 9.60% , ไตรมาส 1/60 SG&A โต 29.00% รายได้โตเพียง 13.79%
     “สาระสำคัญของปีนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ บริษัทมีอายุครบประมาณ 12 ปี เพราะฉะนั้น รถที่เรามีนโยบายตัดค่าเสื่อม 10 ปี ก็เริ่มจะมีรถที่หมดค่าเสื่อมขึ้นมา ค่าเสื่อมที่เราตัดขึ้นมาในทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี ก็จะลงมาเป็นผลกำไรสุทธิ ซึ่งจาก 2-3 เหตุผลนี้ เราก็คิดว่าจะทำให้เราทำอัตรากำไรสุทธิได้ตามเป้าที่เราคาดหวังไว้คือ 10% จากปีก่อน 7.5%” 
        โดยในครึ่งแรกปีนี้บริษัทฯ จะมีรถที่หมดค่าเสื่อมจำนวน 17 คัน และทั้งปีจะมีรถที่หมดค่าเสื่อม 35 คัน  

#ปูฐานรายได้ 3 ทาง ดันรายได้ 3 ปี (61-63) โตเฉลี่ย 20%   
     ปีนี้ ATP30 วางแผนที่จะกระจายแหล่งรายได้ ไปยังลูกค้าในกลุ่มผู้ประกอบการในภาค “การท่องเที่ยว” กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการบริการ “ขนส่งมวลชนแบบเฉพาะกิจ” จากปัจจุบันที่รายได้หลักพึ่งพิงอยู่กับลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสากรรม 
    “ปิยะ” เล่าว่า บริษัทฯ ได้นำรถส่วนหนึ่ง มาเริ่มทดลองให้บริการกับทางนักท่องเที่ยวจีน ที่ท่องเที่ยวอยู่ในโซนภาคตะวันออก ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีจากที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้ รถก็ได้รับการจองใช้งานอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นฐานรายได้ที่ 2 ของบริษัท
    ส่วนฐานรายได้ที่ 3 การขนส่งมวลชนแบบเฉพาะกิจ ที่ต่อเนื่องจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังชุมชนต่างๆ โดยประเดิมกับลูกค้าในโครงการ T77 ของ บมจ.แสนสิริ (SIRI) คอนโดมิเนียมตั้งอยู่ที่ ซ.สุขุมวิท 77 ได้ประมาณปีเศษแล้ว และต้นเดือนหน้าจะเริ่มให้บริการกับศูนย์การค้า MEGA  บางนา
    “ภาคท่องเที่ยว และขนส่งมวลชนแบบเฉพาะกิจ ก็จะเป็นอีก 2 ฐานธุรกิจที่จะค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นมา ซึ่งโดยภาพรวมของทั้ง 3 ธุรกิจนี้ ก็จะใช้จุดแข็งของบริษัทที่มีความรู้ ความชำนาญ ในเรื่องของการบริหารการเดินรถ ในเรื่องของการพัฒนาพนักงานขับรถ  เป็นตัวสร้างรายได้ ซึ่งจากภาพรวมเราก็คิดว่าเราจะสร้างอัตราการเจริญเติบโตได้ปีละ Conservative หน่อยก็หวังว่า 20% อย่างต่อเนื่อง” 

#มองเป้าโบรกฯ 2.31 บาท กดดันเล็กน้อย 
    นักวิเคราะห์ให้ราคาเป้าหมาย ATP30 ปีนี้เฉลี่ยประมาณ 2.30 บาท ซึ่ง “ปิยะ” ยอมรับว่ากดดันเล็กน้อยในการทำผลประกอบการให้เป็นไปตามสมมุุติฐานที่นักวิเคราะห์ประเมิน แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ตามที่ได้ให้ข้อมูลไว้กับนักลงทุนมาตลอดตั้งแต่ต้นปีคือรายได้ต้องโตราว 15-20%
    “จริงๆ ก็ค่อนข้างที่จะกดดันเล็กน้อยกับที่ทางนักวิเคราะห์เขาให้เนื่องจากว่าคงเป็นราคาที่เราจะต้องสร้างการเจริญเติบโตของบริษัทในอัตราพอสมควรตามที่เรา commit ไว้ และจากความได้เปรียบในการแข่งขัน จากการที่เราเป็นบริษัทจดทะเบียน ในเรื่องของการสนับสนุนเงินลงทุน เราก็ต้องมีความมั่นใจว่าเราจะสร้างอัตราการเจริญเติบโตของทางบริษัทได้ ตามที่นักวิเคราะห์คาดหวัง” 

#ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก คือความเสี่ยงหลัก
     เพราะต้นทุนหลักๆ ราว 70-80% คือ ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ดังนั้น การปรับขึ้น-ลงของราคาน้ำมัน จึงมีผลกระทบต่อต้นทุนบริษัทโดยตรง ซึ่งบริษัทก็บริหารความเสี่ยงด้วยการทำสัญญากระจายความเสี่ยงไปที่ลูกค้าด้วย 
    “สัญญาให้บริการจะแปรผันตามราคาน้ำมัน ขึ้นก็ขึ้นตาม ลงก็ลงตาม แต่มันก็คงไม่ได้ทั้งหมด 100% ต้นทุนบางส่วนที่เป็นต้นทุนน้ำมันเรา เราก็ยังต้อง absorb ไว้ ดังนั้น ในช่วง ที่น้ำมันเป็นขาขึ้น เราก็อาจจะ suffer เล็กน้อย แต่ช่วงน้ำมันขาลง เราก็จะเอาคืนบ้าง เราก็ยังเชื่อว่า น้ำมันคง swing ตามสภาวะการเมืองมากกว่า ไม่ได้เป็นเรื่องของดีมานดืซัพพลายที่แท้จริง”
     นอกจากนี้ บริษัทยังกระจายสัดส่วนลูกค้าไปยังหลากหลายธุรกิจ โดยไม่พึ่งพิงรายใดรายหนึ่ง เพราะหากอุตสาหกรรมใดซบเซา จะได้ลูกค้าอีกอุตสาหกรรมมาชดเชย โดยปัจจุบันมีลูกค้า 35 รายในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็ก ยาง ปิโตรเคมี กลุ่มคอนซูเมอร์ ฯลฯ   
        


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh