Special Interview

| 26 มิถุนายน 2560

“ASIMAR” ย้ำเติบโตยั่งยืน จ่ายปันผลต่อเนื่องทุกปี

นายสุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์

กรรมการผู้จัดการ

บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน ) หรือ ASIMAR

 

ASIMAR ย้ำเติบโตยั่งยืน จ่ายปันผลต่อเนื่องทุกปี

          บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASIMAR ภายใต้การบริหารของเอ็มดีคนใหม่ “สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูล “ตัณฑ์ไพบูลย์”  โดยขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา  แทน “วรวรรณ งานทวี” ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ASIMAR  ประกอบธุรกิจ ให้บริการต่อเรือ และให้บริการซ่อมเรือ และปัจจุบันได้มองโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ อย่างเช่น งานโครงสร้างเหล็กบนบก เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมเหล็กที่มีมาตรฐาน

 

*** เชี่ยวชาญงานต่อเรือและซ่อมเรือ

          ASIMAR ประกอบธุรกิจให้บริการต่อเรือ และให้บริการซ่อมเรือ ด้วยประสบการณ์อันยาวนานทำให้ ASIMAR เป็นที่ยอมรับจากภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งใน และต่างประเทศ ถึงการให้บริการงานด้านเรือที่ได้มาตรฐาน ด้วยความที่มีความพร้อม ทั้งในแง่ของพื้นที่ทำงาน อุปกรณ์เครื่องมือ รวมไปถึงช่างฝีมือด้านงานวิศวกรรม และสถาปนิกทางเรือ ทำให้บริษัทสามารถออกแบบ และสร้างเรือชนิดต่างๆ ให้กับเจ้าของได้ตามความต้องการ โดย ASIMAR ได้เพิ่มอุปกรณ์ที่ช่วยในการสร้างเรือที่มีความยาวตลอดลำเรือ (LOA) ได้ถึง 120 เมตร และความกว้างไม่น้อยกว่า 26 เมตร มีความความชำนาญในการต่อเรือพร้อมกันถึง 4 ลำ             

          ขณะที่งานให้บริการซ่อมเรือ ASIMAR ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพทั้งการซ่อมเรือ การดัดแปลง การต่อเรือ และวิศวกรรมต่างๆ ทั่วโลก สำหรับเจ้าของเรือค่าใช้จ่ายการซ่อมเป็นเรื่องที่คำนึงถึงมากที่สุด ซึ่งเจ้าของเรือสามารถมั่นใจได้ว่า ASIMAR ไม่เพียงแต่เสนอราคาที่แข่งขันได้ แต่ราคาสุดท้ายก็ยังแข่งขันได้เช่นกัน นอกจากนี้ ASIMAR ยังส่งงานได้ตรงตามเวลา โดย ASIMAR ทำงานใกล้ชิดกับเจ้าของเรือ เพื่อตอบสนองความต้องการ และให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งข้อมูลต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรมการซ่อมเรือ ASIMAR เป็นที่รู้จักในเรื่องการเป็นผู้นำด้านอู่ต่อเรือของประเทศไทย

 

*** อุตสาหกรรมแข่งดุ

          สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมธุรกิจซ่อมและต่อเรือ “สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์” ให้มุมมองว่า ผลจากสภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา กระทบให้งานต่อเรือภาคเอกชนจากต่างประเทศลดหายตามไปด้วย ทำให้ผู้ประกอบการที่เคยเน้นรับงานต่างประเทศ หันมาแย่งประมูลงานในประเทศ ทำให้เกิดภาวะการแข่งขันรุนแรง บริษัทพยายามปรับตัวรับงานต่อเรือประเภทอื่นเข้ามาเสริม เช่น เรือไลท์เตอร์ หรือเรือโป๊ะ แม้จะถูกมองว่าเป็นงานที่ทำกำไรได้ไม่มาก แต่พบว่ามีความต้องการสูง และบริษัทอาศัยเน้นทำเร็วในปริมาณที่สูง
          ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้เกิดสถานการณ์ตัดราคาในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทจะไม่ลงไปแข่งเรื่องราคาเหมือนกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่จะอาศัย “จุดแข็ง” มาสู้ โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาในการส่งมอบงานให้ถึงมือลูกค้าโดยเร็ว โดยเฉพาะงานซ่อมเรือ เพราะการที่เรือถูกทิ้งไว้ที่อู่ซ่อมนานเท่าไหร่ จะทำให้ลูกค้าสูญเสียโอกาสในการหารายได้นานเท่านั้น ดังนั้น บริษัทสามารถส่งมอบเรือให้ลูกค้าโดยเร็วเท่าใดจะยิ่งดี เป็นผลดีต่อลูกค้า อย่างไรก็ตาม การส่งมอบเรือให้ถึงมือลูกค้าโดยเร็ว ยังคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งบริษัทสามารถผลักดันจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร
          จุดเด่นสำคัญของบริษัทอีกประการ คือ สามารถต่อเรือได้ยาวถึง 160 เมตร และมีขีดความสามารถในการรับเรือเฉลี่ย 80 - 100 ลำต่อปี นอกจากนั้น ยังมีความเชี่ยวชาญในกิจการขนส่งทางเรือมากกว่า 50 ปี 

 

*** วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจใหม่ๆ  

          ด้วยสถานการณ์การแข่งขันในอุตสาหกรรมต่อเรือในระดับสูง ทำให้ในปี 2560 บริษัทได้วางกลยุทธ์ขยายสู่ธุรกิจใหม่ อาศัยความเชี่ยวชาญ และศักยภาพที่มี นั่นคือ “งานโครงสร้างเหล็ก” ซึ่งเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการที่ในประเทศไทยมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสเข้าประมูลงาน โดยจะเข้ารับช่วงงานต่อจากผู้รับเหมารายใหญ่ (ซับคอนแทรก) ในอดีตบริษัทมีผลงานรับงานโครงสร้างเหล็กสนามบินสุวรรณภูมิเฟสแรกมาแล้ว และ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งเซ็นสัญญา สร้างรั้วมอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน - นครราชสีมา จากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD มูลค่า 10.7 ล้านบาท

 

*** อู่ต่อเรือแห่งใหม่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี หนุนรายได้

          ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดอู่เรือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเข้าซื้อกิจการต่อจากผู้ประกอบการรายเดิม และนำมาปรับปรุงใหม่ โดยใช้เงินลงทุน 120 ล้านบาท คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 7 ปี ในการคืนทุน
          สาเหตุที่เลือกเปิดอู่ต่อเรือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะมองว่าเป็นทำเลที่ดี มีความต้องการสูง ทั้งจากเรือในธุรกิจท่องเที่ยว และเรือขนส่งสินค้า โดยเฉพาะขนส่งน้ำมัน แต่พื้นที่ดังกล่าวกลับไม่มีอู่เรือที่ได้มาตรฐาน

          บริษัทมีความคาดหวังว่า อู่เรือดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มในส่วนธุรกิจซ่อมเรือประมาณอีก 10 - 15% ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างปรับปรุงอู่เรือนี้ เพื่อให้จอดเรือได้มากขึ้น และหวังว่าจะช่วยสร้างรายได้ในอนาคตเพิ่มเป็น 20% ของสัดส่วนรายได้จากการซ่อมเรือ

 

*** แผนการเติบโต 3 ปีนับจากนี้

          สำหรับเป้าหมายการเติบโต 3 ปี นับจากนี้ เน้นเติบโตแบบต่อเนื่องมากกว่าก้าวกระโดด เพราะธรรมชาติของธุรกิจต่อเรือ รายได้จะเหวี่ยงตัวตามการรับรู้ของงาน เพราะโครงการต่อเรือจะใช้ระยะเวลา 1 - 2 ปี ทยอยรับรู้งานตามความสำเร็จของงาน ขณะที่รายได้จากการซ่อมเรือปกติจะโตประมาณ 10% ทุกปี และในปี 2560 คาดว่ารายได้รวมจะเติบโต 15 - 20% เพราะมีรายการส่งมอบเรือในช่วงไตรมาส 3/60 ราว 265 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างรอผล 3 โครงการ เป็นงานทั้งจากภาคเอกชน และรัฐบาล ส่วนงานซ่อมเรือขณะนี้ พบว่า กำลังการผลิตเต็มจนต้องปฏิเสธลูกค้า และขณะนี้พบว่ามีผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งเดิมทีเน้นรับงานซ่อมเรือขนาดใหญ่ ลงมารับงานซ่อมเรือขนาดเดียวกับที่ ASIMAR รับ และตัดราคาถึง 30 - 40% แต่บริษัทจะไม่ลงไปสู้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

          ขณะเดียวกัน ASIMAR พยายามผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 10 - 12% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8 - 12% บริษัทยอมรับว่าให้ความสำคัญกับการทำกำไร และจ่ายปันผลต่อเนื่องทุกปี พยายามจะทำให้รายได้มีความสม่ำเสมอ จากการกระจายรายได้ เพิ่มวอลุ่ม และคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายมากขึ้น

 

*** กำไรต่อเนื่อง หนุนเป็น Dividened Stock  

          บริษัทมีความมั่นคง ผลการดำเนินงานหลายปีที่ผ่านมา ASIMAR มีกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะเติบโตไม่หวือหวา แต่เรามีนโยบายจ่ายเงินปันผลที่ชัดเจนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง และ ASIMAR เป็นหุ้น Dividened Stock มีความมั่นใจว่าผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังอย่างแน่นอน

 

 

........โดย จันทนี ลลิตลัคนกุล

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh