Special Interview

AMATA ปรับโครงสร้างรายได้ แก้เกมยอดขายที่ดินซบ

AMATA ปรับโครงสร้างรายได้ แก้เกมยอดขายที่ดินซบ

 

AMATA หรือ บมจ.อมตะคอร์ปอเรชัน หนึ่งในผู้นำของธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทยที่ก่อตั้งอาณาจักรมาเกือบ 30 ปี แต่ในระยะหลังยอดขายที่ดินในแต่ละปีมีแนวโน้มลดลงซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจนิคมฯ  

แต่หากมองในฝั่งของรายได้ประจำกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากธุรกิจสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งการให้บริการน้ำดิบการบริการน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม และบริการบำบัดน้ำเสีย

คุณวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การตลาด AMATA ได้เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดในการปรับพอร์ตรายได้มามุ่งสู่ รายได้ประจำ (Recurring Income) พร้อมกับภาพในระยะยาวของ อมตะ เขาเชื่อว่า

“May be one day พอร์ตรายได้ของอมตะจะต้องสลับกลับข้างกัน นั่นก็คือ Recurring 80% และ Land sale 20%”

*โครงสร้างรายได้ในปัจจุบัน ?

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา อมตะ มีรายได้จาก Recurring Income ที่เป็นพวกสาธารณูปโภคต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมแค่ 20% ส่วนอีก 80% มาจาก Land sale แต่ปัจจุบัน Recurring Income มีสัดส่วนอยู่ที่ 60% รายได้จากยอดขายที่ดินอยู่ที่ 40% และเราตั้งเป้าหมาย Recurring Income จะต้องเติบโตปีต่อปีอยู่ที่ประมาณ 10%

*โครงสร้างรายได้ในอนาคต ?

May be one day จะต้องสลับกลับข้างกัน นั่นก็คือ Recurring ควรจะเป็น 80%  Land sale มันควรจะเป็น 20% เพราะว่า Land sale คุณไม่สามารถที่จะทำให้ได้ตลอดเวลา

“Recurring มันเป็นอะไรที่ มาแบบสม่ำเสมอ ทุกเดือน ทุกปี เพราะฉะนั้น เวลาจะคาดการณ์หรือพยากรณ์ผลประกอบการจึงทำได้ง่ายเพราะเราสามารถนำมาคูณกับจำนวนโรงงานที่มีเพิ่มมากขึ้นได้เลย ส่วนการขายที่ดินมันได้เป็นบางช่วงเวลาเท่านั้นเราไม่มีทางที่จะทำได้ตลอดเวลา”

*เป้าหมายยอดขายที่ดินปีนี้ ?

ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายที่ดิน 925 ไร่ แบ่งเป็น 800 ไร่อยู่ในเมืองไทย และอีก 125 ไร่อยู่ที่เวียดนาม ปัจจุบันขายได้แล้วประมาณ 355 ไร่ ซึ่งโดยปกติแล้วไฮไลท์ของการขายที่ดินจะอยู่ที่ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี ส่วนไตรมาส 1 และ 2 จะเป็น Low Season

*EEC มีส่วนหนุนยอดขายที่ดินแค่ไหน?

แน่นอนว่า EEC เป็นอีกหนึ่งเครื่องไม้เครื่องมือที่ทางภาครัฐจัดให้ เพียงแต่ว่าจะต้องอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม s-curve กับ new s-curve ซึ่งมีอยู่แค่ประมาณ 10 ประเภทอุตสาหกรรม เช่น aviation, repair maintenance overall, EV, Food for the future,  robotics ธุรกิจเหล่านี้จะได้สิทธิประโยชน์เต็มๆ เลย

ส่วน EEC จะช่วยสนับสนุนยอดขายที่ดินให้เพิ่มมากขึ้นขนาดไหนนั้น ผมคิดว่า ณ วันนี้ สถานการณ์ทางการเมืองก็มีส่วน ในฐานะของนักธุรกิจผมมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในวันนี้ดีขึ้นมาแล้ว  แต่ยังมีอยู่ 1 เรื่องที่ยังต้องรอ Climax นั่นก็คือ การเลือกตั้งที่ทางรัฐบาลบอกว่าในเดือน ก.พ. ปี 62 ตรงนั้นหากเกิดขึ้นได้ ผมเชื่อเลยว่าจะยอดขายที่ดินจะไปได้ในจุดที่ดี

*ความเสี่ยงจากสงครามการค้า?

อันนี้มันเหมือนกับคนรวยทะเลาะกันในเมื่อคนรวยทะเลาะกัน เราไม่ได้รวย แต่ผลประโยชน์ผมเชื่อว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ตรงนั้น และในที่สุดแล้วหากยุติไม่ลง ต่างชาติก็น่าจะมีการขยับขยายฐานการผลิต ผมมองว่าเป็นภาพบวกแน่นอนครับ ถ้าเกิดว่าสงครามการค้านั้น ไม่ได้มาเกิดขึ้นกับประเทศเรา

*ล่าสุด อมตะ ขยายธุรกิจไปใน CLMV?

เนื่องจาก อมตะ มีวิสัยทัศน์ว่าเราต้องไป CLMV ซึ่งล่าสุดทางบอร์ดได้อนุมัติให้เราออกไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนนิคมฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา งบประมาณเบื้องต้นโครงการละ 100 ล้านบาท ส่วนรายละเอียดต้องติดตามในระยะถัดไป   

ส่วนเรื่องของการเตรียมเงินคงไม่ต้อง เพราะว่าสถานการณ์ทางด้านการเงินของอมตะ ผมเชื่อว่า ค่อนข้างแข็งแรงมากๆ เครดิตของเราค่อนข้างดี

*แนวโน้มผลประกอบการปีนี้ ?

ปีที่แล้วเรามีกำไรสุทธิ 1.4 พันล้านบาท ปีนี้เราก็มีความเชื่อมั่นว่าจะได้มากกว่านั้น เนื่องจากว่านอกเหนือจากรายได้จากยอดขายที่ดิน และรายได้จากสาธารณูปโภคแล้ว เรายังมีเงินปันผลจากธุรกิจโรงไฟฟ้า อีกด้วย

โรงไฟฟ้าปีที่แล้วไม่ได้เดินเครื่องผลิตตั้ง 3 บล็อก แต่ปีนี้โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องครบหมดเลย 3 บล็อก โดยบล็อกที่ 3 ประมาณเดือนตุลาคม เมื่อรวมครบ 3 บล็อกก็ประมาณสัก 400-500 MW แต่ถ้ารวมทั้งหมดเลย 1,400 MW ซึ่งจะทำให้รายได้ตรงนี้จะค่อนข้างเยอะ  

*ทิศทางผลประกอบ 3 ปีข้างหน้า?

Net Profit จะต้องขยับขึ้นทุกๆ ปี ปีละประมาณ 10% หรือจะเท่าไหร่นั้น มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละปีซึ่งไม่เหมือนกันเลย ตรงนี้คงจะยาก แต่ว่าก็พยายาม maintain, minimum of minimum ก็ควรจะเท่าเดิม

หากจะให้คาดการณ์ 3 ปี 5 ปี ว่าโตเท่าไหร่ มันก็จะพูดยาก โดยเฉพาะปัจจุบันที่โครงสร้างรายได้ของ อมตะ ที่จะมีรายได้จากการขายที่ดินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งรายได้จากที่ดินจะผันผวน

ยกเว้นแต่ว่า ถ้าบริษัทมีรายได้จาก Recurring income อย่างเดียว การคาดการณ์ตัวเลขจะค่อนข้างแม่น ผมบอกเลยว่า Recurring โดยถัวเฉลี่ยจะโตประมาณ 10% ต่อปี เพียงแต่ว่า มันจะมากจะน้อยมันขึ้นอยู่กับตัวถ่วง นั่นคือ Land sale เว้นแต่ปีไหน Land sale ขายได้มากจากตัวถ่วงก็จะกลายมาช่วยผลักดันรายได้สูงขึ้นไปอีก  Land sale เปรียบเสมือนกับ on top แต่บังเอิญปีไหน on top  มันเยอะเราก็แฮปปี้

*AMATA เป็นหุ้นแบบไหน?

เราเป็นหุ้นที่จ่าย dividend ตลอด และ policy ของเราชัดเจน เราจะจ่าย minimum of minimum 40% ของ Net profit ของเรา นั่นเป็น Dividend

ส่วนความหวือหวาในเรื่องของราคาหุ้น เรื่องของ capital gain อาจจะไม่ได้มากและหากดูที่ค่า P/E ของเรา 10 กว่าเท่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 3% ถ้าหากว่าจะเห็นในตรงนั้น ยีลด์ที่ 2.7% 2.8% หรือ 3% มันก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนักลงทุนครับ

 

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh