Special Interview

เดิมพันปลุกตลาด ICO! คุยกับ“เอสอีดิจิทัล” ผู้ให้บริการเสนอขายโทเคน

เดิมพันปลุกตลาด ICO! คุยกับ“เอสอีดิจิทัล” ผู้ให้บริการเสนอขายโทเคน

 

 

เดิมพันปลุกตลาด ICO! คุยกับ “เอสอีดิจิทัล” ผู้ให้บริการเสนอขายโทเคนกลุ่มแรก 

ในที่สุดผู้ให้บริการเสนอขายโทเคน (ICO Portal) กลุ่มแรกๆ ของไทยก็ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เริ่มประกอบธุรกิจได้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

 

น่าจับตาว่าจะสร้างความคึกคักให้กับตลาด ICO ในไทยได้มากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางสถานการณ์ตลาด ICO ที่เรียกได้ว่าแทบจะวายไปแล้ว หากเทียบกับความคึกคักในช่วง 1-2 ปีก่อนที่จะมีกฎหมายมากำกับ    

 

บริษัท เอสอีดิจิทัล จำกัด ในเครือ บล.ซีมิโก้ เป็นบริษัทกลุ่มแรกๆ จากทั้งหมด 3 บริษัท ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการเสนอขายโทเคนตัวแรก หลังจากที่ได้รับสัญญาณไฟเขียวให้สามารถเริ่มบริการแก่ลูกค้าได้

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : ก.ล.ต.ไฟเขียว ICO Portal รายที่ 3

 

ต้องบอกว่า “เอสอีดิจิทัล” หรือแม้กระทั่ง ICO Portal รายอื่นใดในไทย หากสามารถให้บริการเสนอขายโทเคนตัวแรกให้กับลูกค้าได้เมื่อไหร่ จะนับว่าเป็นโทเคนตัวแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 2561 (ไม่นับรวมโทเคนที่เสนอขายในไทย ก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายมากำกับ)  

 

“เจษฎาวัฒน์ เพรียบจริยวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสอีดิจิทัล จำกัด เล่าว่ารู้สึกตื่นเต้นกับใบอนุญาตนี้มาก เพราะมีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

 

เขายังเล่าย้อนถึงประสบการณ์ในช่วงแรกๆ ตอนที่เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขออนุญาตทำธุรกิจ ICO Portal ท่ามกลางสถานการณ์ของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยที่ยังเป็นเรื่องใหม่ว่า ใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องเตรียมระบบร่วมกับ ก.ล.ต.

 

แต่ “เจษฎาวัฒน์” บอกว่าเป็นที่เข้าใจได้ ในการที่ ก.ล.ต. จะต้องใช้เวลานานเพื่อพิจารณาใบอนุญาตประกอบธุรกิจเพราะสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ดังนั้น ในฐานะหน่วยงานกำกับจึงต้องรัดกุมเป็นพิเศษ ในการตรวจสอบระบบงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำ KYC (Know Your Customer) เพื่อรู้จักตัวตนของลูกค้า และการทำตามมาตรฐาน  AML (Anti-Money Laundering) ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งค่อนข้างจะเข้มงวด

 

ตามขั้นตอนเมื่อ ก.ล.ต. เห็นชอบให้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการก็จะเริ่มต้นให้บริการลูกค้าได้ นั่นคือการให้คำปรึกษาสำหรับบริษัทที่สนใจจะระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคน คัดกรองโครงการที่มีคุณภาพ ตรวจสอบพิจารณาโครงการ  เมื่อโครงการผ่านการคัดกรองแล้ว ผู้สนใจออก ICO ถึงจะไปยื่นขออนุญาตต่อ ก.ล.ต.เป็นขั้นตอนถัดไป สำหรับ เอสอี ดิจิทัล ก็เช่นกัน 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง : การเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน (ICO)

  

“เคสแรกเราค่อนข้างจะพิถีพิถันหน่อย เพราะว่าเราไม่ต้องการให้มีประเด็น มีคำถาม หรือมีปัญหาอะไร ที่ข้องใจกับทั้ง ก.ล.ต. และนักลงทุน” 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่ ก.ล.ต.อนุญาตให้เริ่มประกอบธุรกิจได้ ก็เริ่มมีลูกค้าที่ทยอยติดต่อเข้ามาหลายราย และหลายธุรกิจ ที่ต้องการจะระดมทุนโดยการออกโทเคนดิจิทัล ซึ่งบริษัทฯ จะคัดเลือกผู้ออกโทเคนโดยดูจากโครงการที่มีศักยภาพสูง มีสินทรัพย์มีคุณภาพดี และมีกระแสเงินสดดี เพื่อจะได้ออกโทเคนที่มีคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยคาดว่าโทเคนตัวแรกน่าจะเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์    

 

“แต่โอกาสที่จะเสนอขายเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ก.ล.ต.และยังเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานราชการอีกหลายแห่ง เช่น กรมสรรพากร ซึ่งเราก็ประสานงานกันอยู่” 

 

เมื่อเอ่ยถึงกรมสรรพากร ทุกคนก็ต้องนึกถึงเรื่องของ “ภาษี” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญต่อการเติบโตของวงการสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบธุรกิจในวงการส่วนใหญ่ต่างก็มองว่าการเก็บภาษีกำไรที่ได้จากการขายหรือถือคริปโต 15% อาจจะดูไม่แฟร์ต่อนักลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในฝั่งของตลาดหุ้นที่ได้รับการยกเว้น  Capital gains tax 

 

“เจษฎาวัฒน์” กล่าวถึงประเด็นนี้กับเราว่า เรื่องของภาษีก็อาจเป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งทางบริษัทฯ ก็หวังให้กรมสรรพากรเปรียบเทียบสิน ทรัพย์ดิจิทัลกับหลักทรัพย์ทั่วไปได้

 

“อยากจะฝากทางกรมสรรพากร ให้ช่วยพิจารณา Investment Token เทียบกับฝั่งของหลักทรัพย์ เพราะจริงๆ มันเทียบเคียงกันได้ เพียงแต่ว่าเป็น Investment Product ที่อยู่ในรูปของดิจิทัล เพราะฉะนั้น เรื่องหลักเกณฑ์ภาษีก็น่าจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน”   

 

ทั้งนี้ เอสอี ดิจิทัล วางเป้าหมายของการเสนอขายโทเคนตัวแรกภายในต้นปีหน้า แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาอนุญาตของสำนักงาน ก.ล.ต.   

 

ส่วนการเสนอขายโทเคน จะช่วยให้ตลาด ICO กลับมาคึกคักแค่ไหน “เจษฎาวัฒน์” กล่าวว่า บรรยากาศอาจจะดีขึ้นก็ได้หาก ICO Portal รายอื่นๆ ที่ได้ใบอนุญาตทยอยให้บริการเสนอขายโทเคนออกมาไล่เลี่ยกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น 

เขายังกล่าวต่อถึงถึง “ความสวยงาม” ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประการหนึ่งว่า เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่มีเงินทุนน้อย สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากได้ จากการที่สินทรัพย์นั้นถูกแบ่งส่วนย่อยกรรมสิทธิ์ หรือเรียกว่า  Fractional ownership  

 

เมื่อโทเคนถูกเสนอขายในตลาดแรก (Primary Market) ให้กับนักลงทุนแล้ว โทเคนนั้นยังสามารถนำไปซื้อขายกันต่อได้ในตลาดรอง (Secondary Market) เหมือนกับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (SET) แต่ว่าตลาดรองที่ซื้อขายโทเคน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลเราจะเรียกว่า “Digital Asset Exchange” 

 

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจตลาดรอง หรือเป็น “Digital Asset Exchange”  อยู่หลายราย แต่ทว่า สำหรับ “เอสอี ดิจิทัล” นั้น ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ระหว่างกระบวนการขอใบอนุญาต Digital Asset Exchange กับสำนักงาน ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง

 

การวางระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลของกลุ่มซีมิโก้ จึงน่าจับตาไม่น้อย เพราะหนึ่งในจุดแข็งของเอสอี ดิจิทัล คือ การที่ “เอเลเวตเท็ด รีเทิร์นส์” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มซีมิโก้ มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จากสหรัฐอเมริกา 

 

ดังนั้น คำถามที่ว่าตลาดรองอื่นในไทยก็มี แล้วเหตุผลอะไร ที่ทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ อยากจะตั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นมาเอง ก็ได้คำตอบว่า 

 

“เรามีเทคโนโลยีบางอย่างที่มันปลอดภัย และคิดว่าปัจจุบันคนอื่นยังไม่มี และมันสามารถที่จะทำให้นักลงทุนมั่นใจ ”  

 

อย่างเช่น กรณีที่นักลงทุนทำ wallet หาย แต่ถ้าสามารถที่จะพิสูจน์หรือแสดงได้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่แท้จริงในโทเคนนั้น เราสามารถที่จะเบิร์นหรือทำลายโทเคนที่หายไปนั้นทิ้ง แล้วก็สร้างโทเคนใหม่ให้กับนักลงทุนได้  

  

อีกจุดเด่นของ เอสอี ดิจิทัล คือ แม้เป็นบริษัทจัดตั้งใหม่ แต่ทว่าอยู่ภายใต้เครือซีมิโก้ ซึ่งเป็น กลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้เล่นในฝั่งตลาดทุนมายาวนาน และเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ บล.ซีมิโก้ 

 

“หนึ่งในจุดเด่นของเราคือ เรามี บล.ซีมิโก้ เป็นบริษัทแม่และบริษัทอื่นในเครือ ที่มีความเข้าใจในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเป็นอย่างดี มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ทั้งกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อย ผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่”  

 

นอกจาก เป็นบริษัทในเครือซีมิโก้แล้ว ในด้านของพันธมิตร ก็มีประสบการณ์ในการระดมทุนโดยการออกโทเคนดิจิทัลในสหสรัฐอเมริกา ในชื่อโทเคน Aspen Coin  ขณะเดียวกันก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงวงการ FinTech 

พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

 

“ที่สำคัญเรายังมีใจที่อยากจะทำ..อยากจะเป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมนี้..และเราคิดว่าเรามีเทคโนโลยีที่คิดว่าน่าจะดีที่สุด”


———————————————

สัมภาษณ์,เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี

chatchaya@efinancethai.com







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh