Special Interview

เปิดใจ “รื่นวดี” เลขาฯ ก.ล.ต.นักกฎหมายหญิงแกร่งในหมวกกำกับดูแลตลาดทุน!

เปิดใจ “รื่นวดี” เลขาฯ ก.ล.ต.นักกฎหมายหญิงแกร่งในหมวกกำกับดูแลตลาดทุน!

เปิดใจ “รื่นวดี” เลขาฯ ก.ล.ต.นักกฎหมายหญิงแกร่งในหมวกกำกับดูแลตลาดทุน!   

 

  • “รื่นวดี สุวรรณมงคล” หรือ “พี่แป๋ว” นักกฎหมายหญิงแกร่ง อดีตลูกหม้อ ก.ล.ต.กับการหวนกลับมารับตำแหน่งใหม่ในบ้านหลังเดิม ในฐานะเลขาธิการ ก.ล.ต. หากนับถึงเดือน ต.ค.62 ก็จะครบ 6 เดือนที่เข้า มารับตำแหน่ง  

  • “รื่นวดี” เข้ามารับช่วงต่อจาก “รพี สุจริตกุล” เลขาธิการฯ คนก่อนที่ฝากผลงานไว้มากมาย รวมถึงการลงดาบในคดีตลาดทุนที่สำคัญๆ และยังถือเป็นยุคเริ่มต้นที่ ก.ล.ต. ได้เข้ามากำกับดูแลวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง 

         เรื่องที่เกี่ยวข้อง : “รพี สุจริตกุล” 4 ปี กับการวางรากฐานตลาดทุน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

  • “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” มีโอกาสไปเยี่ยมบ้าน ก.ล.ต. แบบ Exclusive บทสัมภาษณ์นี้เราจะ “เปิดใจ” พี่แป๋วโดยละเอียด ทั้งในมิติการบริหารคนในองค์กร และมิติการบริหารงานในระดับนโยบาย   

 

ความท้าทายของการเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต.  

การเป็นผู้หญิงคนแรกที่มาดำรงตำแหน่งนี้ ก็คงเป็นข้อเท็จจริง แต่มันก็เหมือนกับการมาทำงานปกติ และก่อนหน้านี้ก็เคยได้รับโอกาส เป็นอธิบดีหญิงคนแรกอยู่ที่กรมคุมประพฤติกระทรวงยุติธรรมมาก่อน เมื่อรับหน้าที่ตรงนี้ก็ตั้งใจทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย เรียนรู้ และพร้อมรับกับความท้าทายต่างๆ 

แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำงานเป็นทีม และไม่เฉพาะแค่ภายในองค์กร เท่านั้น แต่จะต้องทำงานบูรณาการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนภายนอกสำนักงานด้วย 

ท่านเลขาฯ มีหลักคิด และแนวทางในการบริหารงานที่สำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไร

ตลอด 12 ปีที่ได้เติบโตมาจากบ้านหลังนี้ (2535-2547) ถูกสอนมาให้ทำงานด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักการ มีความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หลักการนี้ก็ได้นำไปปฏิบัติในทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การทำงานเป็นทีม ไม่ได้คิดว่าต้องทำอยู่คนเดียว จากประสบการณ์ที่ทำงานราชการมา 15 ปี จะพูดอยู่เสมอว่า "ผลสำเร็จไม่ได้มาจากตัวเองคนเดียว" แต่มาจากทีมงานทั้งหมด นี่ก็เป็นหลักบริหารที่ยึดมาเสมอ 

                  “ผลสำเร็จไม่ได้มาจากตัวเองคนเดียวเท่านั้น แต่มาจากทีมงานทั้งหมดก็ถือว่า

 เป็นหลักบริหารที่ตัวเองยึดมาเสมอ”

การให้ความสำคัญกับพนักงานในองค์กร เข้าใจและรับฟังว่าเขาประสงค์อย่างไร และก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่อยากจะมาทำงานด้วยกัน และเราก็ได้นำระบบการสื่อสารที่เรียกว่า G-Chat มาใช้ในการพูดคุยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่พนักงานจะคุ้นหรือไม่ เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็เป็นหลักคิดของตัวเองที่อยากจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์  

                  “การไปอยู่ที่องค์กรใด ก็ต้องปฏิบัติตามวัฒนธรรม ค่านิยมเขา..ไม่ได้หมายความว่า

มาเป็นเบอร์ 1 แล้วจะไม่เดินตาม”

แต่สำคัญที่สุดคือมาอยู่บ้านของเขา เราก็ต้องปฏิบัติตามวัฒนธรรมและค่านิยมของบ้านของเขานะคะไม่ได้ถือว่ามาเป็นเบอร์ 1 แล้วเราจะไม่เดินตาม ยังคงยึดค่านิยม 4 ด้านคือ “เปิดใจ รู้จริง ร่วมมือ ซื่อตรง” และก็ต้องถือว่าเราเป็นคนมาใหม่ และต้องย้ำว่าการกลับมาในครั้งนี้ก็มาคนเดียว ไม่ได้มีทีมงานมา เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องมาปรับตัวเข้ากับทีมงานที่นี่ 

สังเกตได้ว่า ก.ล.ต. ในยุคนี้มีความโดดเด่นมากในเรื่องการสื่อสาร  มีข่าวสารออกมาอย่างต่อเนื่อง

เป็นความตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ และถือปฏิบัติมาตลอด เพราะอดีตเคยเป็นเป็นโฆษก ก.ล.ต.ทำให้ได้เรียนรู้งานมาตั้งแต่ตอนนั้นว่า การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ จึงเน้นเรื่องการสื่อสารกับพี่น้องสื่อมวลชนในการส่งผ่านงานของ ก.ล.ต.ไปถึงมือพี่น้องประชาชนได้ชัดเจนขึ้น 

การสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนก็สำคัญ เราทำเป็นประจำรายไตรมาสคุยผ่านสมาคมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) เป็นต้น  

ช่วงนี้เห็นมีการเตือนจาก ก.ล.ต. เรื่องของแชร์ลูกโซ่ หรือระวังถูกหลอกลงทุนคริปโตออกมาบ่อย   

ถือว่าเป็นงานหลักของ ก.ล.ต.คือหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ลงทุน จึงได้มีประกาศเตือนออกไป ซึ่งในเรื่องการเตือนแชร์ลูกโซ่ต่างๆ นี้ เดิม ก.ล.ต. ทำได้ดีอยู่แล้วแต่เราก็ต่อยอดไปอีก ด้วยการประสานงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ  ด้วย 

                            “ตัวเองเคยอยู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญามาก่อน ความเสียหายผู้ลงทุน

บาทหนึ่งก็ถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ”

เดือนพฤษภาคมที่เข้ามาทำงานแรกๆ พบข้อมูลว่ามีการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและคาบเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ประมาณ 48 ราย สำหรับตัวเองเคยอยู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญามาก่อน ความเสียหายผู้ลงทุน บาทหนึ่งก็ถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องเข้าไปดูแล และจึงได้เกิดการบูรณาการกำลังกัน    

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.ล.ต.หารือ 9 องค์กร ป้องกันปราบปรามการหลอกลวงให้ลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล 

การจัดตั้งวอร์รูม ทำให้เห็นว่าเราเอาจริงเอาจังในเรื่องป้องกันการหลอกลวงเหล่านี้ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะยังไม่เข้าใจ และไม่มีความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เขาก็อาจจะไปลงทุนและเป็นผู้เสียหายได้ 

การยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุนด้วยการเปิดรับร้องทุกข์ 24 ชั่วโมง 7 วัน รวมถึงการกระตุ้นเรื่อง Class Action  ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม เพราะกฎหมายนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2558 แต่ยังไม่เห็นกรณีผู้ลงทุนเข้าไปใช้กระบวนการด้านนี้เลย

การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยการจัดสัมมนาอย่างต่อเนื่องทั้งที่ ก.ล.ต.และต่างจังหวัด ด้วยการจัดทำคาราวาน ก.ล.ต.

การพิจารณากฎหมายในปัจจุบัน ก็ต้องดูว่ามีความทันสมัยหรือไม่เพื่อทำให้การคุ้มครองผู้ลงทุน มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะว่าระบบนิเวศเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา กฎหมายอาจจะรองรับได้ดีในเวลาหนึ่ง แต่ถ้ากาลเปลี่ยนไป ก็จำเป็นต้องดูและแก้ไขเพื่อให้กฎหมายของเรามีประสิทธิภาพ 

นอกจากหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ลงทุนแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งคือการอำนวยความสะดวกในการพัฒนานวัตกรรมของตลาดทุน  ก.ล.ต.ได้เปิดคลินิกให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถมาขออนุญาตใบอนุญาตได้ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) นายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker) ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer) และผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล  (ICO Portal) 

มองว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตไปได้มากน้อยแค่ไหน 

อาจจะขออนุญาตสำหรับคำถามนี้ เพราะอาจจะประเมินได้ไม่ถนัดนักเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และต้องยกความดีความชอบให้กับผู้บริหารที่ผ่านมาของ ก.ล.ต.ที่ได้ยกร่างกฎหมาย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลกันมา  

แต่อยากจะขอเล่าถึงตอนที่อยู่กรมบังคับคดีเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า ในตอนนั้นแม้จะเป็นกรมบังคับคดี ในหน่วยงานราชการ แต่เราสามารถทำโครงการศึกษาวิจัย เรื่อง การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทรัพย์ดิจิทัล นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่ง ณ วันนั้น ยังไม่กล้าพูดเลยว่าร่าง พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลออกหรือยัง แต่เรามองไปข้างหน้าแล้ว  

ส่วนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะเติบโตหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับตลาดโลก เพราะตลาดทุนไทยสัมพันธ์กับตลาดทุนโลก และหากตั้งคำถามกลับไปในตอนนี้ว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของโลกตอนนี้เมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนมันต่างหรือเหมือนอย่างไร ดิฉันเชื่อว่าต่างกัน 

ล่าสุด จากที่ได้ไปประชุม IOSCO  APRC (ก.ล.ต.ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก) และไปร่วมประชุม IOSCO Emerging Markets ก็มีการพูดกันในหน่วยงานกำกับดูแลว่า สภาพตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน ไม่ได้ตื่นตัวมากเมื่อเทียบกับ 1-2 ปีก่อน  

หลายประเทศส่วนใหญ่ ก็ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเหมือนประเทศไทย ขณะที่บางประเทศเขาพูดเลยว่าประเทศของเขาเป็นประเทศที่มีผู้ลงทุนรายย่อยอยู่เป็นจำนวนมากและเขาจะใช้นโยบายไปทีละขั้น ทีละตอน  

                “เราสนับสนุน ไม่ได้ปิดกั้นธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล มาขอใบอนุญาตก็ว่าไปตามกฎหมาย

และถ้ามีคนทำไม่ถูก เราก็ต้องดำเนินการ”

แต่ในประเทศไทยมีกฎหมายออกมาแล้ว เราก็ต้องว่าตามกติกาของกฎหมาย และที่เห็นคือมันก็มีคนที่ไม่ได้เดินตามทางกฎหมาย เอาเปรียบประชาชน เป็นพวก scam เราก็ดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนผู้ที่ประสงค์ดีอยากจะยื่นขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ เราก็ดำเนินการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ

ยืนยันว่าเราไม่ได้ปิดกั้น หากมายื่นขอใบอนุญาตทำธุรกิจ เราก็ต้องพิจารณาตามกรอบเนื้อหากฎหมายที่มี ไม่ได้ปิดกั้น เราสนับสนุน แต่ถ้าหากมีคนทำไม่ถูกต้อง มาหลอกลวงผู้ลงทุน เราก็มีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องดำเนินการเช่นกัน  

ด้านการกำกับดูแลตลาดหุ้น มองว่าตลาดหุ้นไทย จะต้องพัฒนาอะไรต่อไปอีกบ้าง

โครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนจำเป็นต้องเอาดิจิทัล เข้ามาใช้ในการที่จะทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส ต้นทุนต่ำ จำเป็นต้องใช้  Distributed Ledger Technology หรือ Blockchain มาพัฒนาโครงสร้างตลาดทุน ตอนนี้ก็ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดตราสารหนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อให้มีความเป็นเอกภาพและลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.ล.ต.ลุยแก้เกณฑ์หนุนสตาร์ทอัพระดมทุน-ใช้บล็อกเชนเพิ่มประสิทธิภาพโบรกฯ

                                   “ใช้ Blockchain พัฒนาโครงสร้างตลาดทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

เกิดความโปร่งใส และลดต้นทุน”

ต่อมาคือ เรื่อง Sustainable Financing  หรือการลงทุนแบบยั่งยืน เป็นเป้าหมายของประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ชาติและตามแผนพัฒนาตลาดทุน ล่าสุด ก.ล.ต.ประเทศไทย ก็ได้รับโอกาสเป็นประธานจัดการประชุมหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนอาเซียน (ACMF) โจทย์สำคัญเป็นหนึ่งในเนื้องาน คือเรื่องของการทำ Roadmap การพัฒนาตลาดทุนที่ยั่งยืน  

ไม่ว่าจะเป็น Green Bond ,Sustainability Bond,Social Enterprise Bond , ต่อด้วยการตอกย้ำเรื่องของ ESG : Environment, Social และ Governance เราเข้ามาสานต่อ แล้วก็ตอกย้ำ และต่อยอดในส่วนนี้ 

อีกโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย 1 ใน 12 ข้อทางด้านเศรษฐกิจ คือการทำบทสรุปเรื่อง Roadmap การพัฒนาตลาดทุนอย่างยั่งยืนก็เสร็จเรียบร้อยและส่งมอบคืนให้ประเทศไทยสามารถนำไปประกาศได้ตามเป้าหมาย 

โจทย์ในการมีตลาดทุนที่มีความสามารถในการแข่งขัน ก.ล.ต.ก็ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันของตลาดทุนขึ้นมา และจัดทำ Roadmap เพื่อให้เห็นแนวทางที่ตลาดทุนไทยจะเดินไปข้างหน้า  

                      “ตลาดทุนที่มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นตลาดทุน

ที่ได้รับความเชื่อมั่นและความเชื่อถือ ”

สุดท้ายการที่ตลาดทุนจะพัฒนาและแข่งขันได้ จะต้องเป็นตลาดทุนที่ได้รับความเชื่อมั่น และความเชื่อถือ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวบอกตรงนั้นคือการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ในบทบาทของการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ก็ต้องให้มั่นใจว่าเราบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน เช่น ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ), ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

“จากก่อนหน้าที่ดิฉันมา ก.ล.ต.ก็ทำได้ดีแล้ว แต่ก็ได้มาสานงานต่อ แล้วก็มาเสนองานใหม่ แล้วก็มาทำให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป  ในส่วนนี้ก็คงเป็นบริบทที่มารับผิดชอบใน 6 เดือนที่ผ่านมานี้” 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh