Special Interview

EPG ชูนวัตกรรมนำธุรกิจยกเครื่องเร่งปั้น “นวัตกร”

EPG ชูนวัตกรรมนำธุรกิจยกเครื่องเร่งปั้น “นวัตกร”

 

 

หลายคนอาจไม่ทราบว่าอาหารข้าวกล่องพลาสติกตามร้านสะดวกซื้อ 7-11 หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ร้าน McDonald เป็นสินค้าภายใต้การผลิตและจำหน่ายของกลุ่ม บมจ.อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) แต่แบรนด์ที่ติดอยู่ตรงนั้นจะใช้ชื่อว่า EPP นั่นคือหนึ่งในนวัตกรรมที่ EPG เป็นผู้คิดค้น 

 

ในระดับโลก EPG ติด Top3 ในอุตสาหกรรมฉนวนยาง(Elastomeric) ซึ่งคิดค้นและก่อตั้งขึ้นเมื่อ 41 ปีก่อน ไม่เพียงเท่านี้บริษัทยังได้เข้ามาเปลี่ยนวงการตกแต่งรถยนต์ ด้วยนวัตกรรมแผ่นพลาสติกปูพื้นรถกระบะชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเจาะรูตัวถังรถ   

 

ยุคที่ใครๆ ก็พูดถึงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาดิสรัปชั่นในทุกๆ วงการในฐานะองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ EPG มีมุมมองอย่างไร รวมถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ “เฉลียว วิทูรปกรณ์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG จะมาตอบคำถามเหล่านี้ 

 

***ในฐานะที่เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ EPG มีมุมมองต่อเทคโนโลยีดิสรัปชั่นต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง?

 

เรื่องของดิจิทัลดิสรัปชั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากธุรกิจใดที่ไม่สามารถตามการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันก็จะล้มหายตายจากไป ยกตัวอย่างกรณีกล้องฟิล์มเบอร์ 1 ของโลกอย่าง kodak ยังต้องล้มหายไปจากธุรกิจนี้เพราะปรับตัวไม่ทันกับกล้องดิจิทัล  

 

สำหรับ อีสเทิร์นโพลีเมอร์ฯ เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอยู่แล้ว เมื่อ 41 ปีก่อนเราได้เริ่มต้นธุรกิจฉนวนยางกันความร้อนยี่ห้อ AEROFLEX และได้ทำฉนวนที่ใช้สารตั้งต้นประเภทยางสังเคราะห์ (EPDM) ซึ่งมีค่าการดูดซึมน้ำต่ำ มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนที่ต่ำ ที่สำคัญเมื่อเผาไฟแล้วจะไม่เกิดควันที่เป็นไซยาไนด์(Cyanide)ซึ่งเป็นสารที่อันตรายต่อร่างกาย 

 

จากจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมในวันนั้น จึงทำให้วันนี้ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านฉนวนยางกันความร้อนที่ใช้ EPDM และเป็นอันดับ 3 ของโลกในหมวดของฉนวนยาง (Elastomeric)  

 

โดยในอุตสาหกรรมฉนวนยาง (Elastomeric) กันความร้อน/เย็น มีรายที่สำคัญในโลกอีก 2 ราย ได้แก่ บริษัท Armacell (ประเทศสหรัฐอเมริกา) และ บริษัท K-Flex (ประเทศอิตาลี)  

 

นอกจากนี้ EPG ยังมีธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์ ยี่ห้อ AEROKLAS และได้สร้างนวัตกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการกระบะไลเนอร์ ด้วยเทคโนโลยีการติดตั้งแผ่นพลาสติกปูพื้นรถกระบะ(Bed Liner) ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเจาะรูตัวถังรถกระบะ 

 

ดังนั้น EPG แม้จะเข้ามาวงการนี้ทีหลังเจ้าอื่นแต่ว่า AEROKLAS ได้เข้ามาดิสรัปวงการ เพราะได้สร้างนวัตกรรมให้กับผู้ใช้ได้ประโยชน์สูงสุด 

 

“พอมีรุ่นที่ไม่ต้องเจาะรูตัวถังรถ มันทำให้คนที่ทำกระบะไลเนอร์ที่ต้องเจาะ ล้มหายตายจากไปได้เลยนะ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนจากเดิมมีแค่ 5% ที่มีการติดตั้งแผ่นพลาสติกปูพื้นรถกระบะก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 90% นี่คือเทคโนโลยีมันทำลายล้างตลาดเดิมๆ สูงมาก” 

***นวัตกรรมของ EPG มีอะไรบ้าง

บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป เป็นโฮลดิ้งคอมพานี โดยลงทุนใน 3 ธุรกิจ ได้แก่ (1) ฉนวนยางกันความร้อนและความเย็นยี่ห้อ AEROFLEX (2) ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์  ยี่ห้อ AEROKLAS และ (3) ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติก ยี่ห้อ EPP ภายใต้ บ.อีสเทิร์น โพลีแพค

 

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เล่าว่า EPG ใช้ “นวัตกรรมนำธุรกิจ” โดยมีสิทธิบัตรประมาณ 600 กว่าฉบับซึ่งทำให้ EPG สามารถเติบโตมาได้จากยอดขายประมาณ 10 ล้านบาทเมื่อ 41 ปีก่อนเพิ่มขึ้นมาเป็น 10,000 กว่าล้านบาทในปัจจุบัน 

 

“นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราในฐานะเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไปค้าขายทั่วโลก และไม่มีต้นทุนทางประเทศ คือ เรายังไม่เด่นดังเท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว แต่ว่าเราก็สามารถที่จะเติบโตได้บนเส้นทางของตลาดโลกหากเรามีสิ่งใหม่ๆ ที่ไปดิสรัปคนอื่นได้”  

 

1.แอร์โรเฟลกซ์(AFC)ผลิตฉนวนยางกันความร้อน เผาแล้วไม่เกิดควันพิษ  

2.แอร์โรคลาส(ARK)ผลิตแผ่นพลาสติกปูพื้นรถกระบะชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเจาะรูตัวถังรถ และหลังคารถกระบะจากที่ใช้เหล็ก ใช้ไฟเบอร์กลาส มาเป็น ABS ทำให้น้ำหนักเบาลง เหนียว ทนทาน ปลอดภัยสูง 

3.อีสเทิร์น โพลีแพค(EPP)ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติก ก็เปลี่ยนแปลงจากรุ่นถ้วยที่เป็นลักษณะถ้วยน้ำดื่ม ที่มีความใส สวยและเหนียว สามารถที่จะเอาไปใช้ดื่มกินได้ และพลาสติกที่ใส่อาหารสำเร็จรูปและนำไปแช่แข็งและอุ่นได้ในอุณหภูมิตู้ไมโครเวฟ  

 

อนึ่ง อีสเทิร์น โพลีแพค เป็นผู้ผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์รายใหญ่เป็น 1 ใน 5 ในเอเชีย

 

“จะเห็นได้ชัดว่า 3 ธุรกิจหลักของเรา แอร์โรเฟลกซ์, แอร์โรคลาส, EPP มันมี นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไปดิสรัปของเก่าๆ ที่ใช้แบบเดิมๆ จนกระทั่งทุกคนต้องหันมาใช้” 

 

***Key success factors ด้านนวัตกรรมของ EPG   

“คือนวัตกร..เราต้องพัฒนาให้มี imagination is more important than knowledge หรือความคิดสร้างสรรค์สำคัญกว่าความรู้ เพราะว่าความรู้มันตามมาจากความคิดสร้างสรรค์”

 

เช่น เราอยากจะไปดวงจันทร์ ทำอย่างไรจะไปดวงจันทร์ได้ก็ต้องเริ่มหาความรู้ว่ามีเครื่องมืออะไรที่จะทำให้เกิดการเดินทางไปที่นั่นได้ คนที่ไปจะต้องมีลักษณะอย่างไรจะต้องสวมชุดอะไร

ยกตัวอย่างพนักงานที่แบกสินค้าในไลน์การผลิตของเรา เขาสามารถคิดค้นวิธีประหยัดเวลาในการขนสินค้าจากกระบวนการเดิมใช้ระยะทาง 4,000 เมตร ทำให้เหลือแค่ 400 เมตร บริษัทก็จะให้รางวัลจากการเรียนรู้และพัฒนาของพนักงานจากความคิดสร้างสรรค์ของเขา 

 

เพราะฉะนั้น Key Success ปัจจัยหนึ่งก็คือเรื่องคน เราจะอบรม หรือฝึกสร้างสรรค์ให้คนของเรา ได้มีความคิด มีความอ่านในรูปแบบของโปรเจกต์ใหม่ๆ เช่น ใครมีความคิดใหม่ๆ เสนอไอเดียใหม่ๆ เข้ามา หรือแม้แต่ suggestion box นะครับ ก็คือมีกล่องรับความรู้ความคิดเห็น 

 

พนักงานทุกคนในองค์กรจะต้องมี "LIVE C" ซึ่งเป็นค่านิยมหลักขององค์กรที่กลั่นกรองมาจากระบบการทำงาน 40 กว่าปี

 

L คือ Continuous Learning หรือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีจำกัดอายุ เกษียณแล้วก็ยังมาทำงานได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เห็นว่าการเรียนรู้ของคนไม่รู้จักจบสิ้น 

 

I คือ Innovation หรือการเรียนรู้เรื่องนวัตกรรม เพื่อที่จะสามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็กไปจนถึงระดับใหญ่ ทั้งด้านคุณค่าและด้านปริมาณ

 

V คือ Value the different หรือ การเข้าใจคุณค่าของความแตกต่าง นวัตกรที่ดี คุณจะต้องเข้าใจถึงคุณค่าของความแตกต่าง ไม่ใช่เขาคิดไม่ตรงกับเราคือฉันไม่ชอบ คนอเมริกาสมัยก่อนเขาไม่ค่อยอยากจะเลียนแบบใคร คุณขับรถขวามือใช่ไหม งั้นฉันขอพวงมาลัยซ้ายก็แล้วกัน แล้วขับได้ไหมเขาก็ทำได้ทั้งประเทศ จนทำให้โลกนี้มันมีแนวทาง 2 แบบจะขับพวงมาลัยซ้ายก็ได้ จะขับพวงมาลัยขวาก็ได้ 


 

E คือ Empowerment หรือการกระจายอำนาจ  เราต้องสอนคนให้กระจายอำนาจให้เป็นจะทำอย่างไรให้คนร้อยคนพูดในภาษาเดียวกัน สื่อสารในภาษาเดียวกันได้ เวลาเรามอบนโยบายอะไรลงไปทุกคนจะรู้ในเรื่องในภาษาเดียวกัน สื่อสารแบบเดียวกันได้ ตรงนี้แหละเขาเรียกว่าการกระจายอำนาจ ตั้งแต่คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่พัน คนที่หมื่น ยิ่งถ้าเป็นระบบการปกครองของโลกจะพูดถึงคนระดับ 1 คน สามารถปกครองได้เป็นล้านๆ คน นี่ก็เป็นส่วนที่เขาเรียกว่า Empowerment 

 

C คือ Collaboration หรือการที่ทุกคนสามารถร่วมมือกันได้ ซึ่งที่บริษัทฯ จะมีหลาย หน่วยธุรกิจ ต่างก็จะมีวัฒนธรรมและสินค้าที่ต่างกัน มีตั้งแต่แอร์โรเฟลกซ์อยู่ในหมวดวัสดุก่อสร้าง แอร์โรคลาสหมวดยานยนต์ และ EPP เป็นหมวดบรรจุภัณฑ์  แต่เขาสามารถมารวมกันเป็น EPG ด้วยความแข็งแรง LIVE C เป็นเครื่องมือหนึ่งที่คนนวัตกรสร้างคนนวัตกร 


***แผนธุรกิจและกลยุทธ์การดำเนินงานของปี62/63

แผนกลยุทธ์หลักๆ ส่วนใหญ่เราจะเน้นในเรื่องเกี่ยวกับ

 

1.การค้นคว้านวัตกรรมสินค้า เพื่อให้มีสินค้าใหม่ๆ และนวัตกรรมด้านกระบวนการทำงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและเน้น

 

2.การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้ซัพพลายเออร์หลายๆ ราย เข้ามาหาบริษัทฯ และนำเสนอสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้กับบริษัทจนนำไปสู่การเป็นพันธมิตร 

 

“เราจะทำยังไงที่จะสร้างซัพพลายเออร์หรือซัพพลายเชน ทำให้เราได้ต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำเราก็หาในประเทศและในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก ตรงนี้ก็จะเป็นการบริหารต้นทุนซึ่งการบริหารต้นทุนมันก็มีการบริหารต้นทุนของ Cost of Goods Sold คือ ในส่วนของทางด้านเกี่ยวกับวัตถุดิบ แล้วก็การบริหารงานการผลิต” 

 

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยการวิจัยเกี่ยวกับเครื่องมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุคคล ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย ฝ่ายวิจัย ฝ่ายผลิต หรือฝ่ายต่างๆ ที่มีอยู่สามารถที่จะบริหารงานอย่างไรให้มีต้นทุนที่ต่ำ ด้วยการหาระบบต่างๆ เข้ามาใช้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ 

 

4.การเพิ่มประสิทธิผล จะทำอย่างไรให้ยอดขายต่อหัวต่อคนต่อปีสูงขึ้น ถ้าเราสามารถทำให้ต่อหัวต่อคนต่อปียอดขายสูงขึ้น มันก็ทำให้ต่อหัวต่อคนต่อปีต้นทุนต่ำลง อย่างในเมืองไทยพนักงานทำยอดขายได้เกือบ 4 ล้านบาทต่อหัวต่อคนต่อปี ส่วนพนักงานของเราที่สหรัฐอเมริกาสร้างยอดขายต่อหัวต่อปีต่อคนได้ 10 กว่าล้านบาท ที่อเมริกาใช้คนแค่ 100 คนทำงานได้เป็นพันกว่าล้านบาท จากการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วย 

 

ซึ่งเมื่อเทียบกับบางธุรกิจที่มียอดขาย 1,000 ล้านบาท จะใช้จำนวนคนที่มากกว่านี้หลายเท่า 

นี่คือหลักคิดในเรื่องเกี่ยวกับทางด้านของการใช้ Productivity ออกมาต่อหัวต่อคนต่อปี ซึ่งมันจะมีผลได้มากในกลยุทธ์ที่อยู่กับโลกของการเปลี่ยนแปลง

 

“อย่างแอร์โรเฟลกซ์เราผลิตได้เร็วขึ้นแต่ใช้คนเท่าเดิม แอร์โรคลาสก็เหมือนกัน เราใช้แขนกลเครื่องยนต์เป็นร้อยตัวแล้ว เพราะในวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 เราได้เรียนรู้ว่าการใช้คนจำนวนมากเราอยู่ได้เมื่อธุรกิจมันดีแต่ถ้าธุรกิจมันแย่ลงสัก 50% คนที่มีอยู่จะทำอย่างไร”  

 

5.การขยายตลาด เราเป็น Global Player จึงต้องขยายไปในระดับโลกที่ 7 พันล้านคน นอกเหนือจากตลาดในประเทศที่มีแค่ 60-70 ล้านคนเท่านั้น การส่งออกไปทั่วโลกยังช่วยกระจายความเสี่ยงให้บริษัทได้เป็นอย่างดีเห็นได้จากวิกฤตปี 40 ที่แม้บริษัทจะมีหนี้พุ่งขึ้น แต่ก็สามารถแก้ไขและผ่านวิกฤตนั้นมาได้ด้วยการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกในแบรนด์ของตัวเอง และไม่มีการลดราคา เช่นเดียวกันกับปีนี้หรือปีหน้าที่เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่ดี แต่บริษัทเชื่อว่าจะสามารถฟันฝ่าสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยการส่งออกที่กระจายไปกว่า 100 ประเทศ บนสินค้าคุณภาพภายใต้แบรนด์ของตัวเอง จึงไม่ต้องลดราคาแต่อย่างใด 

 

“ปี 1997 ตอนนั้นค่าเงินบาทเราจาก 25 บาทขึ้นไปถึง 56 บาทเรากู้มา 10 กว่าล้านเหรียญ เรามีหนี้ขึ้นมาทันที 300 กว่าล้านบาทเลยตอนนั้น...เราฟื้นขึ้นมาได้เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าเราส่งออกไปทั่วโลก ตอนนั้นเราค้าขายส่งออกไป 100 ประเทศทั่วโลก เราส่งไป เราไม่ได้ลดราคา เพราะเรามีแบรนด์ของเรา หนึ่งในกลยุทธ์คือ การสร้างแบรนด์ มันสามารถทำให้เห็นว่า เราไม่ต้องไปลดราคาให้กับคนทั้งโลกที่เราขายได้” 

 

***แสดงว่าต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีแค่ไหนบริษัทก็ไม่ใช้นโยบายแข่งขันด้านราคา

“ไม่ลดราคา ไม่มี เราต้องสร้างแบรนด์ กลยุทธ์ทางด้านของการสร้างแบรนด์นี่สำคัญ เพราะเรามีแบรนด์ของตัวเราเองและธุรกิจของ EPG เป็นทั้ง OBM หรือผลิตสินค้าที่มีแบรนด์เป็นของตนเอง ,ODM หรือบริษัทเป็นผู้ร่วมออกแบบร่วมกับลูกค้า และ OEM หรือผลิตตามแบบของเจ้าของสินค้าซึ่งจะเป็นตัวสร้าง Value ของ EPG โดยจะรับจ้างผลิตในบริษัทใหญ่ๆ”

 

 ***เป้าหมายยอดขายในปี62/63 รวมถึงโอกาสที่กำไรจะกลับมาแตะหลักพันล้านบาท

เป็นอะไรที่เราก็คาดหวังอยู่แล้ว ตั้งแต่ต้นปีที่เราได้พูดไว้ว่าในปีนี้ถ้าดูจากสถานการณ์แล้วทั้งปีเราน่าจะโตอีกประมาณสัก 5-6% จากปีก่อน ปกติเรามียอดขายประมาณ 10,500 กว่าล้านบาทเราก็จะโตขึ้นมาอีกสัก 5-6% ซึ่งในภาวะแบบนี้ ทำได้เสมอตัวก็เก่งมากแล้ว และเรามั่นใจว่าเรายังทำได้  

 

ในส่วนของกำไร ก็อย่างที่เรามีการคาดการณ์ว่า ปัจจัยบวกสนับสนุนจะมาจากวัตถุดิบที่มันถูกลงเราทยอยใช้วัตถุดิบที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ขึ้นไปเรื่อยๆ ไตรมาส 3-4 ก็น่าจะดีขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของเราเติบโตขึ้นมาครึ่งปีแรกอยู่ที่ 29.5% เฉพาะไตรมาส 2 เราได้ 30.5% จากที่เราตั้งเป้าหมายไว้ที่ 28-30% สะท้อนว่ากำไรขั้นต้นเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 2   

 

ส่วนทางด้านของไตรมาส 3 ไตรมาส 4 วัตถุดิบต่างๆ ก็ยังดีอยู่ แต่ว่าบางเครื่องยนต์อย่างเช่น  ตลาดรถยนต์ ยานยนต์ มันเป็นตลาดขาลงอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็บริหารงานด้วยวัตถุดิบที่ถูกลงมาชดเชยกับตัวเลขยอดขายที่มันไม่โต แต่กำไรในส่วนของวัตถุดิบที่เราได้มาน่าจะดีขึ้น เช่นเดียวกับ EPP มียอดขายดีขึ้น

 

“เพราะฉะนั้นในแง่เชิงของการเติบโตในปีนี้เราเลยมีความมั่นใจว่า ยอดขายน่าจะเติบโตได้ที่ 5-6% บนพื้นฐานของกำไรที่เราพยายามจะแตะที่ประมาณสัก 2 digit ขึ้นไปนะครับ ภายใต้ Business Direction ของเรา ที่เน้นนวัตกรรมและก็เน้นในเรื่องของความเป็น Global Player” 

 

ปัจจุบัน EPG มีสัดส่วนรายได้ แบ่งเป็น AEROKLAS 48% AEROFLEX 29% และ EPP 23%



Tags:

EPG




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh