Special Interview

CHAYO บริษัทที่ซื้อหนี้เก่งที่สุดใน พ.ศ.นี้

CHAYO บริษัทที่ซื้อหนี้เก่งที่สุดใน พ.ศ.นี้

 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีหนี้เสียในระบบมากขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินก็จะขายหนี้ออกมาให้บริษัทรับซื้อหนี้ ไม่แปลกเลยที่ต้นปี 2563 มานี้ หุ้นที่ทำธุรกิจรับจ้างบริหารหนี้จะกลับมาคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น  BAM, JMT และ CHAYO 

 

วันนี้เราจะไปคุยกับ บมจ.ชโย กรุ๊ป (CHAYO) หุ้นน้องเล็กในกลุ่มติดตามหนี้ ที่ความสามารถในการทำกำไรนี่ไม่เบา ราคาหุ้นทำนิวไฮต่อเนื่อง ล่าสุดเดือน ก.พ. 63 เพิ่งขึ้นทำนิวไฮที่ 8.15 บาท 

 

บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คาดว่ากำไรหลักปี 63 ของ CHAYO จะโต 32% เด่นสุดในกลุ่ม แม้เป็นหุ้นขนาดเล็กสุด แต่มีศักยภาพในการทำกำไรและการเติบโตที่โดดเด่น

 

ขณะที่บริษัท ก็เพิ่งประกาศเป้าไปเมื่อต้นปีว่ารายได้ปี 63 จะโตไม่ต่ำกว่า 20% ส่วนปี62 (รอแจ้งงบ) ก็คาดว่าจะโตไม่ต่ำกว่า 15% ทำนิวไฮ 

 

“คาดหนี้เสียทั้งระบบปีนี้ 500,000 ล้านบาท”  

คุณสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHAYO กล่าวกับ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ถึงสถานการณ์ของหนี้เสียในระบบว่า ยังไม่ได้สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจไทยเข้าขั้นอันตราย พร้อมคาดการณ์ตัวเลขหนี้เสีย

 

“สินเชื่อในระบบปีนี้ 16 ล้านล้านบาท จะมีหนี้เสียอยู่ประมาณ 2-4% ถ้าคุมดีๆ ควรจะอยู่ที่ 2.5 - 2.7% แต่ว่าถ้ามันเศรษฐกิจไม่ดีมันจะวิ่งไปที่ 3% กว่าๆ ก็จะเป็น 448,000 ล้าน แต่ผมเชื่อว่าปีนี้น่าจะวิ่งไปถึง 500,000 ล้านบาท”

   

หนี้เสียราว 480,000-500,000 ล้านบาทนี้ เป็นหนี้มีหลักประกันราว 4 แสนล้านบาทที่เหลืออีก 100,000 ล้านบาท เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน และปีนี้ธนาคารน่าจะขายหนี้ออกมามากพอสมควร เพื่อลดภาระในการตั้งสำรองเพราะปี 63 จะเริ่มใช้เกณฑ์มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS9 ซึ่งเกณฑ์กันสำรองจะเข้มงวดขึ้น 

 

หากธนาคารขายหนี้เสียออกมาประมาณ 50% คือ 250,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ว่าจะขายออกมาเท่าไหร่ ความสามารถของ CHAYO จะซื้อหนี้ได้อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือก็จะมีอีก 2 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีความสามารถด้านการเงินมากกว่า (BAM กับ JMT) ก็จะซื้อหนี้ไปได้มากกว่า 

 

“ประสบการณ์ 23 ปีในวงการรับซื้อหนี้-ทวงหนี้”

แม้ BAM เป็นผู้ซื้อหนี้ที่มีหลักประกันรายใหญ่สุด ส่วน JMT เป็นผู้ซื้อหนี้ที่ไม่มีหลักประกันรายใหญ่สุด แต่ CHAYO นั้นก็มีจุดเด่นของตนเอง คือ 

 

"ถ้าเป็นธุรกิจรับซื้อหนี้ CHAYO จะมีความสามารถในการซื้อหนี้ได้ทั้ง 2 แบบ คือ มีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน"  

 

คุณสุขสันต์ เล่าว่า CHAYO มีประสบการณ์มายาวนานในธุรกิจ เพราะเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2540 นับถึงปี 2563 ก็เกือบ 23 ปีแล้ว โดยบริษัททำธุรกิจรับซื้อหนี้มาบริหาร, ธุรกิจติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้, ธุรกิจปล่อยสินเชื่อ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  

 

“บุคลากรของเราจะเก่งซื้อหนี้ทั้ง 2 แบบ คือ แบบมีหลักประกันกับไม่มีหลักประกัน เพราะเราทำทั้งสองแบบมาตลอด 23 ปี และเราเคยทำอสังหาริมทรัพย์ก่อนมาซื้อหนี้ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเราจะรู้ว่าโลเคชั่นไหนดี โลเคชั่นไหนขายต่อได้ หนี้ที่มีหลักประกันก็คือโลเคชั่น” 

 

ส่วนธุรกิจติดตามหนี้ CHAYO ก็เป็นผู้รับจ้างตามนี้มา 20 กว่าปีแล้ว และเป็นที่ยอมรับในตลาดเห็นได้จากธนาคารที่ไว้ใจ CHAYO และใช้บริการติดตามหนี้ของบริษัท  

 

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ CHAYO จะซื้อหนี้มีหลักประกันแล้วโอนมาเป็น NPA บริษัทมีความสามารถในการทำอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายต่อ โดยการซื้อหนี้ที่เป็นโปรเจกต์ เช่น โปรเจกต์นั้นมีการขอใบอนุญาตก่อสร้างไว้ 400 หลังแต่ขายไปได้แค่ประมาณ 50 หลังส่วนที่เหลือถูกธนาคารยึด แล้วธนาคารก็มาขายให้ CHAYO จากนั้น CHAYO จะหาหุ้นส่วนที่มีความถนัดด้านพัฒนาโครงการอสังหาฯ มาร่วมพัฒนาเพื่อขาย เป็นต้น 

 

แต่ คุณสุขสันต์ ยอมรับว่าโมเดลที่จะต่อยอดโปรเจกต์เพื่อขาย มองไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วและอาจจะทำแค่ 2-3 แปลงเด่นๆ โลเคชั่นดีๆ เท่านั้น จากหลักประกันที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดตอนนี้ ประมาณ 500 แปลงเพราะมองว่าภาวะตอนนี้ไม่เหมาะกับการทำโครงการอสังหาฯ มากนัก 

 

“หนี้มีหลักประกัน จะได้ยีลด์สูงกว่าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน” 

แม้ CHAYO จะถนัดซื้อหนี้ทั้งแบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน แต่ยอมรับว่าในระยะหลังหันมาเน้นซื้อหนี้ที่มีหลักประกัน เพราะว่าหนี้ไม่มีหลักประกันออกมาน้อยแล้วราคาสูง  แต่หนี้มีหลักประกันออกมามากและราคาสมเหตุผล เมื่อเทียบยีลด์แล้วพบว่ายีลด์ที่ซื้อหนี้มีหลักประกันจะได้สูงกว่า  

 

“เราซื้อหนี้ไม่มีหลักประกัน 100 บาท เราต้องทำให้ได้ 300 บาท ภายใน 5 ปี และในระหว่างทางมันจะมีต้นทุนใส่เข้าไป เราก็ใส่เข้าไปอีกประมาณ 50 บาท ก็กลายเป็นต้นทุนซื้อ+ต้นทุนที่ใส่เข้าไปในการทำงานรวมเป็น 150 บาท” 

 

“แต่ถ้าหนี้มีหลักประกัน เวลาซื้อมา 100 บาท เราจะพยายามทำให้ได้ 200 บาท หรือ 250 อยู่ที่เวลา แต่เราไม่มีต้นทุนที่ต้องใส่เพิ่ม” 

 

“ปีที่แล้ว เพิ่งชิมลางธุรกิจให้สินเชื่อ”

นอกจากนี้ CHAYO ยังได้ขยายมาทำธุรกิจสินเชื่อโดยมีใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคล และนาโนไฟแนนซ์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และใบอนุญาตพิโกไฟแนนซ์ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ต้องการดึงดูดคนที่เคยกู้นอกระบบให้มาอยู่ในระบบ 

 

คุณสุขสันต์ ยังเผยถึงพาร์ทเนอร์ ที่เข้ามาร่วมทุนในธุรกิจให้สินเชื่อว่าเป็นซีอีโอของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU  และคุณวิวัฒน์ กรมดิษฐ์ จากอมตะ โดยปีที่ผ่านมาเพิ่งจะทดสอบระบบการปล่อยสินเชื่อ และปล่อยไปเล็กน้อยในเดือนเมษายน ส่วนปีนี้คาดว่าราวไตรมาส 1 หรือ 2 หากระบบมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ก็จะทยอยปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 

 

“เดือนเมษายน 62 ที่ผ่านมา เราก็เริ่มปล่อยสินเชื่อบ้างเล็กน้อยประมาณ 50 ล้านบาท จากเป้า 200 ล้านบาท ถ้าเราอยากจะปล่อย 200 ล้านบาทก็ทำได้ แต่ว่าเราห่วงเรื่อง NPL เราก็เลยไปแบบชะลอ” 

 

“พอร์ตรายได้หลักปีนี้ 80% ยังมาจากรับซื้อหนี้” 

ซีอีโอ CHAYO กล่าวว่า ปีที่แล้วพอร์ตโครงสร้างรายได้ประมาณ 75% มาจากซื้อหนี้ อีกประมาณ 20% กว่าๆ มาจากรับจ้างตามหนี้ และส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับธุรกิจให้สินเชื่อ

 

ส่วนปี 2563 นี้ บริษัทจะเน้นไปที่เรื่องซื้อหนี้มีประกันกับไม่มีหลักประกัน ดังนั้น คาดว่า 80% จะมาจากการรับซื้อหนี้, 15-17% รับจ้างติดตามหนี้ และที่เหลือประมาณ 2% มาจากธุรกิจให้สินเชื่อและ/หรืออสังหาริมทรัพย์ 

 

“ซื้อหนี้เก่ง ได้เปรียบกว่าเก็บหนี้เก่ง” 

“ความสามารถในการจัดเก็บหนี้ ผมว่าใกล้เคียงกัน ไม่มีใครเป็นซุปเปอร์แมนมาก แต่ว่าต้องใช้ความขวนขวายและพยายามในการจัดเก็บหนี้ แล้วก็เจรจาให้ลูกค้าจ่ายลูกค้าจ่ายแล้วจะได้อะไร จะต้องตอบคำถามนี้ให้ได้” 

 

“ถ้าลูกค้าจ่ายแล้วได้ประโยชน์ ลูกค้าก็จ่าย ถ้าลูกค้าจ่ายแล้ว ไม่มีประโยชน์เลย ไม่มีใครอยากเสียตังค์ ยกเว้นแต่ว่าฉันรู้ว่าฉันเป็นหนี้และฉันอยากคืนหนี้ด้วยสุจริต และด้วยมโนธรรม อย่างนี้ ต้องเรียนกับลูกค้าสองส่วนนี้เลยว่า จ่ายแล้วได้อะไร จ่ายแล้วสบายใจอย่างไร”  

 

ซีอีโอ เผยว่า CHAYO  มีความสามารถในการหาสินค้า การซื้อหนี้มานั้น หากเป็นหนี้มีหลักประกันจะซื้อราว 50% ถ้าซื้อหนี้ไม่มีหลักประกันก็ซื้อได้ถูก เพราะฉะนั้น ความสามารถที่จะทำกำไรได้ในอนาคตจึงมี เพราะบริษัทซื้อของได้ในราคาที่ไม่แพง ในขณะที่ความสามารถในการจัดเก็บหนี้ก็ไม่ได้ต่างกับอีกสองบริษัทในกลุ่มเลย  

 

"หัวใจสำคัญ คือ คุมพนักงานไม่ให้ต่อว่าลูกหนี้”

พร้อมขยายความต่อถึงองค์ประกอบของบริษัทไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะวิธีการควบคุมไม่ให้พนักงานไปต่อว่าลูกหนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ CHAYO เป็นที่ไว้ใจของสถาบันการเงินหรือบริษัทเอกชนที่จะขายหนี้ออกมาได้อย่างสบายใจ

 

“คือตอนเช้าๆ เราจะมีสวดมนต์ทุกวันก่อนทำงาน พอสวดมนต์เสร็จเรียบร้อย เราก็จะท่องวิสัยทัศน์ ท่องพันธกิจ แล้วก็ท่อง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น จะเข้าในสายเลือดเราตลอดเวลาเลยว่าต้องทำให้โอเคนะ  อย่าทำอะไรที่ไม่ถูกต้องนะ ถ้าทำไม่ถูกต้องจะเกิดอะไรขึ้น” 

 

เพราะฉะนั้น CHAYO จึงเป็นองค์กรที่ยึดลูกค้า ยึดผู้ว่าจ้าง  กับยึดสถาบันที่ขายหนี้ให้

 

“เราต้องดูแลท่านดีเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าเราไปซื้อหนี้จากท่านมา แล้วเราไปเรียกเก็บแบบโหดๆ กับลูกค้าอย่างนี้ เวลาเขาดุ เขาด่า เขาว่า เขากล่าวเนี่ย บางทีเขาไม่ได้มาว่า CHAYO เขาไปพูดว่า ธนาคารขายหนี้ไม่รู้จักดูเลยว่าขายให้กับใคร แล้วมาทวงถามหนี้แบบโหดเกินไป ถึงแม้มี พ.ร.บ.ก็แล้วแต่  แต่บางครั้งเนี่ย มันหลุดรอดออกไปได้” 

 

“พยายามจะเป็นทั้งหุ้นเติบโต และหุ้นปันผล”

“ถ้าจะมองหุ้น CHAYO จะมองอยู่ 2 เรื่องนะครับ เราเข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 2561 เราก็จ่ายปันผลไป 2 ครั้ง แล้วก็ปี 62 เราก็จ่ายไป 2 ครั้ง แล้วก็ปีนี้ 2563 ก็คงมีการจ่ายปันผลอยู่เหมือนเดิม อีกเรื่องคือธุรกิจเราก็เจริญเติบโต ดังนั้นเราก็มีทั้ง Growth แล้วก็ทั้ง Dividend ก็พยายามทำให้เป็นอย่างนั้นอยู่”  


“เราต้องสร้างวินัยประเทศใหม่ ว่าเป็นหนี้แล้วต้องจ่าย”

ซีอีโอ ยังได้ฝากถึงคนไทยทุกคนที่เป็นหนี้ว่า ควรใช้ชีวิตให้ดีตามสมควร ไม่ใช้จ่ายเกินรายรับ อะไรที่ฟุ่มเฟือยให้ลดลง ซึ่งหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าเกิดจากการที่เราใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย จึงควรลดตรงนี้ลง 

 

"ก็ต้องดูว่ารายรับเราเท่านี้ อย่าไปใช้จ่ายเกินรายรับ อะไรที่มันฟุ่มเฟือยก็ให้ลดลงนิดนึงนะครับ จะ 4G จะ 5G เรามีความจำเป็นไหม ที่ต้องใช้ขนาดนั้น ถ้าไม่มีความจำเป็น ก็ไม่ต้องใช้ขนาดนั้นก็ได้ ค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าบ้าน ค่ากินนี่ยิ่งแพง เราก็ต้องบริหารจัดการหลายๆ อย่างให้มันอยู่ได้"  

 

สำหรับคนที่ทำธุรกิจ หากเป็นหนี้ก็จำเป็นต้องจ่าย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าถ้าไปสอนว่าเป็นหนี้แล้วไม่ต้องจ่าย มันไม่ใช่วินัยประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าเป็นหนี้เท่าไหร่ก็ต้องจ่าย หากทุกคนสร้างระเบียบวินัยว่า เป็นหนี้แล้วก็ต้องจ่าย จะจ่ายมากหรือจ่ายน้อยก็ต้องคุยกับเจ้าหนี้ไปว่าเรามีความสามารถที่จะจ่ายได้เท่าไหร่ หากมีการพูดคุยเจรจา ดอกเบี้ยก็อาจจะลดลงได้   

 

"ไหวไหมบอกมา..ขอแค่เปิดใจคุยกับเจ้าหนี้"

“เราก็เข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ว่า ฉันมีความสามารถในการจ่ายเท่านั้น เท่านี้ ดอกเบี้ยที่เราจะจ่ายของบัตรเครดิต อาจจะจาก 18% มาเหลือ 15% มาเหลือ 12% ก็ได้ หรือเหลือ 10% ก็ได้ในอนาคต มันก็จะทำให้ทุกคน Happy หมดไม่ว่าจะเป็น ไม่มีหลักประกันก็จ่ายดอกเบี้ยแค่ 10-12% มีหลักประกันก็ 7% หรือ 6% อย่างนี้มันก็จะดี”  

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh