Special Interview

แบงก์ชาติ ลุย“อินทนนท์”เฟส 3 ทดสอบโอน CBDCข้ามประเทศ

แบงก์ชาติ ลุย“อินทนนท์”เฟส 3 ทดสอบโอน CBDCข้ามประเทศ

          ท่ามกลางมุมมองของประชาชนทั่วไปที่อาจจะมองทั้งดีและไม่ดีเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัล ซึ่งอาจจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น  เหรียญคริปโต,คอยน์,หรือโทเคน และเหรียญที่ดังที่สุดคือ บิตคอยน์ ซึ่งมีเทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังคือ บล็อกเชน (Blockchain) ที่ทำงานบนหลักการของเทคโนโลยีการประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) และเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายวงการ

          ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ซึ่งเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน ไม่ได้นิ่งเฉยกับเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ได้นำมาทดลองประยุกต์ใช้กับ “ระบบการชำระเงิน” ตั้งแต่ปี61 โดยเริ่มทำในวงจำกัดกับ 8 ธนาคารภายใต้ชื่อโครงการ “อินทนนท์”

          การชำระเงินกันระหว่าง 8 ธนาคารจะใช้เหรียญดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางหรือเรียกว่า CBDC (Central Bank Digital Currency) แต่จะไม่ได้มีชื่อเฉพาะเหมือนอย่างเช่น บิตคอยน์ ไลต์คอยน์ ซีคอยน์ ฯลฯ แม้บางครั้ง CBDC ของไทยจะถูกคนภายนอกเรียกว่า บาทคอยน์ อยู่บ้างก็ตาม        

          โครงการอินทนนท์ทดสอบจบไปแล้ว 2 เฟส และขณะนี้กำลังจะเริ่มเข้าสู่เฟสที่ 3 “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาไปอัปเดตโครงการกับผู้บริหารแบงก์ชาติ คุณวชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน และถามถึงโอกาสในการนำ CBDC ไปใช้งานจริงในอนาคต

Q:ทำไมแบงก์ชาติถึงใช้ชื่อโครงการนี้ว่า “อินทนนท์”

          เพราะว่าในหลายประเทศที่เขาทำโครงการ Central Bank Digital Currency (CBDC) เขาเอาชื่ออุทยานแห่งชาติมาเป็นชื่อโครงการ เช่น ประเทศสิงคโปร์ใช้ชื่อว่า “Ubin” ซึ่งเป็นชื่ออุทยาน ประเทศแคนาดาใช้ว่า “Jasper” ส่วนฮ่องกงใช้ “Lion Rock” เป็นชื่อเกาะของที่นั่น แล้วของไทยจะใช้ชื่ออะไรดี

          ก็มาคิดว่าถ้าเช่นนั้นใช้ชื่อเกาะเหมือนเขาไหม แล้วบังเอิญมีน้องคนหนึ่งเสนอมาว่าถ้าจะใช้ชื่อโครงการให้เข้ากับธีมของแบงก์ชาติที่ “มองไกล” มองไปข้างหน้า ตื่นตัวกับเทคโนโลยี มันควรเป็นภูเขาสูงเราก็เลยนึกถึง “ดอยอินทนนท์” เพราะทุกคนรู้จักมันเป็นชื่อที่เราคุ้นมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือตอนเด็กๆ ว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “โครงการอินทนนท์”

Q:โครงการอินทนนท์ทดลองทำอะไร อย่างไรบ้าง

          เป็นโครงการที่นำเอา DLT มาใช้แต่ว่าคนอาจจะรู้จักในชื่อของบล็อกเชน (Blockchain)เราลองมาศึกษาและทดลองดูว่ามันสามารถใช้ได้กับ “ระบบการชำระเงิน” ของประเทศได้หรือไม่ ในโครงการนี้ก็จะมี 3 หน่วยงานร่วมมือกันคือ 1.แบงก์ชาติ 2.ธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง และ 3.บริษัท R3 ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม DLT   

          ถามว่าทำไมเราถึงใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาทดสอบกับเรื่องระบบการชำระเงิน ก็ต้องเล่าว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ DLT ที่เรารู้จักมันได้นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากบิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งคนที่คิดค้นบิตคอยน์ขึ้นมา ก็เพื่อแก้ Pain Point ที่ว่าการโอนเงินมันมีค่าธรรมเนียมที่แพงแต่บิตคอยน์ใช้โอนเงินด้วยต้นทุนที่ถูก

          “การที่เราเอามาลองใช้กับระบบการชำระเงิน เพราะมันเป็นระบบที่สำคัญมาก เหมือนกับเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงของระบบการเงินเลย เพราะว่าคุณโอนเงินให้ A แล้ว A โอนเงินให้ B แล้ว B โอนเงินให้ C ทำอย่างไรที่จะทำให้ มันมีประสิทธิภาพมากที่สุด เราก็เลยลองเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้”

          เริ่มแรกของโครงการเราร่วมมือกับ 8 ธนาคาร ช่วยกันออกแบบระบบการชำระเงินใหม่ เราจะทำอย่างไรให้มันฟังก์ชันอย่างที่คุยกันได้ โดยที่หน้าตามันจะไม่เหมือนเดิม มันก็ไม่จำเป็นต้องมีแบงก์ชาติแล้ว โดยแบงก์ชาติก็จะไปอยู่อีกที่นึง ที่เป็นคนที่คอยดูแลแต่ไม่จำเป็นต้องมาเปิดบัญชีกับเรา เขาสามารถจะโอนกันเองได้  

          “ช่วยกันทำตั้งแต่เริ่มต้นเลย ดีไซน์ว่าอยากเห็นระบบอย่างนี้ แบงก์ก็จะมาเล่าตั้งแต่แรกว่ามี Pain Point ยังไง ก็ลองทำกันดูเราเรียกว่า Proof of Concept ก็คือลองมาดูซิว่าสิ่งที่เราคิดไว้ มันสามารถทำงานได้จริงหรือเปล่า เสร็จแล้วก็ทดลองทำโมเดลจำลองขึ้นมา”

Q:คุณสมบัติเด่นของเทคโนโลยีบล็อกเชน  

          บล็อกเชน มันเป็นบล็อกเก็บข้อมูลที่นำมาต่อๆ กันและไม่สามารถจะเข้าไปแก้ไขได้ และมันก็มีเรื่องของคำว่า single source of truth มันก็คือเป็นความจริงมันคือของจริงที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น มันก็มีความน่าเชื่อถือ มันไม่ได้หลอก มันแก้ไขอะไรไม่ได้มันก็มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง

          นอกจากนี้ มันสามารถจะทำ DvP (Delivery versus Payment) ก็คือแลกกันไปแลกกันมาเราให้เงินแม่ค้า แม่ค้าให้ของเรามาอันนี้ทันทีทันใด เราก็ไม่จำเป็นต้องมีห่วงเรื่อง Trust เพราะว่าเราแลกกันเลยโดยตรง

          คุณสมบัติของบล็อกเชน มันสามารถทำให้สามารถโอนเงินระหว่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง ต้องขอเล่าก่อนว่า ระบบ Payment ปัจจุบันของประเทศไทยที่เป็น Wholesale คือ แบงก์ทุกแบงก์โอนเงินระหว่างกัน เขาไม่ได้โอนเงินกันเอง เขามีบัญชีอยู่ที่แบงก์ชาติ  แบงก์ชาติเป็นตัวกลาง แบงก์ A โอนให้แบงก์ B แบงก์ชาติก็จะตัดเงินจากบัญชี A ไปให้บัญชี B , แบงก์ B มีกับแบงค์ C แบงก์ชาติก็จะตัดบัญชีจากแบงก์ B ไปให้บัญชีแบงก์ C เรียกว่า “Gross settlement” หรือทำ Real-time gross settlement เกิดขึ้นปุ๊บก็ทำเลย แต่มีตัวกลางคือแบงก์ชาติ เพราะทุกคนมีบัญชีอยู่กับแบงก็ชาติ ความน่าเชื่อถือมันมี

          แต่อันนี้เป็นระบบที่ แบงก์ชาติไม่ต้องเข้าไปอยู่แล้ว มันจะเป็นแบงก์ A โอนให้แบงก์ B แบงก์ B โอนให้แบงก์ C  ถ้าไม่มีอะไรที่เขาเชื่อได้ว่ามีเงินโอนให้จริงหรือเปล่าก็อาจจะลำบาก แต่อันนี้เราบอกว่าเป็น single source of truth  ฉันโอนให้เธอแล้วนะ เห็นด้วยกันเองนะว่า มีการโอนเงินจริงๆ แล้วไม่มีการเปลี่ยนได้ มันก็มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น

          “จึงลองเอาคอนเซปต์นี้ คุณสมบัตินี้ มาใช้กับระบบการชำระเงินซึ่งโปรเจกต์นี้ก็จะมีแบงก์ชาติ แล้วก็ชวน 8 แบงก์มาเข้า และมีบริษัทเทคโนโลยีที่ชื่อว่า R3 ที่เขาจะเข้ามาช่วย provide ทางด้านเทคโนโลยีให้เรา”

Q:กระบวนการทำงานของระบบชำระเงินด้วยบล็อกเชน

          โครงการอินทนนท์เราใช้ Central Bank Digital Currency (CBDC)หรือสกุลเงินดิจิทัลจำลองที่ออกโดยแบงก์ชาติเพื่อใช้ในการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน แทนที่จะโอนเงินจริงๆ ด้วยบาท

          “โปรเจกต์อินทนนท์นี้ใช้ central bank digital currency ก็มาแลกเหรียญจากเราก็มีเหรียญที่เรียกว่า คอยน์  หรือ โทเคนก็มาแลกเหรียญเราไป แล้วก็เอาเหรียญนี้เป็นตัวที่จะส่งเงินต่อ A โอนให้ B 5 เหรียญ แล้ว B โอนให้ C 3 เหรียญ ก็แล้วแต่เขาจะโอนเงินไป”

          นอกจากนี้ ความพิเศษของบล็อกเชน อีกอย่างหนึ่งคือเราสามารถที่จะใส่ Condition หรือที่เรียกว่า Smart Contract เข้าไปในนั้นได้ด้วย เขียนเงื่อนไขไว้ให้ธุรกรรมมันเกิดขึ้นในเวลาที่เราต้องการ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นในทันที

Q:มูลค่าของ CBDC ต่อเหรียญตั้งไว้เท่าไหร่เพราะอย่างในตลาด เช่น บิตคอยน์ 1 เหรียญมันก็จะมีราคาในตลาด

          อันนี้ก็คือเท่ากับเราติ๊ต่างว่าเหรียญนึงมันคือบาทหนึ่งเลย หน่วยเดียวกับบาทเลย เราก็ไม่ได้อยากให้เปลี่ยน ก็จะกำหนดไปเลยว่าจะเป็นเงินบาทใช้ในการชำระเงินกันเท่านั้นเอง

Q:CBDC มีชื่อเฉพาะไหมเหมือนกับเหรียญคริปโต เช่นบิตคอยน์ ไลต์คอยน์ ซีคอยน์

          ไม่ได้มีนะคะ  ถ้าจะให้เปรียบคนก็จะเรียกว่าเหรียญก็อาจจะบอกว่าเท่ากับเงินบาทเพราะมันเป็นการ Tokenized  ต้องเล่าอย่างนี้ก่อนว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนที่มันเกิดขึ้นมาต้นตอที่ทำให้คนรู้จัก มาจากเหรียญที่ชื่อ “บิตคอยน์” แต่ว่าในกรณีธนาคารกลางออกเหรียญเขาไม่มีชื่อเหรียญแต่จะเป็นโครงการอย่าง “โครงการอินทนนท์” ซึ่ง CBDC มันก็ใช้แทนเงินบาทนั่นเอง เงินบาทที่มีลักษณะเป็นคอยน์ เป็นโทเคน เป็นเหรียญที่สมมติใช้แทนเงินบาท

          “บาทคอยน์ก็ได้ถ้าจะเรียก แต่ไม่มีใครเค้าใช้เรียกกัน ตอนที่ออกข่าวใหม่ๆ ก็มีคนพูดว่าเป็น บาทคอยน์ เราก็ยังไม่ค่อยได้ชอบมันเท่าไหร่ ตอนนี้ก็ยังเฉยๆ อยู่ค่ะ ก็เพราะว่าเค้าก็ไม่ได้มีใครเรียกกัน”

          สาเหตุที่เรายังไม่ได้ comfortable ที่จะให้เรียกว่า บาทคอยน์ เสียทีเดียว เนื่องจากโครงการนี้ทำเกี่ยวกับเรื่องของระบบการชำระเงิน พอพูดถึงระบบการชำระเงินมันก็เหมือนกับว่ามาแทนเงินบาท พอพูดว่า “บาทคอยน์” คนอาจจะเข้าใจผิดได้ เพราะว่าเงินบาทนี่เราใช้กันทั่วไป เช่น ซื้อของเราก็จ่ายด้วยเงินบาท  ระบบการชำระเงินบ้านเรามีอยู่ 2 ระบบใหญ่ๆ คือระบบ Wholesale ก็คือสถาบันการเงินกับสถาบันการเงินเขาโอนเงินกันไปโอนเงินกันมา อีกอันก็คือระบบที่เป็น Retail ก็คือไปถึงประชาชน ระหว่างประชาชนมาสถาบันการเงิน สถาบันการเงินมาแลกกันอีกทีนึง

          “แต่ระบบการชำระเงินที่เราทำนี้คือระดับ Wholesale หรือการโอนเงินในปริมาณมากๆ ระหว่างสถาบันการเงินกันเองและยังทำในวงจำกัด ยังไม่ใช่ระบบการโอนเงินที่เป็น Retail”

Q:โครงการจบเฟส 1 แล้ว คาดว่าอีกกี่ปีที่จะใช้งานได้จริงสำหรับ Wholesale CBDC   

          “โอ้โห คำถามนี้ถามกันทุกคน ทุกคนคาดหวังพอแบงก์ชาติเริ่มทำ  ทุกคนเริ่มถามว่าเป็นไปได้ไหม เมื่อไหร่จะเกิดขึ้น..คิดว่ามีโอกาส แต่ว่าไม่คิดว่าเร็วมาก เพราะว่าเทคโนโลยีนี้ยังใหม่เรียกว่ามันยังไม่โตเต็มที่ ฉะนั้นมันก็จะมีการปรับปรุงอยู่เยอะ บางคนก็บอกอีก 3-5 ปี ประมาณ 3-5 ปี แต่ว่าถ้าเอามาทำเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่เขาเริ่มทำกันมันอาจจะพอได้ แต่ถ้าจะใช้จริงก็อย่างที่บอกว่า เสถียรภาพเป็นอย่างไร ระบบเสถียรพอไหม มั่นคงพอไหม ความเร็วเป็นอย่างไร ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร”

          นอกจากนี้ ที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันเลยคือเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย เรายังไม่ได้ดูเรื่อง finality อยู่ที่ไหน ถ้าระบบล่มแล้วเคลมอย่างไร แล้วก็เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ซึ่งเรายังไม่ได้มีการคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว  

          แต่ถามว่าทำไมธนาคารกลางตื่นตัวเรื่องนี้ ก็เพราะว่าถ้ามันเข้ามาและใช้จริงมันเป็นเรื่องของพื้นฐานที่จะเปลี่ยนไปเลยในอนาคต หลายๆ ธนาคารจึงต้องปรับตัว ดูผลกระทบที่จะคาดว่าจะเกิดขึ้น

Q:กรณีใช้งานที่เกิดขึ้นจริงในต่างประเทศในการใช้ CBDC มีบ้างหรือยัง

          ยังค่ะ ก็คล้ายๆ กันหมด ก็มีตั้งแต่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แล้วก็ ECB เค้าก็ทำ ก็ส่วนใหญ่จะยังแค่ศึกษาแล้วก็ทดลอง แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ ว่า จะไปได้ถึงขนาดไหนแล้วก็ถ้าเกิดจำเป็นจริงๆ เนื่องจากอย่างที่พูดไว้ตั้งแต่แรกว่า อันนี้เป็นระบบสำคัญมันเป็นเหมือนกับเส้นเลือดหล่อเลี้ยงระบบการเงินเป็นท่อที่มันเป็น infrastructure ที่ทอดต่อ

          “ถ้านำมาใช้จริง ระบบหลายๆ อย่างต้องเปลี่ยนเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้น ก็ยากที่ Central Bank จะจับมาแล้วคิดว่าจะเริ่มใช้จริงๆ แล้วใช้เลย ก็คงยาก ต้องแน่ใจ...อย่างระดับมากมายทีเดียวกว่าที่จะเอามาใช้ได้”

Q:ถ้าอย่างนั้น ถ้าจะถามถึงโอกาสที่จะขยายไปสู่ตัว Retail CBDC ก็น่าจะยังอีกไกล เพราะว่าตัวระบบ Wholesale CBDC ก็ยังไม่ได้นำมาใช้งานจริง 

          Wholesale 3 - 5 ปี อย่างที่บอก อันนี้ไม่ได้เอามาจากตัวเองด้วยนะ 3-5 ปี ก็ไปเข้าร่วมกับในฟอรั่มเวลาคุยกัน ครั้งนึงที่ไปประชุมก็จะเป็นพวกฟินเทคที่เขาทำพวกเทคโนโลยีพวกนี้เขาก็มาเอง เขาก็มองอยู่ไม่น่าจะเร็วมาก ดังนั้น ถึงบอกว่า 3-5 ปี เพราะว่าหลายๆ อย่างที่มันเปลี่ยนอยู่ตลอด และจริงๆ แล้ว เทคโนโลยีนี้มันก็มีหลายแพลตฟอร์มด้วยนะ ว่าเราอยากจะใช้แพลตฟอร์มยี่ห้อไหน แล้วก็มีเรื่องที่ว่าเอามาเชื่อมกันได้ด้วยหรือเปล่า

Q:อัปเดตโครงการอินทนนท์ ในเฟสถัดไปหลังจบเฟส 1  

          หลังจบเฟส1 ที่เราได้ทดสอบการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินโดยใช้ CBDC เราก็ทำต่อเฟส 2 โดยลองนำเทคโนโลยี DLT มาใช้ใน 2 เรื่อง คือ 1.ธุรกรรมซื้อขายและซื้อคืนระหว่างสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ และ 2.การกำกับดูแลและตรวจสอบข้อมูลการโอนเงินสำหรับลูกค้าเพื่อช่วยลดภาระการตรวจสอบและข้อผิดพลาดในการโอนเงินของลูกค้า กำลังจะจบโครงการเฟส 2 ภายในสัปดาห์หน้า(สิ้นเดือน พ.ค.62) แล้วก็จะเริ่ม wrap up แล้วว่าผลเป็นอย่างไร ได้อะไรมากน้อยแค่ไหน

          “เฟส3 ที่เราอยากทำคือเรื่อง Cross Border ซึ่งเฟสแรกที่เราทำคือการชำระเงินในประเทศแต่ว่าในที่สุดแล้วประเทศเราค้าขายมันก็ต้องมีการชำระเงินระหว่างประเทศซึ่งการทำ Cross Border Transfer เราก็ต้องไปร่วมมือกับประเทศอื่น”

          เราเริ่มมีการคุยกันกับธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ว่าเราร่วมมือกันดีไหม ลองดูว่าถ้าชำระเงินข้ามประเทศ จะทำกันอย่างไร เพราะเกณฑ์ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ระบบของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน

          “ถามว่าทำไมเราถึงมองฮ่องกงเป็นที่แรกในการร่วมมือ เพราะเราต้องดูโอกาสความเป็นไปได้ว่าทำกับใครง่ายที่สุด เนื่องจากเรามีข้อจำกัดเรื่องเวลา ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และตัวเลือกมันก็เหลือไม่กี่ประเทศ ก็มีฮ่องกง สิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เขาอาจจะ Advance กว่าเราไปหน่อยแล้ว”

          แต่ว่าเราก็ไม่ได้ปิดสิงคโปร์ ถ้าเป็นไปได้อีกหน่อยก็น่าจะเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น เพราะเราก็ไม่อยากทำสเกลใหญ่ตั้งแต่แรก

Q:โมเดลเป็นอย่างไรในการทำเฟส 3

          โมเดลจริงๆ มันทำได้หลายแบบ อย่างในชีวิตจริงปัจจุบันเวลาผู้ส่งออก ผู้นำเข้าซื้อขายกันเขาก็จะ code เป็นบาทก็ได้เขาจะ code เป็นฮ่องกงก็ได้เขาจะ code เป็นดอลลาร์ก็ได้ เรายังไม่ได้คุยกับฮ่องกงเป็นเรื่องเป็นราวว่าที่ทำระหว่างกันเราจะชำระเป็นเงินสกุลอะไร เป็นไปได้ที่อาจจะชำระเป็นเงินสกุลฮ่องกง แล้วเวลาฮ่องกงซื้ออาจจะชำระเป็นบาท อันนี้ยังอยู่ในระหว่างที่เราเพิ่งเริ่มคุยว่าโมเดลไหนที่จะเวิร์ค

          “พูดคุยกันอยู่ เป็นขั้นที่กำลังเริ่มลงรายละเอียดกันแล้วว่าจะเอาอย่างไรกันดี ก็คาดว่าปีนี้ก็น่าจะทดลอง เริ่มทำต่อได้เลยภายในปีนี้”

          หวังว่าปีนี้ก็จะเสร็จเฟส3 เราตั้งเป้าไว้ว่าคงเสร็จ แต่เรารู้ว่าการทำงานระหว่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องมาคุยกันแต่ว่าคิดว่าทั้ง 2 ธนาคารกลางก็คงอยากจะเห็นความสำเร็จ เพราะว่าถ้าทำต่อได้แล้ว เราสามารถไปเชิญชวนธนาคารกลางอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยแล้วก็ขยายขอบเขตที่ใหญ่ขึ้น มันจะทำให้โอกาสที่จะนำไปสู่การนำมาใช้ได้จริงจะมีมากขึ้น

Q:นอกจากโครงการอินทนนท์เรานำบล็อกเชนไปทดสอบโครงการไหนอีก

          แบงก์ชาติมีอีกโปรเจกต์หนึ่ง ที่เอาเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาใช้กับการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นอีกโปรเจกต์เลย เพราะพันธบัตรรัฐบาลคนก็อยากจะซื้อ จะมีโควต้าว่าคนแต่ละคนจะซื้อได้กี่บาท สมมุติกี่ล้านแล้วกันก็ต้องมีการจองผ่านแบงก์ ทีนี้พอจองผ่านแบงก์เสร็จบางทีเราก็ไปจองแบงก์ A พอแบงก์ A เต็ม ก็ไปจองแบงก์ B และก็ไม่รู้ว่าจริงๆ เราจองแล้วได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นจริงๆ แบงก์เขาก็ต้องมานั่งตรวจสอบกันอีกทีแต่ละแบงก์ว่าคนนี้ได้ครบโควต้าไหม หรือเกิน โควต้าไหม ทำให้ใช้เวลานาน

          เราจึงนำบล็อกเชนมาช่วยในการขายพันธบัตรรัฐบาล ที่สั่งจองกันนั้นสมัยก่อนใช้เวลาประมาณ 15 วัน กว่าจะทราบว่าซื้อได้เท่าไหร่ เขาก็จะมาทำให้มันใช้เวลาน้อยลงเหลือประมาณ 1-2 วัน ก็รู้แล้วว่าจะได้หรือไม่ได้ ซึ่งโครงการนี้ก็ทดสอบเสร็จแล้วเช่นกัน  ตอนนี้น่าจะกำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาดูว่าจะเริ่มให้บริการจริงได้เมื่อไหร่

          ดังนั้น ที่แบงก์ชาติเราจะมี 2 ทีมที่ทำเรื่องทดสอบบล็อกเชน คือทีมอินท นนท์ กับทีม saving bond ซึ่งจะใช้ซอฟต์แวร์ของคนละบริษัท ทีมอินทนนท์ใช้เทคโนโลยีจากบริษัท R3 ชื่อแพลตฟอร์ม “Corda” ส่วนทีม  saving bond ใช้ของบริษัท IBM ชื่อแพลตฟอร์ม “IBM Blockchain”

   

                                                                  ++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 




 

 

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh