Special Interview

“ชัชชญา ไตรตระกูลชัย” เดินหน้าผ่าตัด OCEAN

“ชัชชญา ไตรตระกูลชัย” เดินหน้าผ่าตัด OCEAN

          บมจ.โอเชี่ยน คอมเมิรช (OCEAN) เป็นหุ้นขนาดเล็กอีก 1 ตัวที่ดูเหมือนจะกลับเข้ามามีสีสันในวงการและถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในกลุ่มของนักเก็งกำไร ภายหลังจากปรากฎชื่อของ “ชัชชญา ไตรตระกูลชัย” เข้ามาซื้อหุ้นพิ่มทุนในสัดส่วน 40% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ควบกับตำแหน่งด้านบริหาร ในฐานะ รองประธานกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการ

          นับตั้งแต่ “ชัชชญา” เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในปี 61 ราคาหุ้น OCEAN ก็กลับทิศจากไม่ถึงบาททะยานสู่ระดับ 4-5 บาท และยังเข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายถึง 5 ครั้ง ขณะที่บริษัทยืนยันตลอดว่ายังไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่สำคัญ  

          บทสัมภาษณ์ “ชัชชญา” ในวันนี้ จะมาบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของ OCEAN ที่กำลังจะเริ่มต้น พื้นฐานจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จะลบภาพหุ้นปั่นได้หรือไม่ ไปติดตามกันเลย

*ลงทุน OCEAN เพราะถนัดธุรกิจเทรดดิ้ง

          ก่อนที่ OCEAN จะเพิ่มทุนขายให้ PP ซึ่งก็คือ “ชัชชญา” เขามีคุณสมบัติดังที่ในรายงานการเพิ่มทุนเขียนไว้คือ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ รวมถึงประสบการณ์ในธุรกิจผลิตและการซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบเป็นที่ยอมรับเป็นการทั่วไป และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มคู่ค้า (Supplier)

          อาชีพ/ประสบการณ์ที่ผ่านมา เคยเป็นกรรมการ บริษัท พารากอนอกรีเทค จำกัด , กรรมการ บริษัทละแมน้ำมันปาล์ม จำกัด และกรรมการ บริษัท ทริปเปิ้ลพีโกลบอลอินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งภายหลังเข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน OCEAN ก็ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการทั้ง 3 บริษัทนี้แล้ว 

          “ชัชชญา” เริ่มต้นเล่าว่า ตนเองรู้จักกับคุณอุชัย (วิไลเลิศโภคา) ซึ่งเป็นเจ้าของโอเชี่ยนฯ และก่อนจะเข้ามาลงทุนก็มีการเจรจาเพื่อให้ได้สัดส่วนในระดับที่ต้องการคือ 40% ซึ่งทางคุณอุชัยก็ไม่มีปัญหา จึงเป็นที่มาของการเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน PP และที่สำคัญคือ ธุรกิจเดิมของโอเชี่ยนฯ ทำเกี่ยวกับเทรดดิ้ง คือ เทรดดิ้งก๊อกน้ำ (อีกส่วนคือผลิตก๊อกน้ำ) ซึ่งคุณชัชชญา มีความถนัดในธุรกิจเทรดดิ้ง   

            “พอเราเข้ามาดูโครงสร้างของเขาจริงๆ แล้ว ในส่วนของการผลิตมันขาดทุน แต่ในส่วนของเทรดดิ้งมันมีกำไร เราก็เจรจาว่าถ้าเราเพิ่มทุนเข้ามาในนี้ 40% เราก็ขอให้เค้าขายกิจการในส่วนของที่เป็นผลิตแล้วเขาก็เห็นด้วย เราก็เลยคิดว่า  โอเค เราน่าจะไปในทิศทางเดียวกันได้ ก็เลยขอ PP เข้ามา”

*โครงสร้างรายได้จากนี้ 90-95% มาจากเทรดดิ้งน้ำมันปาล์ม

          หลังจากเข้ามาบริหารงาน “ชัชชญา” ก็เดินหน้าผ่าตัดบริษัทตามแผนที่วางไว้คือ หยุดประกอบธุรกิจผลิตก๊อกน้ำ แต่ยังดำเนินธุรกิจซื้อขายผลิตภัณฑ์ก๊อกน้ำตามเดิม และเพิ่มเติมคือธุริจใหม่คือธุรกิจซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบชนิด A (CPOA) ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.61 เป็นต้นมา และจะส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทปีนี้มาจากผลิตภัณฑ์ก๊อกน้ำราว 5-10% และอีกประมาณ 90-95%มาจากน้ำมันปาล์ม

          ที่สำคัญสัดส่วนรายได้จากน้ำมันปาล์มที่เพิ่มเข้ามา จะทำให้ฐานรายได้ของบริษัทเปลี่ยนจากหลักร้อยล้านบาท เป็นหลักพันล้านบาท ซึ่งเธอคาดว่ารายได้ปีนี้น่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท จากปกติที่ฐานรายได้ต่อปีราว 300 ล้านบาท โดยจากนี้จะเดินหน้าขยายธุรกิจไปในทางของปิโตรเคมี แต่ยังคงพื้นฐานหลักที่มาจากธุรกิจเทรดเดอร์

          ที่ผ่านมาได้เปิดลูกค้าที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับไบโอดีเซล โดย OCEAN เป็นซัพพลายเออร์ให้ เช่น น้ำมันพืชปทุม  EA บางจาก และ GGC

          ล่าสุด ในเดือน ม.ค.62 นี้ โอเชี่ยนฯ ก็ได้เซ็น MOU กับบริษัท บางจากไบโอฟูเอล ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบางจาก เพื่อทำหน้าที่จัดหาวัตถุดิบให้แก่บางจากไบโอฟูเอล นอกจากนี้ ยังร่วมกันศึกษาพัฒนาธุรกิจและสร้างความเป็นไปได้ในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล B7 – B10 (รวมถึง B20) ผลักดันให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย  

*มั่นใจ OCEAN พลิกมีกำไรปีนี้-ล้างขาดทุนสะสม  

          โอเชี่ยนฯ มีผลประกอบการขาดทุน 32 ล้านบาทในปี60 ส่วนปี61 งวด9 เดือนขาดทุน 45 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 61 มีขาดทุนสะสม 70 ล้านบาท  

          “ชัชชญา” เชื่อมั่นว่า ปีนี้จะเริ่มพลิกมีกำไรและจะพยายามล้างขาดทุนสะสมให้หมดในปีนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ภายหลังล้างขาดทุนสะสมตามหลักการแล้วสามารถจ่ายปันผลได้ แต่บริษัทฯ คงจะให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีจนเติบโตแล้ว ถึงตอนนั้นก็ค่อยมาพิจารณาเรื่องการจ่ายเงินปันผล

          “ปีนี้เราจะมีเริ่มจะมีกำไรเข้ามาในบริษัทโอเชี่ยนฯ บ้างแล้ว ทยอยเข้ามา แล้วก็จะพยายามล้างขาดทุนสะสมให้หมดภายในปีนี้”

*คาดรายได้โต 10-20% ต่อปี

          ในด้านอัตราการเติบโตของรายได้ต่อปีอย่างน้อยจะอยู่ที่ 10-20% แล้วแต่ว่าสถานการณ์ไบโอดีเซล (B100) หากมีการใช้มากขึ้น มีการขยับขยายเป็น B7 B10 B20 แน่นอนว่า ในฐานะที่เป็นซัพพลายเออร์ยอดขายบริษัทฯ ก็จะเติบโตตามอยู่แล้ว ในทางกลับกันหากมีการใช้น้อยช่วงนั้นปาล์มน้ำมันขาดตลาด ราคาก็ต้องสูงขึ้น เพราะฉะนั้น ยอดขายบริษัทก็คงจะไม่ได้ลดตัวมาก แต่โดยทุกปีอย่างน้อยก็โตประมาณ 10-20%  

          ตลาดไบโอดีเซล เป็นตลาดที่ดี และน้ำมันปาล์มเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากจะใช้ในไบโอดีเซล (B100) แล้ว ยังใช้ในการบริโภค อย่าง น้ำมันพืชบรรจุขวด ซึ่งปัจจุบันบริษัทก็มีการขายน้ำมันพืชหลายๆ แบรนด์

          ด้านคู่แข่งในธุรกิจเทรดเดอร์น้ำมันปาล์ม ก็มีอยู่แล้วแต่มองว่า จุดแข็งของผู้ประกอบการในธุรกิจนี้คือ ความน่าเชื่อถือ การส่งมอบสินค้าได้ตามต้องการ ซึ่งโอเชี่ยนฯ มองว่าบริษัทฯ มีจุดแข็งตรงนี้ มีความพร้อมในการส่งมอบสินค้า และมีคอนเน็คชั่นที่ดี

*แจงหุ้นพุ่ง เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในประสบการณ์ผู้บริหาร

          นับตั้งแต่ “ชัชชญา” เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในปี61 ราคาหุ้นก็กลับทิศจากไม่ถึงบาททะยานสู่ระดับ 4-5 บาทและ OCEAN ยังเข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายถึง 5 ครั้ง ขณะที่บริษัทยืนยันตลอดว่ายังไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่สำคัญ 

          “ชัชชญา” กล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะว่าที่ผ่านมานักลงทุน มีภาพจำบริษัทโอเชี่ยนฯ ว่ามีผลประกอบการขาดทุน และพอทางตนเองเข้ามาเพิ่มทุนและมาบริหารงานก็มาปรับปรุงโครงสร้างให้ใหม่ โดยการขายธุรกิจที่ขาดทุนและเน้นทำธุรกิจเทรดเดอร์ที่มีกำไร ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุนมีความหวัง มีความเชื่อมั่นมากขึ้นจึงตัดสินใจลงทุนในหุ้นโอเชี่ยนฯ

*ยืนยันไม่ใช่หุ้นปั่น เดินหน้าสร้างปัจจัยพื้นฐานให้ทันราคา

          “โอเชี่ยนฯ ไม่ใช่หุ้นปั่นแต่เหมือนกับว่ามีคน ให้ความเชื่อมั่นในตัวกิฟต์ (ชัชชญา) ค่อนข้างสูง ตอนนี้ก็ทำงานหนักมากในการที่จะทำให้หุ้นโอเชี่ยนฯ  Fundamental ตามราคาหุ้นขึ้นไป แล้วหลังจากนี้พอ Performance ต่างๆ เข้ามาในบริษัท และก็มีตัวเลขที่ชัดเจน มันก็จะค่อยๆ ลบความเป็นหุ้นปั่นออกไป”

          โอเชี่ยนฯ ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นที่คนจะต้อง อุปโภค บริโภค คนไทยส่วนใหญ่ 95% ก็บริโภคน้ำมันปาล์ม รถที่ใช้วิ่ง B7 ส่วนหนึ่งก็ผสม B100 มาจากน้ำมันปาล์ม จึงอยากจะให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะยังโตได้เพราะทำเกี่ยวกับสินค้าที่จำเป็น และสุดท้ายจะนำไปสู่การมี Performance ที่ดี และหลังจากนี้ บริษัทก็ยังมีแผนขยายไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมี

          “พอเราขยายจนสุดทาง ของน้ำมันปาล์ม เราก็จะขยายไปทางของปิโตรเคมี แล้วทุกอย่างเราก็ทำให้นักลงทุนเห็นว่า สิ่งที่มันขาดทุนสะสมมา เราก็เข้าไปแก้ไข โดยการประมูลขายโรงงาน แล้วเอาเงินที่ได้จากการประมูลขาย เข้ามาในบริษัทโอเชี่ยนฯ มาดำเนินธุรกิจต่อ ขยายในเรื่องของน้ำมันปาล์ม เป็นธุรกิจเทรดเดอร์ หลังจากนี้ก็จะได้เห็นโอเชี่ยนค่อยๆ มีกำไร  มี Performance มี Fundamental ที่มารองรับในราคาของตัวหุ้นที่นักลงทั้งหมด ให้ความหวัง ต้องพูดอย่างนี้ดีกว่ากับหุ้นตัวนี้ ก็คิดว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

 

*ฟังธง! หลังหลุดไซเลนต์พีเรียด สัดส่วนหุ้นไม่ลด มีแต่จะซื้อเพิ่ม

          ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนที่เข้ามาซื้อ PP จะติดไซเลนต์พีเรียด 6 เดือน จากนั้นก็จะทยอยขายได้ 25% ซึ่งในประเด็นนี้ “ชัชชญา”ยืนยันว่า จะไม่ขายหุ้นออกไปอย่างแน่นอน ในทางกลับกันสัดส่วนของชัชชญา จะเพิ่มขึ้น เพราะได้ทยอยซื้อเก็บ เนื่องจากมั่นใจในธุรกิจที่จะเข้ามาทำ

          “เราเชื่อมั่นในหุ้นของตัวเอง มีใครบิ๊กล็อตมา เราก็ซื้อเรื่อยๆ ก็อยากให้นักลงทุนทุกคนมั่นใจ เพราะว่าหุ้นโอเชี่ยนฯ จริงๆ ก็ได้ทยอยซื้อเก็บเรื่อยๆ อยู่แล้ว”

 

 

 

 





 

 

 

 

 

 

 




 



Tags:

OCEAN




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh