Special Interview

COM7 ดันมาร์จิ้นปีนี้ทะลุ 3%-รุกตลาดภูธร

COM7 ดันมาร์จิ้นปีนี้ทะลุ 3%-รุกตลาดภูธร

          จากร้านค้าปลีกเล็กๆ เพียงสาขาเดียว มีหน้าร้านขายคอมพิวเตอร์โทรศัพท์มือถือและสินค้าไอที ที่ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่าเมื่อ 22 ปีก่อน ปัจจุบันขยายสาขาครอบคลุม 65 จังหวัดในไทย ภายใต้ชื่อร้าน BaNANA, Studio7 และ Brand Shop และรุกสู่ค้าปลีกออนไลน์ภายใต้ www.bananashopping.com

          ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางการเติบโตของ บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ภายใต้การบริหารงานของ “สุระ คณิตทวีกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งทีมงาน “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” มีโอกาสได้พูดคุยเกี่ยวกับทิศทางการเติบโตของบริษัท ที่ยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2558      

 

#เพิ่มเป้ายอดขายโต 20% จากเดิม 15%

          COM7 จัดว่าเป็นบริษัทฯ ที่สามารถทำรายได้และกำไรนิวไฮทุกปีนับตั้งแต่เข้าตลาด โดยปี 2560 มียอดขาย 2.25 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 608 ล้านบาท และล่าสุดไตรมาส 2/61 มีกำไรสุทธิ 216.17 ล้านบาทโต 71.26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิ 2.96% โดยผลประกอบการทำสถิตินิวไฮต่อเนื่อง

          ส่วนภาพรวมปีนี้ “สุระ” เล่าว่าหลังประกาศงบไตรมาส 2 ที่ผ่านมา COM7 ทำยอดขายเป็นที่น่าพอใจมากคือโตราว 30% ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมทั้งปีคือโต 15% ทำให้บริษัทฯ ต้องปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายทั้งปีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวมของยอดขายที่ทำได้ดีเกินคาดในไตรมาสที่ 2    

          “ปีนี้เราน่าจะเห็นอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 15% ดังนั้น ครึ่งหลังเราก็เลยมีการประเมินและก็มีการปรับเป้าให้กับตัวเอง”

 

#ปรับ Product Mix หวังดันมาร์จิ้นปีนี้เกิน 3%

          ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น เขากล่าวว่า จะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับ 12-14% เท่ากับที่เคยทำได้ในทุกๆ ปี และอัตรากำไรสุทธิ จะพยายามรักษาให้ได้มากกว่า 3% ขึ้นไป

          “ภาพรวม GP เราก็คงจะหนี้ไม่พ้นแต่ละปีคือ 12-14% ส่วน Net Margin เราก็อาจจะเห็นประมาณ  2% กว่าๆ ถึง 3% ซึ่งบริษัทก็คงพยายามจะ maintain ให้ Net Profit Margin มันมากกว่า 3% ขึ้นไป”

          เขากล่าวว่า อัตรากำไรขั้นต้นจะค่อนข้างแกว่งตัวในแต่ละไตรมาส เนื่องจากขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ขายได้ ดังนั้น บริษัทได้พยายามปรับ Product Mix ให้ตัวสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขายได้มากขึ้น ตัวไหนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นน้อยก็จะต้องขาย accessories อื่นๆ ที่มีมาร์มาร์จิ้นสูงพ่วงไปด้วย

          ยกตัวอย่าง เช่น ไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่สินค้า Apple ขายดีที่สุด เนื่องจากว่า Apple ส่วนใหญ่จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงไตรมาส 4 แต่ว่าสินค้า Apple เป็นสินค้าที่ได้อัตรากำไรขั้นต้นน้อย  แต่ได้ยอดเงินสูงต่อชิ้น ดังนั้นเมื่อขายได้จำนวนมากแต่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ ทำให้ไปฉุดอัตรากำไรขั้นต้นรวมให้ลดลง

          “ดังนั้น สิ่งที่บริษัททำก็คือ ทุกครั้งที่ขายสินค้า Apple ไม่ว่าจะเป็นไอโฟน หรือไอแพด จะขายสินค้าอื่นตามไปด้วย อย่างพวก accessories เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงโดยเฉลี่ยจะเห็นว่า accessories มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 20-40%”

 

#มั่นใจ Q4 สดใส แม้ไร้ช้อปช่วยชาติ

          เขากล่าวว่า ไตรมาส 4 ปีนี้เชื่อว่าจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีเหมือนทุกปีเพราะเป็นไตรมาสที่ Apple ซึ่งยังเป็นที่นิยมของคนไทย ออกสินค้าใหม่ ที่จะเข้ามาขายในไทยประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน  ส่วนประเด็นช้อปช่วยชาติ ที่อาจจะไม่มีในปีนี้ เชื่อว่า ไม่ได้กระทบต่อยอดขายของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ยอดขายที่เกิดขึ้นมาจากช้อปช่วยชาติประมาณ 3% ของยอดขายในเดือนธันวาคม หรือประมาณ 40-50 ล้านบาทเท่านั้น

 

#เผยกลยุทธ์ M&A อยู่ในสายเลือด

          “สุระ” กล่าวอีกว่า กลยุทธ์ M&A “อยู่ในสายเลือด” ซึ่งบริษัททำมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่ยังเป็นบริษัทขนาดเล็กสมัยอยู่ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เมื่อคราวที่อยากจะมีสาขาเพิ่มบริษัทก็ต้องขอซื้อต่อจากคนอื่น เพื่อให้ได้ห้องเพิ่มขึ้นมา หรือบางครั้งก็อยากจะได้คนเก่งมาทำงานด้วย ก็ต้องเข้าไปเจรจา ให้มาเป็นหุ้นส่วนกัน แล้วก็มาช่วยกันทำงาน เพียงแต่ในมุมมองเขาตอนนั้นคือ อาจจะเป็นการทำ M&A ในระดับ SME ต่างจากปัจจุบันที่เป็นการมองในสเกลที่ใหญ่ขึ้น

          “ดังนั้น การเติบโตของเรา นอกจากเติบโตที่มาจากการขยายสาขา การเติบโตที่เกิดมาจากการเพิ่มฐานของลูกค้า หรือการเติบโตจากการมีสินค้าใหม่เข้ามาแล้ว การเติบโตอีกรูปแบบหนึ่งที่เราทำมาตั้งแต่แรกคือการไปคุย ไปเจรจา ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ เป็นคู่แข่ง เป็นซัพพลายเออร์ ถ้าเกิดรวมกันแล้วมันมี synergy รวมกันแล้วมันทำให้เราเติบโตได้ แข็งแรงขึ้น เราก็ยินดี”

 

#มองภาพอีก 3 ปีโอกาสโตอีกมาก เหตุยังกินส่วนแบ่งแค่ 10%

          เขามองภาพใน 3 ปีข้างหน้า ว่าน่าจะได้เห็นการเติบโตที่ยังต่อเนื่องอยู่ จาก opportunity ของตัวบริษัทเองกับธุรกิจไอที เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีทุกวันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเชื่อว่า COM7 น่าจะมีสินค้าอีกจำนวนมากที่สามารถนำมาทำการตลาดได้ และด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่มีเพียง 10% จากมูลค่าตลาดรวมของสินค้าไอทีราว 200,000 ล้านบาท จึงยังโตได้อีกมาก  

 

#เดินหน้าสาขาแฟรนไชส์ บุกฐานลูกค้าภูธร

          สำหรับเป้าหมายการขยายสาขา ปีที่แล้วบริษัทมี 424 สาขา ปีนี้ตั้งเป้าจะมีทั้งหมด 600 สาขา รวมสาขาแฟรนไชส์ 100 สาขา ซึ่งสาขาแฟรนไชส์นี้ เป็นการร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับธนาคารกสิกรไทย (KBANK) โดย KBANK จะสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับแฟรนไชส์ แม้ว่าการเปิดสาขาแบบแฟรนไชส์ จะได้กำไรน้อยกว่าการเปิดสาขาเอง แต่บริษัทก็ต้องเปิดในรูปแบบนี้เพราะไม่สามารถเข้าถึงตลาดในกลุ่มต่างจังหวัดได้ เนื่องจากบริษัทมีความถนัดในการเลือกพื้นที่ตามห้างสรรพสินค้ามากกว่า

          “ปัจจุบันนี้ยังมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปซื้อคอมฯ ซื้อมือถือ ตามตึกแถวในต่างจังหวัดที่เค้าไม่ได้เข้ามาในห้าง ซึ่งตรงนี้ยอดเยอะเหมือนกันเรียกได้ว่า 30% ของ Market Size 2 แสนล้าน เท่ากับว่ามีอยู่ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ที่กระจายอยู่ตามแบบนี้ ซึ่ง COM7 เราเข้าไม่ถึง ดังนั้น โจทย์ก็คือ เราก็ต้องพึ่งพาคนกลุ่มนี้ที่เป็นแฟรนไชส์ซี่เรา ดังนั้น ก็เลยไม่ได้มองว่า GP จะน้อย หรือมาก แต่มองว่าตัวนี้มันช่วยทำให้เราขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น ไปยังที่ที่เราเข้าไม่ถึง”

 

#ผุด “Banana outlet” ไว้ระบายสินค้าตกรุ่น

          แน่นอนว่าในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไอที การบริหารสินค้าคงคลัง เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสินค้าไอที เป็นสินค้าแฟชั่น จะตกรุ่นง่ายกว่าสินค้าประเภทอื่น ทำให้บริษัทเหล่านี้จะต้อง ตั้งสำรองด้อยค่าหากมีสินค้าเหลือค้างสต็อคมากและขายยังไม่ออกในขณะที่มูลค่าของสินค้าลดลงเรื่อยๆ  

          "BaNANA Mega Store" คือคำตอบสำหรับ COM7 ด้วยพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ เป็นสาขาที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท มีทั้งหมด 3 โซน แต่มีโซนที่น่าสนใจคือ “Banana Outlet”

          เนื่องจาก “Banana outlet” จะเป็นโซนที่รวบรวมสินค้าตกรุ่น สินค้าตัวโชว์ และลดล้างสต็อกแห่งแรกในไทยซึ่งจะช่วยให้บริษัทระบายสินค้าที่ล้าสมัยได้ออกไปได้เร็วขึ้น ลดภาระการตั้งสำรอง อันจะช่วยทำให้กำไรดีขึ้น

          Banana Outlet จะรองรับลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่อาจจะต้องการสินค้าที่ดี สเปกสูง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าล่าสุด ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก เพราะบริษัทเก็บสถิติพบว่าทุกครั้งทีมีการจัดลด ล้างสต็อค ลูกค้ากลุ่มนี้จะมาวันแรกเพื่อรีบมาดูสินค้า แต่กว่าจะได้มาดูก็ต้องรอปีหนึ่งจะมี 3 ครั้ง

 

#โบรกฯ ประเมินราคาเฉลี่ยปีนี้ราว 21 บาท

          ราคาหุ้น COM7 เคยทำ All Time High ที่ 20.30 บาท เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะลงมาเคลื่อนไหวอยู่บวิเวณ 18-19 บาทในปัจจุบัน สำรวจมุมมองนักวิเคราะห์ประเมินราคาเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ประมาณ 21 บาท

          เขากล่าวว่า เรื่องของราคาเหมาะสมขึ้นอยู่กับมุมมองของนักวิเคราะห์และนักลงทุนซึ่งนักวิเคราะห์อาจจะประเมินราคาที่แตกต่างกันไป โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พบปะกับนักวิเคราะห์หลายแห่งเพื่อจะอธิบายภาพของธุรกิจและแผนงานในอนาคต

          “ผมเอง ไม่ได้เป็นนักลงทุนหุ้นซะทีเดียว ดังนั้น การจะมาบอกว่า ราคาตรงไหนคือราคาที่ถูก ที่แพง ที่โอเค เหมาะสม อาจจะตอบยาก ผมว่าอันนี้ก็แล้วแต่ทางนักวิเคราะห์และนักลงทุนจะมอง”

 

#COM7 เป็นหุ้นเติบโตควบคู่ปันผล

          นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น COM7 จ่ายปันผลทุกปี โดยให้ยีลด์ประมาณ 2% กว่า ส่วนกำไรก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง เขาจึงมองว่าสถานะของหุ้น COM7 น่าจะเป็นหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโต ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

          “จริงๆ ก่อนหน้าเราเข้าตลาด เราก็รักษาการเติบโตได้ระดับหนึ่ง พอเราเข้าตลาด เรามี option มากขึ้น เรามีมุมมองกว้างขึ้น เรียกว่า เราก็ยังคงเติบโต เลยจะเห็นว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เรายังคงรักษาการเติบโตได้ดี จากนี้ไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็เชื่อว่าเรายังจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”

          บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา COM7 จ่ายปันผลมากกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้

          “เราเชื่อว่า ตัวบริษัทเอง เรามองหา Growth เพื่อที่ธุรกิจที่จะเติบโตต่อเนื่อง ในแง่ Dividend ก็น่าจะให้ผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นได้เช่นกัน”  

 



 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh