กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ลงทุนคริปโตอย่างชาญฉลาดต้องดูอะไรบ้าง? วิเคราะห์แบบละเอียด (ตอนที่1) โดย คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

โดย
คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
.

ลงทุนคริปโตอย่างชาญฉลาดต้องดูอะไรบ้าง? วิเคราะห์แบบละเอียด (ตอนที่1)

 

ช่วง 2-3 ปีมานี้ "คริปโตเคอร์เรนซี" มักถูกนำมาเชื่อมโยงกับ "แชร์ลูกโซ่" พร้อมกับการให้ความหวังที่จะได้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าการลงทุนปกติมากๆ ดึงดูดใจ เช่น ลงทุนบิตคอยน์แล้วกำไรดี, ทำอาร์บิทราจ (arbitrage) ได้กำไรสูง หรือแม้กระทั่งการออกเหรียญใหม่คล้ายกับบิตคอยน์ซึ่งจะมาพร้อมกับกำไรที่ดีจากการลงทุน

 

หากไม่เข้าใจแล้วกระโดดเข้าไปลงทุน อาจจะเกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ดังกรณีที่เราเห็นกันเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ

 

บทความนี้ เลยอยากจะเล่าถึงวิวัฒนาการของแชร์ลูกโซ่ ความเป็นไปได้ของการที่เราจะได้กำไรสูงๆ ตามที่มีคนชักชวน โดยอ้างว่า รูปการลงทุนนั้นๆ เกี่ยวข้องกับ "คริปโตเคอร์เรนซี" อย่างน้อย เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการใช้ตัดสินใจลงทุนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต หรือบิตคอยน์

 

"แชร์ลูกโซ่ ในต่างประเทศเรียก ธุรกิจพอนซิ (Ponzi Scheme)"

 

แชร์ลูกโซ่หรือธุรกิจพอนซิ (Ponzi Scheme) ในต่างประเทศ เป็นธุรกิจฉ้อฉลที่มักจะชักชวนโน้มน้าวนักลงทุนใหม่ๆ โดยให้สัญญาว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงแบบไม่น่าเชื่อ ในเวลาที่รวดเร็ว แต่แทนที่จะนำเงินไปลงทุนเพื่อได้ผลกำไรมาจ่ายผลตอบแทน กลับใช้เงินลงทุนใหม่จากนักลงทุนใหม่มาจ่ายให้กับนักลงทุนที่ลงทุนก่อนหน้า จึงเกิดเป้าหมายให้ชวนคนลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

บางกรณีก็จะมีผลตอบแทนให้กับคนที่ชวนคนมาลงทุนเพิ่มเป็นทอดๆ ไปด้วย และเมื่อเงินหมุนไม่ทัน ไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้ ธุรกิจก็จะล้มเหลว และก็จะเกิดเป็นเคสที่เห็นตามข่าว คือ เจ้าของเก็บเงินหนี หรือรวมกลุ่มกันฟ้องเจ้าของ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทันแล้ว และมักไม่ได้เงินคืน

 

"ถ้ากรณีแชร์ลูกโซ่ไทยนึกถึง "แม่ชม้อย" ใน ตปท.คือ พ่อชาลส์"

 

ธุรกิจพอนซิ (Ponzi Scheme) เกิดจากกรณีของนายชาลส์ พอนซี ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2463 หรือเกือบ 100 ปีที่แล้ว ได้ทำการระดมทุนเพื่อใช้ในการซื้อและขายสินค้าในต่างตลาดในเวลาเดียวกัน (arbitrage) โดยให้สัญญาว่าจะสามารถให้ผลตอบแทน 1 เท่าตัวภายในเวลาเพียง 90 วัน ซึ่งเค้าสามารถระดมทุนได้รวมถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 240 ล้านบาทคิดเทียบค่าเงินปัจจุบัน) จากผู้ลงทุน 30,000 คนภายใน 7 เดือน ก่อนที่ธุรกิจจะล้มเหลว แล้วต่อมาจึงถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปีในฐานะฉ้อฉลผ่านไปรษณีย์

 

"100 ปีผ่านไป แชร์ลูกโซ่ยังบูม แค่เปลี่ยนธุรกิจอ้างอิง ผู้คนยังหวังกำไรแบบรวดเร็ว"

 

100 ปีผ่านไป โดยเฉพาะในเมืองไทย กระแสแชร์ลูกโซ่ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในรูปแบบใกล้เคียงเดิม แต่เปลี่ยนธุรกิจไปเรื่อยๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งมักมากับจำนวนคนและจำนวนเงินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงว่าคนจำนวนมากยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน มีความหวังกับกำไรที่รวดเร็ว

 

โดยทุกครั้งผู้ทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่จะอ้างถึงการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ เช่น การขายตรง การระดมทุนเพื่อนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนซื้อสินค้าการเกษตร ลงทุนเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ การลงทุนแบบ AI ที่จะไม่มีวันขาดทุน แต่หลักๆ แล้วไม่มีใครรู้ว่าจะได้มีการนำเงินไปลงทุนจริงหรือไม่ มีเพียงผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจเป็นตัวนำ และในที่สุดก็จะจบลงในแบบเดียวกัน

 

"ช่วง 2-3 ปีมานี้ คริปโตเคอร์เรนซี ถูกนำไปเชื่อมโยงเข้ากับ แชร์ลูกโซ่"

 

และในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา บ่อยครั้งการลงทุนด้านสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี มักถูกนำมาเชื่อมโยงกับแชร์ประเภทนี้ โดยให้ความหวังที่จะได้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าการลงทุนปกติมากๆ มาเป็นจุดดึงดูด เท่าที่เห็นเมื่อพูดถึงบิตคอยน์ จะพูดถึง 3 เรื่อง คือ

 

1. ลงทุนบิตคอยน์แล้วกำไรดี

 

2. ลงทุนบิตคอยน์แบบในต่างตลาดในเวลาเดียวกันหรือที่เรียกกันว่าการทำอาร์บิทราจ(arbitrage) ได้กำไรสูงโดยไม่มีความเสี่ยง

 

3. การออกเหรียญคล้ายกับบิตคอยน์และจะทำให้มีกำไรเหมือนราคาบิตคอยน์ที่เคยทำได้มาก่อน

 

บทความนี้ เลยอยากจะเล่าเฉพาะเจาะจงไปยัง 3 เรื่องนี้ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และที่สำคัญยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ เพื่อให้อย่างน้อยเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการใช้ตัดสินใจลงทุนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ หรือคริปโตเคอเรนซีกันสักนิดนะครับ

 

"บิตคอยน์ เป็นสกุลเงินดิจิทัลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์"

 

บิตคอยน์ คือ สกุลเงินดิจิทัลแบบหนึ่งที่อยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มองง่ายๆ จะเหมือนเงินที่อยู่ในกระเป๋าเงินอิเลคโทรนิคส์ที่สามารถใช้จ่ายได้ผ่านระบบต่างๆ แต่ข้อแตกต่างของบิตคอยน์ก็คือ ไม่สามารถนำออกมาเป็นเหรียญหรือธนบัตรได้ จะต้องนำไปแลกเป็นสกุลเงินอื่นๆ ผ่านตลาดกลางเท่านั้น

 

บิตคอยน์ อยู่บนเทคโนโลยีที่เรียกว่าบล็อกเชน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษ 4 ข้อ ซึ่งผมมักจะใช้คำว่า "4 ป" คือ

 

1. ปลอดภัย : เทคโนโลยีของบิตคอยน์เป็นแบบกระจายศูนย์ (Decentralized)

เทคโนโลยีของบิตคอยน์เป็นแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ซึ่งทำให้ไม่มีใครเป็นเจ้าของคนเดียว และไม่มีใครที่จะสามารถควบคุมหรือจัดการได้ด้วยคนเพียงหนึ่งกลุ่ม เพราะข้อมูลของการใช้จ่ายหรือการโอนบิตคอยน์จะถูกเก็บกระจายไว้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ดังนั้นข้อมูลที่เรามีบิตคอยน์อยู่เท่าไหร่จะไม่สามารถถูกแก้ไขได้ บิตคอยน์จึงมีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีการสูญหายหรือถูกทำลายได้ ปัจจุบันจึงมีการยอมรับว่าบิตคอยน์มีมูลค่าได้จริงๆ

 

2. โปร่งใส : ธุรกรรมไม่สามารถย้อนกลับได้ หรือไม่สามารถแก้ไขได้

ธุรกรรมของบิตคอยน์จะไม่สามารถย้อนกลับได้ หรือไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นเมื่อมีการโอนบิตคอยน์ออกไปทุกธุรกรรมจะถูกเก็บเอาไว้ตลอดไม่มีการแก้ไขหรือสูญหาย เราจึงสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีของบิตคอยน์ยังสามารถป้องกันการใช้ซ้ำ (Double Spending) ผ่านการเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์และเทคนิค “ผู้ตรวจสอบการทำธุรกรรมซ้อน” หรือที่เราเรียกว่านักขุดบิตคอยน์ (Bitcoin Miner) เพื่อช่วยให้ทุกธุรกรรมของบิตคอยน์ที่เกิดขึ้น ต้องได้รับการยืนยันจากทุกคนในระบบก่อนว่าถูกต้อง ถึงได้รับการอนุมัติและดำเนินการได้ จึงทำให้บิตคอยน์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

3. ประหยัด : ค่าธรรมเนียมถูกมาก เมื่อเทียบกับการโอนเงินระหว่างประเทศ

ค่าธรรมเนียมการโอนของบิตคอยน์เมื่อเปรียบเทียบกับการโอนเงินระหว่างประเทศถือว่าถูกกว่ามาก ซึ่งค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับจำนวนธุรกรรมในแต่ช่วงเวลา ซึ่งประมาณ 5 บาท ถึงไม่เกิน 15 บาทต่อธุรกรรม โดยค่าธรรมเนียมจะเป็นราคาเดิมไม่ว่าจะโอนเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่

 

4. ประสิทธิภาพ : การโอนบิตคอยน์ไปยังประเทศต่างๆ ทำได้ในเวลาอันสั้น

บิตคอยน์เป็นเทคโนโลยีไร้พรมแดนผ่านเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต ทำให้การโอนบิตคอยน์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถทำได้ในเวลาอันสั้นในระดับไม่เกิน 10 นาที ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักของบิตคอยน์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลปกติที่ต้องใช้เวลานานมากในการโอนเงินระหว่างประเทศ

 

จากคุณประโยชน์ดังกล่าว บิตคอยน์จึงเริ่มเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้นเรื่อยๆ มีการแลกเปลี่ยนในตลาดกลางมากขึ้น และเกิดการใช้งานขยายวงกว้างขึ้นไปทั่วโลก และจากการยอมรับนี้เองทำให้ราคาของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ..

 

เอาไว้ตอนที่ 2 ผมจะมาวิเคราะห์ต่อว่า ณ สถานการณ์ในปัจจุบัน ถ้าหากมีใครมาชวนลงทุนบิตคอยน์แล้วบอกว่าจะได้กำไรสูงมากในเวลาอันสั้น โอกาสเป็นไปได้หรือไม่ได้ และด้วยเหตุผลอะไรบ้าง

 

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh