กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ‘ทักษะสะเต็ม’ กุญแจขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

‘ทักษะสะเต็ม’ กุญแจขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0

โดย บุญเลิศ กมลชนกกุล
หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วน  บริษัท PwC ประเทศไทย

    นับถอยหลังอีกไม่ถึงเดือนก็จะเริ่มปีพุทธศักราชใหม่แล้ว โดยช่วงโค้งสุดท้ายของปีเช่นนี้ถือเป็นเวลาทองของหลายธุรกิจ เพราะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคต่างจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการมากที่สุด และยังเป็นช่วงที่หลายบริษัทกำลังยุ่งมากที่สุดอีกด้วย เพราะต้องเร่งปิดงบการเงินประจำปี และจัดทำแผนกลยุทธ์สำหรับปีหน้า ซึ่งเมื่อพูดถึงแผนธุรกิจแล้ว ผมมีผลสำรวจ APEC CEO Survey 2018: Thailand Report - Navigating growth in the age of digital economy ที่ทาง PwC ประเทศไทย จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกมาเล่าสู่กันฟัง 

    โดยผลสำรวจฉบับนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของ APEC CEO Survey 2018: Shaping the digital future in Asia Pacific  ที่ใช้ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกจำนวนมากกว่า 1,100 ราย (รวมผู้บริหารจากประเทศไทยมากกว่า 50 ราย) ครอบคลุมหลากหลายกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เราได้รับทราบถึงมุมมองของผู้บริหาร และเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ผมเชื่อว่า ข้อมูลจากผลสำรวจนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการหลายๆ ท่านที่อาจกำลังวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจอยู่ในเวลานี้  
    ผมขอเริ่มต้นด้วยมุมมองต่อการเติบโตของรายได้ของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้ากันก่อน ผู้บริหารไทยมากกว่าครึ่ง หรือ 56% มีความเชื่อมั่นสูงว่า บริษัทของตนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น จริงอยู่ว่าเราคงไม่อาจคาดเดาผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าโลกในระยะยาวได้ แต่ในระยะสั้นความเชื่อมั่นนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังคงขยายตัว โดยศูนย์วิจัยหลายๆ สำนักคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสนับสนุนจากภายในประเทศมากกว่านอกประเทศ เช่นการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐฯ หลายโครงการที่เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มก่อสร้าง นอกจากนี้ การบริโภคภายในประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นของรัฐฯ ผ่านมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่บังคับใช้ในปีนี้ และมาตรการดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งจะเริ่มใช้ปี 2562 โดยรัฐฯ มีงบประมาณให้ถึง 1 แสนล้านบาท
    อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมอยากหยิบยกมาพูดคุยในวันนี้ คือ ความตื่นตัวต่อการเปลี่ยนเข้าสู่ดิจิทัลของธุรกิจไทย ซึ่งแม้ว่าผู้บริหารส่วนใหญ่จะตระหนักดีถึงความสำคัญของดิจิทัล แต่ยังมีผู้บริหารถึง 1 ใน 5 หรือ 20% ที่ไม่รู้ว่า ควรจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กรได้อย่างไร เปรียบเทียบกับผู้บริหารในกลุ่มเอเปกที่มีเพียง 7%
    ยิ่งไปกว่านั้น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรของผู้บริหารไทยก็ไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษและอยู่ในระดับเดียวกันกับคู่แข่งเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการลูกค้า การปฏิบัติการ การพัฒนาทักษะของพนักงาน การจัดเก็บข้อมูล การพัฒนาสินค้า และการจัดการความเสี่ยงของข้อมูล สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความตั้งใจของผู้บริหารไทยนั้นมี แต่ไอคิวทางด้านดิจิทัลนั้นยังไม่มากพอ ผู้บริหารหลายรายยังไม่มีความเข้าใจเทคโนโลยีในเชิงลึก จึงไม่รู้ว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน

    อีกเรื่องที่ต้องพูดถึง คือการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะดิจิทัล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญ เพราะวันนี้รูปแบบการทำงานในหลายอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไป โดยมีคนเป็นผู้ควบคุมอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมอยู่ด้วย ดังนั้น ในอนาคตที่กำลังจะมาถึง พนักงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลจะยิ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยทักษะเหล่านี้ จะได้มาจากการเรียนการสอนผ่านรูปแบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ หรือ STEM Education (Science, Technology, Engineering and Mathematics) ซึ่งควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ควบคู่ไปกับการมีทักษะที่สำคัญอื่นๆ เช่น ทักษะในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นต้น 
    นี่จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทั้งผู้บริหารไทย (81%) และผู้บริหารในกลุ่มเอเปก (65%) มีความเห็นตรงกันว่า ภาครัฐควรเพิ่มมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาในรูปแบบนี้ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    ส่วนตัวผมเองมองว่า สะเต็มศึกษา คือ การเตรียมแรงงานของชาติให้พร้อมกับยุคดิจิทัล โดยรัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐานการศึกษาที่เอื้อให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยองค์ความรู้ทั้ง 4 ด้านนี้ต้องมีความเชื่อมโยงกัน และต้องถูกนำไปพัฒนาเพื่อใช้การแก้ปัญหาทั้งในชีวิตจริงและที่ทำงานได้ ขณะที่ภาคเอกชนเองก็ต้องสนับสนุนพนักงานให้เพิ่มพูนทักษะทางด้านดิจิทัลของตนเอง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ได้แสดงความสามารถรวมทั้งส่งเสริมความก้าวหน้าในสายอาชีพ 
    ดังนั้น ผู้บริหารควรคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ เพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจในปี 2562 ประกอบด้วย 1. การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรให้เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล 2. การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับประเภทของธุรกิจ โดยยึดหลักการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า และ 3. การ Reskill และ Retrain ทักษะของพนักงาน โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะสะเต็ม ส่งเสริมให้พนักงานได้คิดและแก้ปัญหาเชิงคิดวิเคราะห์ สร้างวัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็น หรือ เสนอแนวความคิดใหม่ๆ ผมเชื่อว่า หากสิ่งเหล่านี้ถูกบรรจุในแผนกลยุทธ์ของผู้บริหารท่านใด ก็จะเหมือนเป็นการติดปีกให้กับธุรกิจไทยได้มีความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มประสิทธิภาพในยุคดิจิทัลเฉกเช่นทุกวันนี้
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh