กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ยกระดับองค์กรสู่ดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีบริหารทรัพยากรบุคคล โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

ยกระดับองค์กรสู่ดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีบริหารทรัพยากรบุคคล

 โดย จิรพล ตังทัตสวัสดิ์
ผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย  

          ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้บริหารหลายรายมีการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลกันอย่างคึกคัก โดยที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนไม่น้อยมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านฝ่ายต้อนรับส่วนหน้า (Front office) ที่ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้า รวมไปถึงพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า (Customer experience) หรือปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กร โดยนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางออนไลน์, ระบบออโตเมชัน และ ระบบธุรกิจอัตโนมัติ (Business intelligence) มาใช้ 

          อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญที่มากับการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลที่ว่านี้ คือ ช่องว่างทางทักษะ (Skill gap) ของตลาดแรงงานที่มีต่อประเภทของงาน โดยผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกครั้งที่ 22 ประจำปี 2562 ของ PwC พบว่า กว่า 80% ของผู้บริหารที่ทำการสำรวจ มีความกังวลต่อช่องว่างทางทักษะของพนักงาน และเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากระยะ 5 ปีที่ผ่านมาด้วย ขณะที่ 50% ของซีอีโอยังให้ความเห็นด้วยว่า ช่องว่างทางทักษะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากร รวมไปถึง คุณภาพของการให้บริการ และ/หรือประสบการณ์ของลูกค้า นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลของส่วนงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HR transformation) 

          ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลที่หลายองค์กรได้นำมาใช้ประกอบไปด้วย ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลบนคลาวด์ (Cloud-based Human Capital Managment (HCM) platform) การวิเคราะห์ข้อมูลบุคคล (People analytics) และแรงงานดิจิทัล (Digital workforce) 

          สำหรับระบบบริหารทรัพยากรบุคคลบนคลาวด์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงอยู่ในเวลานี้ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้จัดการทางธุรกิจ (Business manager) สามารถเป็นผู้จัดการบุคคล (People manager) ได้อย่างไม่ยาก โดยระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่ดีนั้น จะต้องมีการเก็บข้อมูลพนักงานอย่างเต็มรูปแบบ พนักงานต้องสามารถเข้าถึงระบบได้อย่างสะดวก และต้องสอดคล้องกับวงจรชีวิตของพวกเขา เริ่มตั้งแต่การบันทึกข้อมูลพื้นฐานของพนักงานตั้งแต่ยังเป็นผู้สมัครงาน ไปจนถึงวันที่เริ่มต้นเป็นพนักงานขององค์กร (Onboarding) นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึงการจัดการทรัพยากรบุคคลทั่วๆ ไป  การฝึกอบรมและการพัฒนา การเลื่อนตำแหน่ง ไปจนถึงการสิ้นสภาพการเป็นพนักงาน เมื่อเวลาที่พนักงานลาออกจากงาน
 
          นอกจากนี้ การที่ระบบอยู่บนคลาวด์ยังช่วยให้หัวหน้างานสามารถเข้าถึงรายละเอียดของตำแหน่งงานและประวัติพนักงานที่ไหน เมื่อไหร่ บนอุปกรณ์อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน  หรือแท็บเล็ต นี่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการจัดรับพนักงาน การประเมินผลงาน การอนุมัติลา หรือแม้กระทั่งการเลื่อนตำแหน่งได้ด้วยตนเอง

          ในปัจจุบัน ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลบนคลาวด์ที่กำลังเป็นที่นิยมคงหนีไม่พ้น ระบบเวิร์กเดย์ (Workday) ซึ่ง PwC เองก็เริ่มนำใช้มาตั้งแต่ปี 2560 นี่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับพนักงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาเจ้าหน้าที่เอชอาร์ และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลบนคลาวด์ ช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ทุกที่ ทุกเวลา โดยลดข้อจำกัดว่า ต้องอยู่บนเครือข่ายของบริษัทเท่านั้น ผู้บริหารยังสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่บนระบบมาช่วยในการวางแผนกำลังพล ระบุช่องว่างทางทักษะ วางแผนการฝึกอบรม และโยกย้ายพนักงาน เพื่อปิดหรือลดช่องว่างทางทักษะได้อีกด้วย

          ข้อดีอีกอย่างของระบบเวิร์กเดย์คือ ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงข้อมูลของพนักงาน (Insight) ได้ดีขึ้น ผ่านความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบุคคล เพราะช่วยผู้บริหารลดช่องว่างทางทักษะของตำแหน่งงาน ด้วยการแสดงให้เห็นถึงความต้องการด้านทักษะของตำแหน่งงานนั้น เปรียบเทียบกับทักษะของพนักงานในตำแหน่งงาน และสามารถให้คำเสนอแนะเพื่อให้พนักงานท่านนั้นนำไปปรับปรุงได้ 

          ระบบสามารถนำข้อมูลในอดีตมาวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อตอบโจทย์งานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และยังสามารถคาดเดาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อช่วยให้นายจ้างลดความเสี่ยงในการบริหารธุรกิจ

          อีกหนึ่งเทคโนโลยีเกี่ยวกับงานบริหารทรัพยากรบุคคลที่อยากหยิบยกมาแนะนำในวันนี้ คือ แรงงานดิจิทัล หรือหลายท่านอาจจะรู้จักกันดีในชื่อของระบบอัตโนมัติ (Robotic process automation: RPA) ซึ่งเราสามารถสร้างบอท (Bot) ที่สามารถทำงานบางอย่างได้เสมือนพนักงานคนหนึ่งในองค์กร ในบางครั้ง เมื่อผู้บริหารระบุได้ว่า ช่องว่างทางทักษะขององค์กรคืออะไร ทางออกอาจจะไม่ได้มีเพียงแค่การเพิ่มทักษะ (Reskill) ของพนักงาน หรือว่าจ้าง (Recruit) พนักงานใหม่เท่านั้น หากแต่ว่าองค์กรอาจจะพัฒนาแรงงานดิจิทัลสำหรับงานประเภทที่มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน ใช้เวลาปฏิบัติงานนาน และเป็นงานซ้ำๆ ที่ต้องทำเป็นประจำขึ้นมาเองได้ ซึ่งแรงงานดิจิทัลสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ยกตัวอย่าง เช่น งานกรอกข้อมูลเข้าระบบ (Enterprise Resource Planning: ERP) ขององค์กร ซึ่งเราสามารถสอนให้บอทอ่านเอกสาร วางบิลของคู่ค้าจำนวนมาก และป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ ERP ได้อย่างรวดเร็ว

          มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีบริหารทรัพยากรบุคคลแต่ละประเภทนั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรจะเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในการพัฒนางานด้านบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งหากเราสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับการบริหารทรัพยากรบุคคลและงานด้านอื่นๆ ภายในองค์กรแล้ว ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อีกด้วย







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh