กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน การเก็บรักษาทรัพย์สิน คริปโต (Crypto) โดย คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

โดย
คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
.

การเก็บรักษาทรัพย์สิน คริปโต (Crypto)

 

“ถ้าเราลืม Private Key บน Blockchain จะไม่มีใครสามารถออกใหม่ให้เราได้เพราะเราเป็นคนเดียวในโลกที่รู้ Private Key นั้น และเงินที่อยู่ในบัญชีนั้นจะหายไปตลอดกาล”  

 

หลังจากที่ลิบรา (Libra) เปิดตัวออกมา ทำให้จุดกระแสความสนใจของคริปโตเคอเรนซีกลับมาอีกครั้ง เพราะคราวนี้ลิบรา ซึ่งไม่ได้แค่เพียงสร้างโดย Facebook และกลุ่มธุรกิจกว่า 26 บริษัทใหญ่ทั่วโลก ที่มีผู้ใช้อยู่แล้วหลายพันล้านคน แต่ในเชิงเทคโนโลยี ยังได้ทำลายกำแพงปัญหาของคริปโตในหลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความผันผวนของราคา ความเร็วในการโอน และค่าธรรมเนีมในการโอน จึงเป็นจุดสำคัญที่หลายๆ ฝ่ายเริ่มคิดว่าคริปโตเคอเรนซี น่าจะเข้าสู่กระแสหลักของโลกได้จริง และทำให้คริปโตเคอเรนซีเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ

 

คำถามแรกๆ ที่มีก็คือ เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะดูแลคริปโตของเราได้ยังไงดี วันนี้เลยอยากจะมาเล่าถึงกระเป๋าที่ใช้เก็บเหรียญคริปโตกันครับ เหรียญคริปโตก็เหมือนกับเงินที่ต้องมีกระเป๋าเอาไว้เก็บ เอาไว้ใช้จ่าย แต่ข้อต่างก็คือ กระเป๋าคริปโตจะเป็นแอปพลิเคชันคล้ายๆ กับแอปพลิเคชัน E-Banking ของธนาคาร ที่สามารถดูได้ว่ากระเป๋าของเรามีเหรียญอยู่เท่าไหร่ และสามารถโอนเหรียญไปมาได้ 

   

ตัวเหรียญคริปโต จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ในกระเป๋าที่เรามี แต่กระเป๋านี้จะเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้เราเข้าไปดูข้อมูลและทำธุรกรรมบนบัญชีของเราที่เก็บอยู่บน Blockchain ได้

 

ในเชิงเทคนิคกระเป๋าคริปโตจะเป็น Software ที่ใช้เก็บกุญแจ (Key) ที่เราจำเป็นต้องใช้ เพื่อเข้าไปดูข้อมูลและทำธุรกรรมที่อยู่บน Blockchain นั้นๆ โดยกุญแจของกระเป๋าจะแบ่งเป็นสองกุญแจ คือ Public Key กับ Private Key ซึ่งเป็นชุดรหัสตัวเลขสองชุดไม่ซ้ำกัน ที่ต้องใช้ทำงานร่วมกันในแต่ละกระเป๋า

 

Public Key จะเป็นเหมือนเลขที่บัญชีธนาคารหรือบางคนจะเรียกว่า Address โดยใครที่มี Address ของเรา ก็จะสามารถโอนเหรียญมาที่เราได้

 

Private key จะเป็นเหมือนลายเซ็นของเจ้าของบัญชี สิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกความเป็นเจ้าของ Wallet แต่ละ Wallet  เปรียบเสมือนกับรหัสผ่านของ E-Banking ดังนั้น Private Key จึงเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก ถ้าใครรู้ก็จะสามารถเข้า Account ของเรา และนำเหรียญไปใช้ได้เลย และในอีกทางถ้าเราลืม Private Key ไป เราก็จะไม่สามารถใช้เหรียญใน Address นั้นๆ ได้อีก 

 

“การเก็บรักษา Private Key นี้ล่ะคือจุดสำคัญที่สุด! ในกระบวนการทุกอย่างของคริปโตเคอเรนซี เพราะถ้าเป็นเงินที่อยู่ในธนาคาร เวลาเราลืม Password เราจะสามารถขอให้ธนาคารออก Password ใหม่ให้เราได้ แต่ถ้าเราลืม Private Key บน Blockchain จะไม่มีใครสามารถออกใหม่ให้เราได้ เพราะเราเป็นคนเดียวในโลกที่รู้ Private Key นั้น และเงินที่อยู่ในบัญชีนั้นจะหายไปตลอดกาล” 

 

ดังนั้น กระเป๋าคริปโตรูปแบบต่างๆ จึงได้ถูกสร้างชึ้นโดยมีการเก็บรักษา Private Key ที่ต่างกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ให้มากที่สุด ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน กระเป๋าคริปโตถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ Hot Wallet และ Cold Wallet อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ  Hot Wallet คือกระเป๋าที่ต่ออยู่กับ Internet ในขณะที่ Cold Wallet ไม่ได้ต่อกับ Internet

 

*Hot Wallet

เมื่อ Hot Wallet คือกระเป๋าที่ต่ออยู่กับ Internet การเข้าถึงและใช้งานก็จะง่าย เหมาะกับการใช้งานประจำวัน เช่น การเทรด หรือการใช้จ่ายประจำวัน และเมื่อเป็นกระเป๋าที่อยู่บน Internet จึงไม่มีอะไรปลอดภัย 100% จึงมีความเสียงสูงที่จะเกิดการ Hack ได้  ตัวอย่างของกระเป๋า Hot Wallet คือ Online Wallet, Desktop Wallet และก็ Mobile Wallet

 

- Online Wallet 

กระเป๋าแบบนี้เป็นรูปแบบที่สะดวกกับผู้ใช้มากที่สุด เพราะ  Private Key จะถูกเก็บและดูแลโดยผู้ให้บริการ ดังนั้นผู้ใช้งานก็เพียงเข้าโดยใช้ Username และ Password เหมือนการใช้บริการ Website ทั่วไป  

 

ข้อดี สะดวกสะบายในการใช้งาน และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการดูแล Private key

ข้อเสีย ซึ่งความสะดวกสบายนี้ก็แลกมาด้วยความเสี่ยง เพราะว่าถ้าผู้ให้บริการมีปัญหาหรือหนีหายไป ก็จะไม่สามารถทำอะไรกับกระเป๋าเงินนั้นได้เลย 

ตัวอย่าง กระเป๋าเงินบน Exchange ต่างๆ เช่น Bx.in.th, Satang.pro, Bitkub.com, Binance.com และกระเป๋าเงินคริปโตบนเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Coins.co.th เป็นต้น

 

- Desktop Wallet และ Mobile Wallet

กระเป๋าสองแบบนี้คล้ายกัน คือ จะเป็นโปรแกรมที่ผู้ใช้จะต้อง Download มาลงไว้บนเครื่องมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ และจะทำการเก็บ Private Key ไว้บนอุปกรณ์นั้นเลย กระเป๋าประเภทนี้ส่วนใหญ่ผู้ใช้ต้องดูแล Private Key ด้วยตัวเอง และจะมี Recovery Phrase เพื่อใช้ Back up เมื่ออุปกรณ์มีปัญหา แม้ว่าจะต้องใช้งานผ่าน Internet แต่อย่างไรกระเป๋าประเภทนี้ต้องถือว่าปลอดภัยกว่า Online Wallet 

 

ข้อดี มีความปลอดภัยเพราะได้ดูแล Private Key ด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงเราสามารถจัดการกระเป๋าของเราได้เอง และส่วนใหญ่มี Features ที่มากกว่าแบบ Online Wallet เช่น สนับสนุนหลาย Crypto Currency ในกระเป๋าเดียว (Universal Wallet), มีรายงาน Portfolio ที่สวยงาม 

ข้อเสีย เนื่องจาก Private Key ถูกเก็บไว้บนเครื่อง จึงมีความเสี่ยงจากไวรัสหรือ Malware ที่ทำให้เครื่องเสียหาย หรือจากการทำหายได้ 

ตัวอย่าง กระเป๋า Desktop Wallet เช่น  Copay, Jaxx, Electrum, Atomic และกระเป๋า Mobile Wallet เช่น  Exodus, Coinomi, Mycelium, Blockchain

 

*Cold Wallet

Cold Wallet ก็จะตรงข้ามกับ Hot Wallet คือ ไม่ได้ต่อกับ Internet ตลอดเวลา ซึ่งการใช้งานจะยุ่งยากกว่า ผู้ใช้จะต้องรับผิดชอบดูแล Private Key เอง แต่ก็ได้มาซึ่งความปลอดภัยจากการ Hack ตัวอย่างของ Cold Wallet คือ Hardware Wallet และ Paper Wallet

 

- Hardware Wallet

กระเป๋าแบบนี้จะเป็นกระเป๋าที่มีความปลอดภัยสูงและเป็นที่นิยมมากที่สุด โดยเป็นอุปกรณ์พิเศษแยกออกมารูปร่างคล้ายๆ USB Drive ที่มีช่องแสดงหน้าจออยู่ด้วย  ซึ่ง Private Key จะถูกเก็บอยู่ในอุปกรณ์พิเศษอยู่นี้ และจะทำงานร่วมกันกับ Software บนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือมือถือ 

 

ข้อดี เนื่องจาก Private Key จะอยู่ในอุปกรณ์ที่แยกออกมาเท่านั้น จึงปลอดภัยจากการ Hack หรือขโมยจาก Internet และการทำงานทุกครั้งต้องต่อกับคอมพิวเตอร์หรือมือถือซึ่งจะมี PIN หรือ Password เพื่อยืนยันตัวตนผู้ใช้งานอีกครั้ง

ข้อเสีย เป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมที่มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ 

ตัวอย่าง  Trezor Model T, Ledger Nano S, KeepKey

 

- Paper Wallet 

กระเป๋าที่พิมพ์ทั้ง Public Key กับ Private Key ออกมาเป็นกระดาษซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ QR Code  

 

ข้อดี จะปลอดภัยสูงสุดจากการ Hack หรือขโมยจาก Internet แต่ก็มาอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้งานเต็มๆ

ข้อเสีย ไม่สามารถใช้งานได้ทันที และเนื่องจากเป็นกระดาษจะมีความเสี่ยงอีกแบบ ไม่ว่าจะโดนขโมยจริงๆ หรือถูกทำลายได้ง่ายจากอุบัติเหตุต่างๆ

ตัวอย่าง BitAddressor หรือ Bitcoinpaperwallet 

 

แล้วเราจะเลือก Wallet แบบไหนดี?

จากข้อดีข้อเสียของ Wallet แต่ละแบบ เมื่อเราจะเลือก Wallet สักแบบก็ควรจะต้องเหมาะสมกับการใช้งาน และจุดสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของทรัพย์สินของเรา ไม่มีกระเป๋าแบบไหนแบบเดียวที่จะเหมาะกับทุกคน และไม่มีกระเป๋าแบบไหนปลอดภัย 100% ตัวอย่างง่ายๆ แบบนึงก็ให้มองเหมือนกับการเก็บเงินในชีวิตประจำวัน คือ ถ้าเราเก็บเงินส่วนใหญ่ไว้ในตู้เซฟ และนำออกมาบางส่วนเท่านั้นมาใส่ในกระเป๋าเงินเพื่อใช้จ่าย

 

ดังนั้น การเก็บคริปโตไว้แบบระยะยาวไม่ค่อยใช้เหมือนกับเก็บในตู้เซฟ ก็ควรจะเลือกกระเป๋าแบบ Cold Wallet เช่น Hardware Wallet หรือ Paper Wallet  และสำหรับคริปโตที่เราต้องการนำมาใช้หรือเทรดจึงค่อยเอาออกมาบางส่วนมาบน Hot Wallet ใน Online Wallet ทั้งหลาย เป็นต้น 

 

สุดท้ายเทคโนโลยีของกระเป๋าเงินคริปโตในแต่ละประเภทก็มีพัฒนาการตลอดเวลา และก็ยังมีหลาย Brand ให้เลือกอีกต่างหาก ดังนั้นเมื่อเราเริ่มตัดสินใจเข้าสู่โลกของคริปโต คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเข้าใจในการทำงานของแต่ละกระเป๋า เพื่อเลือกกระเป๋าเงินที่น่าเชื่อถือและเหมาะที่จะดูแลสินทรัพย์ของเรามากที่สุด

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh