กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ส่อง Top 100 บริษัทมาร์เก็ตแคปสูงสุดของโลก โดย PWC .

โดย
PWC .

:PWC
.

ส่อง Top 100 บริษัทมาร์เก็ตแคปสูงสุดของโลก

โดย บุญเลิศ กมลชนกกุล
หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน
บริษัท PwC ประเทศไทย 

    เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้อ่านรายงาน Global Top 100 companies by market capitalisation1 ของ PwC ที่ได้ทำการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลของ 100 อันดับบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalisation) สูงสุดของโลก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562  ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลจากทั้ง Bloomberg และ CB Insights โดยข้อมูลที่ได้มีความน่าสนใจมาก เพราะทำให้เราสามารถมองเห็นเทรนด์การเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทชั้นนำของโลกได้เป็นอย่างดี ผมจึงขอนำข้อมูลที่เป็นไฮไลท์จากรายงานฉบับนี้ มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

    มาเริ่มกันที่การเติบโตของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม หรือ ‘มาร์เก็ตแคป’ ของบริษัทใน Top 100 ทั่วโลก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 ที่ 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่โต 15% อย่างไรก็ดี บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปสูงที่สุดของโลกในปีนี้ แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Apple โดยรายงานระบุว่า Microsoft มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปสูงถึง 9.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 29% ขณะที่ Apple มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปที่ 8.96 แสนล้านดอลลาร์ และนี่ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีที่ Apple ไม่ได้ขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 
    สำหรับ สาเหตุหลักที่ทำให้ Microsoft คว้าแชมป์ไปครอง น่าจะเป็นผลมาจากความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่การเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งส่งผลให้ Microsoft เติบโตได้แบบก้าวกระโดด ในส่วนของ Apple ที่แม้จะเสียแชมป์ไป แต่ยังคงเป็นบริษัทที่คืนผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นมากกว่าบริษัทอื่นๆ โดยมีมูลค่าสูงถึง 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2561 เปรียบเทียบกับ  3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2560
     นอกจาก 2 บริษัทยักษ์ใหญ่นี้แล้ว Amazon (8.75 แสนล้านดอลลาร์) Alphabet (8.17 แสนล้านดอลลาร์) Berkshire Hathaway (4.94 แสนล้านดอลลาร์) และ Facebook (4.76 แสนล้านดอลลาร์) ยังครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 3 ถึง 6 ตามลำดับไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปีก่อน และเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า บริษัททั้ง 6 อันดับ ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทสัญชาติสหรัฐอเมริกาด้วยกันทั้งสิ้น 


    เมื่อมาดูกลุ่มประเทศที่มีบริษัทที่ติดอันดับใน Top 100 มากที่สุด 3 อันดับแรกพบว่า มากกว่าครึ่งหรือ 54 บริษัทเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน รองลงมาเป็น บริษัทสัญชาติจีนจำนวน 15 บริษัท โดยแน่นอนว่า Alibaba เป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดของจีนโดยมีมูลค่า  4.72 แสนล้านดอลลาร์ และอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก อย่างไรก็ตาม มูลค่าตลาดรวมของจีนโดยรวมลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ตามมาด้วยอันดับที่ 3 สหราชอาณาจักร มีจำนวน 6 บริษัทท่ามกลางความกังวลเรื่องของ Brexit สำหรับประเทศน้องใหม่ที่ติด Top 100 ในปีนี้ ได้แก่ อินเดีย และ ซาอุดิอาระเบีย โดยแม้อินเดียจะมีบริษัทที่ติด Top 100 เพียง 2 รายได้แก่ Reliance Industries และ Tata Consultancy แต่ภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ช่วยผลักดันให้มาร์เก็ตแคปของบริษัทอินเดียเติบโตถึง 37% หรือมีมูลค่า 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์
    สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบริษัทที่ติดอันดับใน Top 100 มากที่สุด 3 อันดับแรกพบว่า กลุ่มเทคโนโลยี มีมูลค่าตลาดรวมมากที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่ 3 อย่างไม่น่าแปลกใจ และน่าจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เมื่อดูจากเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นพบว่า กลุ่มบริการด้านสุขภาพ (Healthcare) โทรคมนาคม (Telecommunications) และบริการลูกค้า (Consumer Services) กลับมีการเติบโตถึง 15% เปรียบเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีที่เพียง 6% รายงานยังระบุด้วยว่า กลุ่มที่มีการเติบโตอ่อนแอที่สุดในปีนี้คือ กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financials) โดยมีมูลค่าตลาดรวมลดลง 3%
    ถึงแม้ว่าบริษัทไทยจะไม่ได้ติด Top 100 เหมือนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กล่าวมา แต่วิวัฒนาการของตลาดหุ้นไทยในวันนี้เรียกได้ว่าไม่แพ้ชาติอื่นๆ โดยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย2 พบว่า ณ 30 มิถุนายน 2562 มูลค่ารวมตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท (5.88 แสนล้านดอลลาร์) หรือเพิ่มขึ้น 10.9% จากสิ้นปี 2561 และสูงเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคอาเซียนรองจากสิงคโปร์ นอกจากนี้ ไทยยังมีจำนวนบริษัทจดทะเบียนรวมกันทั้งสิ้น 712 บริษัท โดยสูงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียนรองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ เมื่อพิจารณาในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสภาพคล่องสูงสุดในอาเซียน และยังมีมูลค่าการระดมทุนสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากมาเลเซียแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากทั้งภายในและภายนอกอย่างที่ทุกท่านทราบ

    ผมหวังว่า สิ่งที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดทุนและกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทุกคนยังคงต้องจับตาในระยะต่อไป คือ ความตึงเครียดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงเหตุการณ์ประท้วงในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย เพราะทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแน่นอน
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh