กุนซือโลกการเงิน

| 13 มิถุนายน 2560

โดย
PWC .

:PWC
.

โอกาสแฝงในอุตสาหกรรมการเกษตรไทย

 โดย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์  
หัวหน้าฝ่ายงาน Clients and Markets บริษัท PwC ประเทศไทย

 
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไทยเป็นหนึ่งใน ‘ประเทศเกษตรกรรม’ ชั้นนำของโลก  
    จากรายงานประจำปี Winning in maturing markets ของ PwC ระบุว่า อุตสาหกรรมการเกษตรมีความสำคัญต่อการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนแรงงานทั้งหมดของประเทศ ล้วนเป็นแรงงานที่มาจากภาคการเกษตร เปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ที่มีแรงงานในกลุ่มนี้เพียง 1-2% เท่านั้น


     อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกรรมของไทยยังคงไม่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตในอนาคตได้ เพราะไทยมีระบบชลประทานเพียง 40% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด ในขณะที่ผลผลิตธัญพืชมีปริมาณเพียง 3,600 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ซึ่งน้อยกว่าผลผลิตโดยเฉลี่ยของโลกที่ราว 3,886 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์
    ดังนั้น กลุ่มประเทศตลาดเติบโตสูง (Emerging markets) ทั่วโลกรวมถึงไทยเอง จำเป็นจะต้องพัฒนาศักยภาพและยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรไปอีกขั้น โดยการนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร กลายเป็นแนวทางหนึ่งที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2558 ยกตัวอย่าง เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีเม็ดเงินลงทุนในด้านนี้สูงถึง 4,600 ล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปี 2557 ตามด้วย ประเทศในเอเชียที่น่าจับตาอย่างจีน ในอันดับที่ 2 และอินเดีย ในอันดับที่ 8 
      นี่จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ หรือมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคุณภาพต่างๆ สามารถเข้าไปเจาะตลาด    อุตสาหกรรมการเกษตรได้ โดยบทความคราวนี้ ผมขอยกตัวอย่าง เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรที่น่าสนใจสัก 3 ประเภทเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีที่โดดเด่น คงหนีไม่พ้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถส่งข้อมูลระหว่างกันผ่านการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
      เทคโนโลยีประเภทที่ 1 ได้แก่ บริการเสริมด้านการเกษตรผ่านระบบมือถือ (Mobile Value Added Services: MVAS) เนื่องจากปัจจุบันอัตราการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บแล็ตเติบโตสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเข้ามาทำตลาดเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของการเข้าถึงข้อมูล หรือความรู้ใหม่ๆ ในการทำการเกษตรและข้อมูลที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทาน  

    หน้าที่หลักของ MVAS คือ การเป็น ‘ตัวเชื่อม’ เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล และยังมีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่จำเป็น เช่น ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลของผู้ซื้อ และราคาในแบบเรียลไทม์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เกษตรกรสามารถปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดการพึ่งพา ‘พ่อค้าคนกลาง’ ในการกระจายสินค้าอีกด้วย นอกจากนี้ MVAS ยังรองรับกระบวนการกำจัดของเสีย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรจัดการกระบวนการกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านบริการระบบการติดตาม (Tracking) และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

    จากแนวโน้มการเติบโตของผู้ใช้บริการแบบโมบายและความต้องการในการใช้งาน MVAS ของอุตสาหกรรมการเกษตรดังกล่าว ทำให้เกิดโอกาสในการทำตลาดในรูปแบบใหม่ของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยผู้ประกอบการสามารถขยายพื้นที่การใช้บริการไปยังพื้นที่ห่างไกล ผ่านการบริการข้อมูลเชิงลึก ทำให้เกิดช่องทางในการสร้างรายได้และสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความภักดีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น 
การเพิ่มยอดขายจากการให้บริการหรือขายสินค้าประเภทอื่น (Cross-Sell) ให้กับลูกค้าในตลาดในพื้นที่ห่างไกลที่ยังมีผู้เล่นน้อยอยู่ จะยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดในเมืองที่ใกล้ถึงจุดอิ่มตัว หรือมีการแข่งขันสูงอีกด้วย 
    เทคโนโลยีถัดมา คือ เทคโนโลยีที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถส่งข้อมูลระหว่างกันผ่านแอปพลิเคชัน (Machine-to-Machine Application : M2M) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจและเริ่มมีการใช้งานจริงแล้วในกลุ่มประเทศตลาดเติบโตสูง เช่น จีน อินเดีย และบราซิล โดยส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อวัดสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชและสังเกตการณ์ระบบการทำการเกษตร เช่น ระบบการจัดการน้ำ และเครื่องจักรประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้ในระบบชลประทานเพื่อการจัดสรรน้ำให้มีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้งานสามารถสั่งการจากทางไกลได้  
    การเพิ่มขึ้นของการใช้งาน M2M นอกจากจะเป็นโอกาสให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ให้บริการโซลูชันส์ M2M ผู้ผลิตอุปกรณ์เพื่อรองรับการใช้งาน M2M ผู้ผลิตโมดูลและชิปเซ็ต รวมถึงสตาร์ทอัพที่สนใจพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมการเกษตรรายอื่นๆ อีกด้วย
    เทคโนโลยีตัวสุดท้ายที่หากไม่พูดถึงคงตกเทรนด์แย่ นั่นคือ อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) หรือ โดรน (Drone) ซึ่ง PwC ได้จัดอันดับให้โดรนเป็น 1 ใน 8 เทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมการทำธุรกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยบริษัทต่างๆในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร ได้ใช้ประโยชน์จากโดรนในการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของตน โดยเฉพาะการนำโดรนมาใช้เพื่อสำรวจพื้นที่การเกษตรที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ รวมทั้งวิเคราะห์ดิน การเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ รวมถึง การคาดการณ์เวลาในการเก็บเกี่ยวได้อย่างแม่นยำ 
    และด้วยความสามารถในการสร้างแผนที่ในรูปแบบสามมิติ (3D Mapping) ของโดรน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ข้อมูลพืชพันธุ์ และวางแผนในการเพาะปลูกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ โดรนยังช่วยประเมินคุณภาพของพืชพันธุ์ รวมทั้งตรวจหาแบคทีเรีย หรือการติดเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมเชื่อว่า เทรนด์ของการใช้โดรนในอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะยิ่งแพร่หลายมากขึ้นในระยะข้างหน้า

    จากเทคโนโลยีทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้น น่าจะฉายภาพให้ผู้อ่านเห็นถึง ‘โอกาสทางธุรกิจที่แฝงอยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตรไทย’ได้ชัดขึ้น สุดท้ายแล้ว หากผู้ประกอบการท่านใดสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และฉวยโอกาสในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้กับธุรกิจของตนได้ก่อน แน่นอนว่ากิจการของท่านจะยิ่งมีศักยภาพและความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ในยุคของการแข่งขันบนโลกดิจิทัลหมุนเร็วเฉกเช่นทุกวันนี้                             

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh