กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน DeFi จุดเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงิน 2.0 โดย คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

โดย
คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
.

DeFi จุดเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงิน 2.0

 

โดย วรพจน์ ธาราศิริสกุล  CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด

      สวัสดีครับ หลังจากที่เคยได้เล่าเรื่อง DeFi ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากับระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) มาทำให้ระบบการเงินในยุค 1.0 อย่างที่เราคุ้นเคยผ่านธนาคาร (เป็นตัวกลาง)มาเป็นระบบอัจฉริยะที่น่าเชื่อถือ  ซึ่ง DeFi เป็นระบบที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งคนกลาง แต่จะขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้แอปพลิเคชั่นบน DeFi สามารถนำเสนอบริการทางการเงินโดยตรงไปยังลูกค้าและในราคาที่ถูกลง บริการได้แบบ 24/7 เป็น Open Finance หรือการเงินระบบเปิดแบบไร้พรมแดนจริงๆ 

หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โลกการเงินยุค

2.0   บทความที่เกี่ยวข้อง : Decentralized Finance(DeFi) หรือจะสิ้นยุค Bank  

      แต่ไม่น่าเชื่อครับ! ว่าผ่านไปเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ก็ได้เกิดเรื่องน่าตื่นเต้นมากมายในวงการ DeFi ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ จนอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบยกมาเล่า เพื่อให้เราได้เห็นภาพของ DeFi ที่ชัดเจนมากขึ้น และที่สำคัญบอกได้เลยว่า...มันไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไปแล้ว 

1.DeFi เติบโตกว่า 5 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 เดือน

      การกู้ยืมนั้นในโลกของ DeFi สามารถดูได้จากคริปโทเคอเรนซีที่ถูกล็อคไว้เพื่อนำมาค้ำประกัน  จากบทความที่แล้ว ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 มีจำนวนคริปโทเคอเรนซีที่ถูกล็อคไว้ 996.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา มีจำนวนคริปโทเคอเรนซีที่ถูกล็อคไว้สูงถึง $4.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  (ข้อมูลจาก https://defipulse.com/) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ในเวลาเพียง 6 เดือน ถือว่าเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมากอย่างคาดไม่ถึง แสดงถึงแนวโน้มสำคัญ ที่ผู้คนเริ่มเข้าสู่โลกแห่ง DeFi  

2.Compound Finance เปิดตัวเหรียญ Governance Token

      Compound Finance เป็นหนึ่งในบริษัทอันดับต้นๆ ของ DeFi ที่ให้บริการ P2P Lending หรือให้บริการจับคู่การกู้ยืมระหว่างบุคคลโดยใช้ Coin หรือ Token บนเทคโนโลยีบล็อคเชน ซึ่งเป็นการให้กู้โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันผ่านสัญญาอัจฉริยะ โดยบริษัทให้บริการปล่อยกู้ Token จะจัดหา Pool ของ Token มาไว้รองรับความต้องการกู้ Token  ยกตัวอย่างเช่น การกู้ยึมเงินของเหรียญ DAI  ที่เป็น Stable Coin ฝั่งของคนที่ต้องการปล่อยกู้ มี DAI เอาไปเข้า Pool ของ Compound ไว้ก็จะได้ดอกเบี้ยที่ 3.05% ต่อปี ส่วนฝั่งของคนต้องการกู้ DAI นั้นก็จะเสียดอกเบี้ยที่ 4.06% ต่อปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ก็จะแตกต่างกันไป โดยสามารถดูอัตราดอกเบี้ยได้ตลอดเวลาที่  https://compound.finance/markets

Compound ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ DeFi เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการที่ Compound ได้มีออกเหรียญ COMP มาเป็น Governance Token ที่ได้แจกจ่ายให้กับพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ และให้กับผู้ที่นำเหรียญเข้ามาฝากและกู้ โดยผู้ถือเหรียญ COMP จะมีสิทธิในการดูแลระบบของ Compound บางเรื่อง เช่น ประเภทของเหรียญที่อนุญาตมากู้ยืม หรืออัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืม เป็นต้น

ซึ่งภายหลังจากที่เหรียญ COMP ถูกแจกจ่ายออกมา และได้เข้าไปซื้อขายใน Exchange ก็ได้เกิดความต้องการอย่างมากจนทำให้เหรียญที่ได้รับมาฟรีๆ อย่าง COMP  นั้น ราคาขึ้นไปสูงสุดถึง 380 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะตกลงมาที่ประมาณ 183 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจากความต้องการเหรียญ COMP นี้เอง ที่ทำให้เกิดการฝากและกู้ในระบบมากขึ้นอย่างมากมาย เพราะนอกจากที่คนจะอยากได้ดอกเบี้ยในการฝาก หรืออยากกู้เหรียญไปทำธุรกรรมอื่นๆ แล้ว ก็อยากได้เหรียญ COMP นี้เพราะถือว่า เป็นการมาแบบ ฟรีๆ   

โดยเฉพาะเมื่อหลายๆ บริษัทได้เลียนแบบการออกเหรียญ Governance Token ออกมา ทำให้ธุรกรรมของ DeFi เกิดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทั่วโลก ถึงแม้การเพิ่มการใช้งานนี้ จะเกิดจากการให้เหรียญฟรีๆ แต่จากการกระทำนี้ ก็ทำให้มีผู้ัคนใหม่ๆ เข้ามาสนใจและลองทำธุรกรรมในระบบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน 

3.แบงก์ชาติไทยเปิดตัวโปรเจกต์  “บาทดิจิทัล” สำหรับภาคธุรกิจ

      หนึ่งในกลไกสำคัญของ DeFi ก็คือเหรียญ Stable Coin ซึ่งเป็นเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ เพราะเหรียญที่มีมูลค่าแน่นอน เหมาะสมและจำเป็นต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เพราะหากเกิดการกู้ยืมกันแล้ว ถ้าราคาเหรียญเปลี่ยนมากจนเกินไป จะทำให้เกิดความขัดแย้งกันได้ 

ปีที่ผ่านมาเราจึงได้ยินชื่อหลายโครงการ Stable Coin ไม่ว่าจะเป็นเหรียญที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น เหรียญ DAI จาก MakerDAO ที่จะต้องนำเหรียญอื่นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือเหรียญ USDT จาก TETHER ที่ใช้เงินสดจริงๆ มาค้ำประกันเหรียญที่ออก รวมถึงเหรียญที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น เหรียญ Libra ที่มีเฟซบุ๊กเป็นแกนนำ และเหรียญ Stable Coin ที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ เช่น ดิจิทัลหยวน ของจีน หรือดิจิทัลบาท ของไทย

โดยปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังต่อยอดโครงการอินทนนท์ไปยังภาคเอกชน โดยการขยายการใช้ดิจิทัลบาทจาก Wholesale CBDC หรือ เงินบาทที่ใช้หมุนเวียนในระบบธนาคาร/สถาบันการเงิน ไปยัง Retail CDBC สำหรับภาคธุรกิจและประชาชน  โดยร่วมมือกับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทนำร่องในการใช้ ดิจิทัลบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยนำมาใช้ในการชำระเงินในระบบซัพพลายเชนที่มีอยู่จำนวนมาก ถ้าเป็นระบบเดิมธนาคารที่เป็นตัวกลางจะเป็นคนจัดการให้ แต่พอมาเป็นระบบใหม่จะถูกจัดการโดยอัตโนมัติผ่าน Smart Contract  

โครงการดังกล่าว จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญของไทย ที่ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งานอย่างจริงจังในภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงานได้มาก และดิจิทัลบาทก็จะเป็นหนึ่งในความหวังที่จะสามารถก่อให้เกิดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า DeFI ในเมืองไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถใช้งานได้จริง

4.KULAP Decentralized แห่งแรกของโลกที่ได้รับใบอนุญาต

      ปกติตลาดที่ให้เราสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซีที่เรารู้จักส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในไทยอย่าง  Bitkub , Satang  หรือในต่างประเทศอย่าง Binance  จะเป็นตลาดที่เรียกว่า Centralized Exchange  หรือตลาดที่ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ในปัจจุบันได้มีตลาดอีกหนึ่งรูปแบบที่เรียกว่า Decentralized Exchange 

Decentralized Exchange (DEX) เป็นตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีได้โดยตรง ในแบบ Peer to Peer โดยการแลกเปลี่ยนทุกธุรกรรมเกิดขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้เกิดความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือ สินทรัพย์จะอยู่ที่กระเป๋าของผู้ใช้บริการ ไม่มีการโอนสินทรัพย์มาฝากไว้กับคนกลางเหมือนแบบ Centralized Exchange

ในประเทศไทย มีบริษัทสัญชาติไทยอย่าง KULAP ที่เพิ่งจะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจาก สำนักงาน ก.ล.ต. และยังถือว่าเป็น Decentralized Exchange รายแรกของโลกที่ได้รับใบอนุญาตจากทางการ

KULAP จะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุน ที่จะปลอดภัยมากขึ้นจากการที่ไม่ต้องโอนทรัพย์สินไปยังตลาดแบบปกติ อีกทั้งยังจะมีวิธีการซื้อขายเหรียญแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเหรียญได้ทันทีในราคาที่ดีที่สุดจากการที่ต่อกับ DEX อื่นๆ หรือการต่อกับแอปพลิเคชั่นต่างๆ เชื่อว่ากับการมาของ KULAP จะทำให้ตลาดในเมืองไทยน่าสนใจขึ้นแน่นอน

5.Band Protocol ราคาเหรียญพุ่งกว่า 800% ใน 30 วันที่ผ่านมา

     Band Protocol อีกหนึ่งบริษัทของคนไทยที่ทำ Decentralized Oracle สำหรับ dApp หรือเป็นบริษัทที่ให้บริการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะถูกนำเข้าไปใช้ Decentralized Application หรือ Smart Contract ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะทำให้ Smart Contract ที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้าและมีการอ้างอิงข้อมูลนอกระบบ ทำงานได้อย่างถูกต้อง  ยกตัวอย่างเช่น ใน Smart Contract ของระบบค้ำประกันเงินกู้ที่อ้างอิงราคาของเหรียญ ETH ไว้ เมื่อเหรียญลงมาถึงจุดที่กำหนดจะทำการปิดสัญญาและขายเหรียญทอดตลาด ดังนั้น ถ้ามีการส่งราคาที่ไม่ถูกต้องของเหรียญ ETH เข้าไปในระบบได้ ก็จะทำให้ Smart Contract นั้นทำงานไม่ถูกต้องเลยทันที ระบบ Decentralized Oracle จึงมีความจำเป็นและสำคัญมากพอๆ กับ Smart Contract เลยทีเดียว

และจากการนิยมและการเพิ่มการใช้งานของ DeFi ในสองสามเดือนที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดความต้องการ Decentralized Oracle มากขึ้นไปด้วย ทำให้เหรียญของบริษัทที่ทำด้านนี้ราคาสูงขึ้นมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าตลาด ChainLink ที่ทำเรื่องนี้เป็นคนแรก และสำหรับ Band Protocol ก็ได้อานิสงส์จากเรื่องนี้เช่นกัน ทำให้ราคาเหรียญพุ่งขึ้นกว่า 800% ใน 30 วันที่ผ่านมา ถือเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นที่บริษัทคนไทย สามารถนำเหรียญขึ้นไปอยู่ในระดับโลกได้

 

จากเหตุการณ์ทั้ง 5 ที่กล่าวมา  DeFi เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ ที่ไม่ได้เกิดเฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น แต่บริษัทของคนไทยก็เริ่มที่จะเข้าสู่โลกแห่ง DeFi กันอย่างจริงจังแล้ว 

“DeFi เริ่มเข้ามาใกล้ตัวพวกเรามากขึ้นทุกวัน และเข้ามาในความเร็วที่ไม่ธรรมดา ผมเชื่อว่าตอนนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตอันใกล้ของวงการการเงินโลก มาร่วมศึกษาโลกการเงิน 2.0 ไปพร้อมๆ กันนะครับ”







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh