กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน ลงทุนในธุรกิจที่กำลังถูก Disrupt : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โดย
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

:-
.

ลงทุนในธุรกิจที่กำลังถูก Disrupt : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกในมุมมองของ Value Investor        25 มกราคม 63 


ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ลงทุนในธุรกิจที่กำลังถูก Disrupt

 

    ตั้งแต่กระแส Disruption หรือการทำลายล้างธุรกิจดั้งเดิมโดยเทคโนโลยีใหม่ที่อิงกับดิจิตอลเกิดขึ้นเต็มที่ทั่วโลก  เราก็ได้เห็นหลาย ๆ  ธุรกิจหรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลาย ๆ  ตัวตกต่ำลงแทบจะเป็น  “หายนะ” การที่หุ้นตกลงมาครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุดเป็นเรื่องปกติ  บางกลุ่มหรือบางตัวตกลงมาเหลือแค่ 10%  เจ้าของซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บางคนนั้นเปลี่ยนสถานะจากมหาเศรษฐีกลายเป็นเศรษฐีธรรมดา  หลายคนจากเศรษฐีก็เหลือแค่เป็นคนรวยธรรมดา ๆ  คนหนึ่งในเวลาเพียงไม่กี่ปี  คนที่ลงทุนในหุ้นที่ถูกหรือกำลังถูก Disrupt นั้นต่างก็ขายหุ้นหนีตาย  หุ้นถูกหลีกเลี่ยงโดยนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นนักลงทุน “ผู้รอบรู้” หรือเป็น “VI” ไม่ว่าราคาจะตกลงมาเท่าไร  ครั้นจะสวิทซ์หุ้นจากหุ้นที่ถูกหรือกำลังถูก Disrupt เป็นหุ้นที่กำลัง Disrupt คนอื่น  ก็หาไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย  ต้องไปลงทุนข้ามประเทศในตลาดใหญ่อย่างอเมริกาหรือจีน  ซึ่งยังมีอุปสรรคไม่น้อย  แถมราคาหุ้นก็ดูเหมือนว่าจะแพงมาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ตนเองอาจจะยังมีความรู้หรือความเข้าใจไม่พอว่าควรจะเข้าตอนไหน
    แต่สำหรับผมแล้ว  “ในวิกฤติก็มีโอกาสเสมอ โดยเฉพาะในตลาดหุ้น”  ข้อแรกก็คือ  มันจะต้องวิกฤติก่อน  แล้วเราถึงจะหาโอกาส  ความหมายของผมก็คือ  มองหาหุ้นที่ราคาตกลงมามากจน “ถูกมาก”  ซึ่งคำว่าถูกมากนี้ต้องวัดด้วยมาตรวัดทุกค่า  เช่น  ค่า PE PB Dividend Yield และ Market Cap. หรือรวมถึงตัวอื่น ๆ  ที่อาจจะใช้ได้  ถ้าค่าทุกค่านั้นบ่งบอกว่าหุ้นมีราคา “ถูกมาก” อย่างที่  “ไม่เคยปรากฏมาก่อน”  แบบนี้ก็ชัดเจนว่าหุ้นกำลัง  “วิกฤติ”  อย่างไรก็ตาม  ถ้ามีค่าบางตัว เช่น ค่า PE อาจจะไม่ต่ำ  หรืออาจจะติดลบเลย  แต่เป็นเหตุการณ์เฉพาะครั้งเดียว  หุ้นก็ยังสามารถพูดได้ว่าถูกมาก  วัดจากตัวเลขอื่น ๆ  ได้  โดยเฉพาะจากค่า Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัทเทียบกับที่เคยเป็นมา
    “โอกาส” ที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือ  ธุรกิจหรือหุ้นที่คนคิดว่าถูก Disrupt หรือกำลังถูก Disrupt นั้น  ไม่ถูก Disrupt จริง หรือถูก Disrupt แค่บางส่วน  หรือใช้เวลานานมากก่อนที่มันจะถูกทดแทนได้ทั้งหมดซึ่งทำให้ธุรกิจยังคงหากินหรือทำกำไรได้ไปอีกนานและคุ้มที่จะลงทุน    ถ้าเราเจอหุ้นแบบนี้ที่มีราคาตกลงมามากเกินไป  มันก็อาจจะเป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปลงทุนและทำผลตอบแทนทบต้นได้ดีพอ เช่น  10-15% ต่อปีต่อเนื่องไปอีกซัก 10 ปี  เป็นต้น
    การวิเคราะห์เพื่อหาซีนาริโอว่าหุ้นที่ตกลงมามากจากความกลัวว่ามันจะถูก Disrupt จะเป็นแบบไหนจริง ๆ  นั้น  ไม่ใช่เรื่องง่ายนักและจะต้องคำนึงถึงเรื่องของท้องถิ่นหรือสถานที่ตั้งของธุรกิจซึ่งส่วนใหญ่ก็คือประเทศไทยด้วย  และต่อไปนี้ก็คือธุรกิจบางอย่างที่ผมมอง
    หุ้นแบ้งค์ขนาดใหญ่ที่ให้บริการการเงินทุกรูปแบบนั้น  ผมคิดว่ากำลังถูก Disrupt บางส่วนโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินและแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ  รายได้และกำไรคงหายไปอย่างมีนัยสำคัญแต่ธุรกิจอื่น เช่น  การปล่อยสินเชื่อหากินจากส่วนต่างของดอกเบี้ย  การบริหารเงินและบริหารความเสี่ยงให้ลูกค้า  การขายประกันและผลิตภัณฑ์ทางการเงินการลงทุน  ก็ยังน่าจะอยู่ไปอีกนาน  นอกจากนั้น  ธนาคารยังสามารถลดต้นทุนของการให้บริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องใช้คนและสาขาลงได้ไม่น้อยเมื่อเวลาผ่านไป  ดังนั้น  แบ้งค์โดยรวมจึงน่าจะยังไม่ถูก Disrupt  และผมคิดว่าการที่หุ้นแบ้งค์หลาย ๆ  ตัวตกลงมาแรงนั้น  น่าจะเป็น  “โอกาส”  ในการลงทุน   อย่างไรก็ตาม  ในช่วงนี้อาจจะมีประเด็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดหนี้เสียมากขึ้นและความต้องการสินเชื่อลดลง  ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะต้องพิจารณาร่วมด้วย
    ธุรกิจ “สื่อดั้งเดิม” ทั้งหลายซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงทีวี  หนังสือพิมพ์  สื่อนอกบ้าน  ผมคิดว่า ถูก Disrupt อย่างรวดเร็วและยังไม่จบ  ราคาหุ้นที่ตกลงมานั้นเรียกว่าเป็นวิกฤติระดับ  “หายนะ” คนจำนวนมากยังทยอยเลิกดูทีวี  หนังสือพิมพ์ วารสารต่าง ๆ  เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ผมเองที่เคยติดละครหลังข่าวบนจอทีวีนั้น  ก็เพิ่งจะเลิกเปิดทีวีไปหลายเดือนแล้วตามภรรยาซึ่งเลิกดูละครผ่านทีวีแต่หันไปดูในไอแพดแทน  ดังนั้น  หุ้นในกลุ่มนี้ที่ตกลงมามากเป็นวิกฤติแต่โอกาสที่จะซื้อลงทุนก็อาจจะไม่เกิด  ราคาที่ลงไปนั้น  อาจจะเหมาะสมกับธุรกิจที่ค่อย ๆ  ลดค่าลงไปเรื่อย ๆ  และไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไร
    ห้างค้าปลีกแบบมีหน้าร้านโดยเฉพาะที่เป็นช็อบปิ้งมอลขนาดใหญ่นั้น  ราคาหุ้นก็ลงมาบ้างเหมือนกันแต่ไม่มากขนาดเป็นหายนะ  แม้ว่ากำไรจะโตช้าลงมากหลายคนก็ยังคิดว่าหุ้นในกลุ่มนี้ยังน่าสนใจลงทุน  คำถามสำคัญก็คือ  ห้างแบบนี้ในประเทศไทยในที่สุดจะค่อย ๆ  ตกต่ำลงเพราะถูก Disrupt จากการค้าขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตแบบที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วอย่างในอเมริกาหรือไม่?   นอกจากนั้น  ธุรกิจอย่างการขายอาหารที่มีหน้าร้านก็ดูเหมือนว่ากำลังถูกท้าทายโดยการขายอาหารแบบดีลิเวอร์ลี่ผ่านแอ็ปต่าง ๆ  สุดท้ายภัตตาคารจะแย่หนักไหม?
    คำตอบเรื่องนี้คงต้องดูเป็นธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ไป  กลุ่มแรกพวกเมกาสโตร์ ที่ขายสินค้าทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  ผมคิดว่ากำลังถูก Disrupt อย่างช้า ๆ  เมื่อคนเริ่มสั่งของจากที่บ้านและพบว่ามีความสะดวกสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ  อานิสงค์จากความก้าวหน้าของการทำโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ  ดังนั้น  คนมีเหตุผลที่จะต้องไปซื้อที่ห้างน้อยลง  การเติบโตของยอดขายจะน้อยลงจนอาจจะถึงกับติดลบก็เป็นไปได้  อย่างไรก็ตาม  ห้างคง “ไม่ตายแต่ไม่โต” 
    ธุรกิจทำห้างให้เช่าแบบสรรพสินค้านั้น  บางคนบอกไม่ถูกกระทบเพราะรับค่าเช่าจากคนขายของ  แต่ถ้าคนขายของได้น้อยลง  ค่าเช่าที่จะจ่ายได้ก็ต้องลดลงหรือเพิ่มขึ้นไม่ได้  จริงอยู่ คนไทยนั้นอาจจะยังต้องการเดินห้างอยู่เนื่องจากมันเย็นสบาย  มีแหล่งบันเทิงและทำธุรกรรมต่าง ๆ  เช่น การเงิน  รวมถึงกินอาหารภัตตาคารในห้าง  ส่วนการซื้อสินค้านั้นเขาอาจจะทำน้อยลงเนื่องจากการทำผ่านอินเตอร์เน็ตสะดวกกว่า   มีแบบสินค้าให้เลือกมากกว่าและราคาถูกกว่า  ดังนั้น  ธุรกิจทำห้างให้เช่าจึงอาจจะมีกำไรหรือเติบโตไม่เหมือนเดิม  ราคาหุ้นไม่ควรจะแพงอย่างที่เคยเป็น
    ร้านขายสินค้าเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะอย่าง  เช่น  สินค้าปรับปรุงและตกแต่งบ้านนั้น  ผมคิดว่าเนื่องจากสินค้ามีความหลากหลายมากทั้งราคา  รูปแบบ  ความถี่ในการใช้  ทำให้ผู้บริโภคต้องการ “ดูของจริง” มากกว่าจะดูจากภาพ  และบ่อยครั้งเป็นการซื้อหลายอย่างพร้อม ๆ  กันและมีมูลค่าค่อนข้างสูง  ดังนั้น  คนซื้อจึงอยากจะไปซื้อที่ร้านมากกว่าสั่งจากอินเตอร์เน็ต  ดังนั้น  ผมคิดว่าคงยังห่างจากการถูก Disrupt พอสมควร  กลุ่มที่สองคือสินค้าอิเล็กโทรนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย  นี่คือสินค้าที่อาจจะถูก Disrupt ได้ง่ายเนื่องจากมันเป็นสินค้าที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันและมียี่ห้อและรุ่นไม่มากนัก  การเลือกผ่านอินเตอร์เน็ตทำได้ง่าย  อย่างเดียวที่ดูเหมือนว่าหลายคนก็ยังอยากไปซื้อที่ร้านก็เพราะว่ามันเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ยอมเสียเวลาไปดูซักหน่อยและได้รับบริการการอธิบายการใช้งานก็อาจจะยังคุ้มค่า  อย่างไรก็ตาม  ความเสี่ยงที่จะถูก Disrupt และอาจจะเกิดขึ้นเร็วนั้นมีพอสมควร  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  คนที่พยายามขายผ่านอินเตอร์เน็ตนั้น  อาจจะรวมไปถึงเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพสูงและแข่งขันกับห้างที่มีหน้าร้านได้
    ธุรกิจขนาดใหญ่สุดท้ายที่น่าสนใจมากเพราะราคาหุ้นตกลงมาจนน่าจะเป็นวิกฤติแล้วก็คือ ธุรกิจพลังงานโดยเฉพาะถ่านหินและน้ำมันซึ่งพูดกันว่ากำลังถูก Disrupt จากพลังงานสะอาดและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า  ความคิดของผมก็คือ  นี่คือธุรกิจที่ผู้ใช้นั้นเป็นโรงงาน(โรงไฟฟ้า) หรืออุปกรณ์(รถยนต์) ที่มีอายุยืนยาวและมีจำนวนมากมาย  ดังนั้น  การเปลี่ยนหรือทดแทนถ้าจะเกิดขึ้นก็จะเป็นไปอย่างช้า ๆ   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เทคโนโลยีใหม่ก็ยังไม่ได้เหนือกว่าเทคโนโลยีเก่าในทุกด้านโดยเฉพาะราคาและความสม่ำเสมอและประสิทธิภาพของการทำงานทำให้การ Disrupt เป็นไปอย่างช้า ๆ  ผมคิดว่าอย่างน้อยคงต้องเป็น 10 ปีขึ้นไปก่อนที่ธุรกิจจะมีปัญหาอย่างจริงจัง  อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  นี่ทำให้ราคาของสินค้าโดยเฉพาะที่เป็นต้นน้ำถูกกระทบในด้านลบได้ค่อนข้างแรงเมื่อความต้องการลดลงแม้เพียงเล็กน้อย
    ยังมีธุรกิจอีกมากที่เราจะต้องวิเคราะห์ผลกระทบของ Disruption ว่าที่จริงในระยะหลัง ๆ  นี้  แทบไม่มีธุรกิจไหนที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง  ดังนั้น  นักลงทุนจะต้องคิดและคำนึงถึงอยู่เสมอเมื่อจะลงทุนซื้อขายหุ้น







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh