กุนซือโลกการเงิน


กุนซือโลกการเงิน BITCOIN วิ่งทะลุ 600,000 บาท โดย คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

โดย
คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล

:CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด
.

BITCOIN วิ่งทะลุ 600,000 บาท

 

โดย วรพจน์ ธาราศิริสกุล  CTO บริษัท เจเวนเจอร์ส จำกัด

     ส่งท้ายปีกับ BITCOIN ที่วิ่งทะลุ 600,000 บาทไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็น All Time High ราคาสูงที่สุดตั้งแต่มี Bitcoin มา ซึ่งเป็นธรรมดาเมื่อราคาสูงขึ้นก็จะมีคำถามมากมายกับอนาคตของ Bitcoin และคริปโทเคอเรนซี

จากบทความของเดือนที่แล้ว ที่กล่าวถึงการยอมรับที่มากขึ้นของ Bitcoin ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของ BITCOIN ที่เลื่อนสถานะเป็นสินทรัพย์ทางเลือกในการลงทุนของสถาบันการเงินและบริษัทต่างๆ หรือการที่ Paypal เริ่มเปิดบริการซื้อขาย Bitcoin และคริปโทเคอเรนซีได้ ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสู่ตลาด Mass ที่สำคัญของ Bitcoin เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้น อยากได้มากขึ้น ก็เป็นธรรมดาตาม Demand-Supply ที่ราคาของ Bitcoin ซึ่งมีจำนวนจำกัดจะมีราคาสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัวของผมยังไม่อยากให้ยึดติดกับราคาของ Bitcoin มากนัก เพราะตามสัดส่วนที่การรวบรวมไว้ในเว็บ Bitinfochars.com ณ วันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา ( https://bitinfocharts.com/top-100-richest-bitcoin-addresses.html) จำนวนของนักลงทุนผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่เรียกว่า ‘วาฬ’ (Bitcoin Whales) หรือ ผู้ถือ Bitcoin มากกว่า 1,000 Bitcoin นั้นมีเพียง 2,277 กระเป๋า และมีจำนวน Bitcoin มากถึง 42.71% ของ Bitcoin ทั้งหมด นั้นหมายถึงนักลงทุนรายใหญ่เหล่านี้มีอิทธิพลมากพอที่จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างง่ายดาย 

“ดังนั้น ขอย้ำชัดๆ อีกครั้ง การลงทุน Bitcoin ยังมีความเสี่ยงสูง ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้ที่ราคาจะสูงขึ้นในอนาคต แต่ก็อาจจะผันผวนจนเรารับไม่ไหวก็เป็นได้ การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องหัวใจแข็งแรงเท่านั้นที่จะลงทุนใน Bitcoin หรือคริปโทเคอเรนซีนะครับ” 

 

Stable Coin

จาก ฺBitcoin และคริปโทเคอเรนซีที่มีราคาผันผวนตามความต้องการของตลาด ทำให้มันไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้งานจริงในบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้า หรือการใช้ในกระบวนการทางการเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความกังวล และไม่กล้าเข้ามาสู่โลกของคริปโทเคอเรนซีหรือสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง

ระบบเหรียญดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ หรือ Stable Coin จึงถูกคิดขึ้น โดยตั้งใจให้สามารถคงมูลค่าได้คงที่ตลอดเวลา หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากๆ และไม่เปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งส่วนมากจะผูกอยู่กับสินทรัพย์ที่มีความคงที่ เช่น ทอง น้ำมัน หรือสกุลเงินตราปกติที่อยู่ในตลาดโลก

ในปัจจุบัน เราสามารถแบ่ง Stable Coin ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

Fiat-Collateralized คือ เหรียญ Stable Coin ที่ผูกกับเงินตราประเทศต่างๆ เช่น Tether, USDT, TrueUSD รวมไปถึงเหรียญ Diem (ชื่อเดิม Libra) ของกลุ่ม Facebook และที่กำลังพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง คือ CDBC หรือ  Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าที่จะเป็นตัวแทนของเงินได้จริง ๆ ซึ่งปัจจุบันธนาคารกลางเกือบทุกประเทศกำลังศึกษาและทดลองใช้กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหยวนดิจิทัลจากเมืองจีนที่ได้เริ่มลองใช้จริงในบางเมืองของประเทศจีน หรือโปรเจ็กต์อินทนนท์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เริ่มทดสอบกับเอกชนบางรายแล้วด้วย

Crypto-collateralized คือ เหรียญ Stable Coin ที่ผูกกับเงินคริปโท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ Smart Contract เป็นกลไกในการออกเหรียญ เช่น เหรียญ Dai ที่ก่อนจะออกจะต้องมี คริปโทเคอเรนซี จำนวน 1.50 เท่ามาถูกล็อคไว้โดย Smart Contract ของ MakerDAO ก่อนเพื่อเป็นหลักประกัน เป็นต้น ทำให้เหรียญประเภทนี้มีความโปร่งใส และถูกนำไปใช้ในหลายๆแอปพลิเคชัน

Stable Coin แต่ละเหรียญก็จะมีจุดหมายการใช้งาน รวมถึงวิธีการรักษาราคาแตกต่างกันไป และก็มีความเสี่ยงแตกต่างกันไปในตัวเช่นกัน ผมขอยกตัวอย่างเหรียญ USDT ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดที่บอกว่าทุกเหรียญ USDT ที่ออก จะมีการเก็บเงินจริงๆ ไว้ด้วย แต่ในปัจจุบันก็ถึงกับมีคดีความเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ในการสร้างเหรียญและกระบวนการจัดเก็บเงินตามที่บริษัทได้บอกไว้ เพราะฉะนั้นการเลือกใช้เหรียญ Stable Coin แต่ละชนิด จึงควรต้องศึกษาและเข้าใจที่มาที่ไปของแต่ละเหรียญอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจนำมาใช้งานนะครับ

 

Decentralized Finance

ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับราคาของ Bitcoin และการพัฒนาของเหรียญ Stable Coin ต่างๆ  ในอีกด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เกิดจาก Bitcoin นั้นก็กำลังสร้างความตื่นเต้นในโลกทางการเงิน ที่เราเรียกว่า DeFi หรือ Decentralized Finance ธุรกรรมทางการเงินที่อยู่บนโลกการเงินปัจจุบัน ได้ถูกนำไปพัฒนาบนเทคโนโลยีบล็อกเชน และ Smart Contract ซึ่งสามารถทำให้ธุรกรรมที่ต้องใช้คนจำนวนมากในการจัดการผ่านทางธนาคาร หรือคนกลาง สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีคนกลาง และใช้คนเพียงไม่กี่คนมาดูแลได้เหมือนกันแต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ บน DeFi จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาตลอดเวลา และเริ่มที่จะมีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาสนใจเริ่มที่จะศึกษาและพัฒนาโมเดลใหม่ๆ เหล่านี้ แม้แต่ในเมืองไทยที่ SCB10x บริษัทเทคโนโลยีของธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ได้ร่วมมือกับบริษัท Alpha Financial Lab ในการสร้างโปรเจกต์ DeFi เป็นของตัวเอง หรือบริษัท เจเวนเจอร์ส ของเจมาร์ท ที่ผมสังกัดอยู่ ก็กำลังนำเสนอโครงการ DeFi ภายใต้ JFIN เช่นกัน

บทสรุปส่งท้ายปี 2020

ในปีหน้า 2021 นี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นอีกปีที่น่าตื่นเต้นของโลก DeFi Bitoin และคริปโทเคอเรนซีต่างๆ อย่างแน่นอน จากการที่โลกเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้เล่นใหม่ๆ จากโลกการเงินปัจจุบันที่มีทั้งทุนทรัพย์และสินทรัพย์มากมาย จะแบ่งเงินมาลงทุนและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ มากขึ้น และที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือถ้าปีหน้า CDBC เกิดขึ้นได้จริง จะทำให้โลกทั้งโลกหันมามองเทคโนโลยีนี้และเกิดการใช้งานแบบจริงจัง ซึ่งจะเปลี่ยนโลกการเงินที่เราคุ้นเคยไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว และจะมาในความเร็วแบบคาดไม่ถึงด้วย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วครับ

สวัสดีปีใหม่ 2021 ครับ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh